ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้นของสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้น

ความเห็นชอบ คือ ความเห็นที่เห็นตามความเป็นจริง โดยไม่มีตัวเราเข้าไปในการตัดสินในสิ่งที่เห็นนั้นๆ
ซึ่งเป็นเหตุให้จะไม่มีคำว่าถูกหรือผิดในความเห็นนั้นๆ

การที่มีความเห็นว่า สิ่งนั้นถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากความเห็นที่มีเราหรือตัวตนของเราเข้าไปตัดสินแทนสภาวะที่เกิดขึ้น

แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นณขณะนั้นๆแต่อย่างใด นั่นหมายถึง ตราบใดที่ความเห็นนั้นๆมีคำว่าถูกหรือผิด ย่อมไม่ใช่สภาวะของสัมมาทิฏฐิแต่อย่างใดเลย

เหตุของการเกิดสัมมาทิฏฐิ

การเกิดสภาวะของสัมมาทิฏฐิ จะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการเห็นตามความเป็นจริงเท่านั้น

การเห็นตามความเป็นจริงนั้นมีลักษณะหรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างไร?

การเห็นตามความเป็นจริง คือ การเห็นว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนแปรปรวนตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มากระทบได้อย่างไร
สภาวะเกิดแล้วก็ดับ ตามเหตุและผลของตัวสภาวะนั้นๆ

สิ่งต่างๆที่มีอยู่จริง เกิดขึ้นจริงๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรา สิ่งเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้ว มันมีและมันเป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้วชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีก็ตาม

เมื่อเห็นได้ดังนี้แล้ว ย่อมไม่เอาตัวเราที่ยังมีอยู่ลงไปตัดสินแทนสภาวะที่เกิดขึ้นณขณะนั้นๆว่าสภาวะนั้นๆหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆถูกหรือผิด

จะไปบอกว่าถูกหรือผิดได้อย่างไร ในเมื่อมันแปรปรวนตลอดเวลา ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นได้อย่างไร เพราะเหตุนี้จึงไม่มีการไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนั้นผิด

มันจะเห็นแต่เหตุและผลว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นเรื่องธรรมดา ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเอาตัวเรา ตัวตนของเราที่ยังมีอยู่ ลงไปตัดสิน โดยให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามกิเลสและเหตุที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ผลคือ เหตุยืดยาวออกไป ย่อมดับลงไปไม่ได้ ยืดยาวเพราะตัวตัณหาอุปทาน ความทะยานอยากที่มีอยู่ จึงทำให้เกิดการปรุงแต่งตลอดเวลา

เหตุของการเกิดการเห็นตามความเป็นจริง

สภาวะของการเห็นตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสัมมาสมาธิเท่านั้น

โฆษณา

สัมมาทิฏฐิคืออะไร?

สัมมาทิฏฐิคืออะไร?

คือ ความเห็นชอบ

ความเห็นชอบคืออะไร?

คือเห็นตามความเป็นจริง

การเห็นตามความเป็นจริง คืออะไร?

เห็นตามความเป็นจริงที่มีอยู่จริงของทุกๆสรรพสิ่ง โดยสภาวะที่มีอยู่จริง
ไม่ใช่เกิดจากความคิดที่มีเราหรือตัวตนของเราเข้าไปเกี่ยวข้องในสภาวะนั้นๆแต่อย่างใด

การเห็นตามความเป็นจริงได้ เหตุเกิดจากอะไร?

เกิดจากสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน ( สัมมาสมาธิ )

จะเห็นเหตุของการเกิดสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกันได้นั้น ต้องทำอย่างไร?

ต้องเจริญสติ

เจริญสติแล้วได้อะไร?

ได้สัมมาสมติ

สัมมาสติเป็นเหตุของอะไร?

เป็นเหตุของสัมมาสมาธิ

วิธีสร้างมรรคแปดให้เกิดขึ้น

วิธีสร้างมรรคแปดให้เกิดขึ้น ทำได้ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงสร้างสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้น ( การเห็นตามความเป็นจริง )

วิธีสร้างสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้น ทำได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงสร้างสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง

วิธีสร้างสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น ทำได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงสร้างสัมมาสติให้เกิดขึ้น สัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นเอง

วิธีสร้างสัมมาสติให้เกิดขึ้น ทำได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงสร้างสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น สัมมาสติก็จะเกิดขึ้นเอง

วิธีสร้างสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น ทำได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงหมั่นรู้อยู่ในกายและจิตนี้ให้บ่อยๆ

วิธีสร้างการรู้อยู่ในกายและจิตนี้ให้บ่อยๆ ทำได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่

วิธีการเอาจิตจดจ่อให้รู้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงเจริญสติเท่านั้นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น จะให้ค่าว่ายากหรือง่าย ยุ่งยากหรือไม่ยุ่งยาก ก็แล้วแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ผู้หลงสภาวะ

ผู้ที่ปฏิบัติแล้วบอกว่าได้อะไรหรือเป็นอะไร ผู้นั้นคือ ผู้หลงสภาวะ หลงกิเลส หลงบัญญัติ แต่ไม่รู้ว่าหลง

ที่ว่าหลงนั้น หลงอย่างไร?

ผู้ถูกเรียกว่าหลงสภาวะคือ หลงให้ค่า ยึดติดในบัญญัติ โดยการนำบัญญัติมาเทียบเคียงสภาวะที่คิดว่าตัวเองนั้นรู้ หลงในรู้ที่คิดว่ารู้ เป็นเหตุให้หลงสภาวะ แต่ไม่รู้ว่าหลงเพราะเหตุนี้

บัญญัติมีไว้ให้รู้ แต่รู้แค่บัญญัติ ไม่ได้รู้โดยสภาวะ แม้กระทั่งตัวเราเองก็เคยหลงสภาวะมาก่อน หลงให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น

เวลากลับมานั่งอ่านข้อความต่างๆที่เคยบันทึกเอาไว้ อ่านแล้วก้ร้องอืมมมมม …. เรานี่มันหลง แต่ไม่รู้ว่าหลงจริงๆ จึงกลายเป้นสร้างเหตุร่วมกับคนอื่นๆไป

กว่าจะรู้นี่ มันต้องผ่านความหลงก่อนนะ หลงเดิมๆซ้ำๆ แล้วสภาวะจะชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ พอสภาวะมันแจ้งออกมาจากจิต โอ้โฮ …. เรานี่มันช่างโง่เสียจริงๆ

ยังดีนะ ถึงแม้ว่าเราจะหลง แต่เราไม่ได้ไปยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่ารู้ แล้วหลงไปสร้างเหตุให้คนอื่นๆหลงตาม

เพราะเราบอกแล้ว ทุกคนต้องทำเอง ไม่ใช่มาเชื่อเรา ทำเอง เจอสภาวะด้วยตัวเอง อย่าไปให้ค่า หรือถ้าจะให้ค่า ให้ได้ แต่อย่าไปยึดติด

ตราบใดที่ยังมีกิเลส เรื่องการให้ค่าตามอุปทานหรือตามเหตุกับสิ่งๆนั้น เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมาแสดงให้เห็นเนืองๆ คือผัสสะหรือการกระทบ แล้วเป็นเหตุให้ ปรุงแต่งเกิดความชอบหรือชังในสภาวะนั้นๆ นั่นแหละ

ตัวนั้นคือผลของเหตุที่เราเคยทำเอาไว้ เพียงแต่จะรู้หรือยัง รู้ถึงเหตุหรือยัง สติทันไหม มันมีแค่นั้นเอง

ทุกอย่างดับที่ตัวต้นเหตุทั้งปวง คือ ตัวเรานี่แหละ ไม่ใช่ไปดับที่ใครหรืออะไรที่ไหนเลย ตราบใดที่ยังมี ” เรา ” คือ ตัวกูของกู ในทุกๆการกระทบหรือผัสสะล่ะก็
ตราบนั้น ย่อมมีเหตุใหม่เกิดขึ้นเนืองๆ เมื่อยังมีเหตุ คือตัวกูของกู( ตัวอุปทาน ) ตราบนั้น ย่อมมีผลที่ได้รับอย่างแน่นนอน ไม่ว่าผลนั้นจะดีหรือไม่ดี ตามความคิดหรือการให้ค่าไปตามเหตุของแต่ละคน ภพชาติเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้นี่เอง

สอดส่อง

ไม่ต้องคอยไปสอดส่องใคร ว่าใครจะเป็นอะไรหรืออย่างไร แต่จงหมั่นสอดส่องตรวจสอบกิเลสของตัวเอง ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

สติทันกิเลสมากน้อยแค่ไหน ยามที่เกิดผัสสะหรือเกิดการกระทบ ซึ่งยังมีการให้ค่าตามอุปทานที่ยังมีอยู่ หมั่นตวจสอบและคอยสอดส่องตรงนี้

เมื่อรู้ในกายและจิตของตัวเองได้แล้ว ย่อมรู้ในกายและจิตของคนอื่นๆได้เช่นกัน เพราะเขา,เราล้วนไม่แตกต่างกันเลย ต่างก็ยังคงมีกิเลสเหมือนๆกัน

เพียงแต่ว่า ใครจะมีสติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในใจได้ทันมากกว่ากันเท่านั้นเอง รู้ทันมันก็จบ เหตุย่อมไม่มี รู้ยังไม่ทัน มันก็ไม่จบ เพราะยังมีการปรุงแต่งไปตามอุปทาน เหตุจึงยังคงมีอยู่

เมื่อเหตุยังมี ผลก็ย่อมต้องมีมาแสดงให้พบประสพเจอเนืองๆ เพียงแต่ว่า จะรู้ทันหรือยังเท่านั้นเอง บางทีกิเลสตัวเดิมนี่แหละ แต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบมาทดสอบจิตของแต่ละคนนั่นเอง

กุมภาพันธ์ 2011
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: