เรื่องของฟัน

คุณเคยรู้บ้างไหมว่า ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่คุณกำลังใช้อยู่นั้น ช่วยรักาาสุขภาพของฟัน หรือเป็นอาหารของแบคทีเรียในปาก

ทั้งยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากของบางยี่ห้อ มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อนำไปใช้ด้วยความไม่รู้ อาจจะขาดรายละเอียดในการสังเกตุ คิดดูละกันว่าได้อมน้ำตาลก่อนนอนหรือหลังแปรงฟันหรือบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากทุกครั้งนั้น สุขภาพของเหงือกและฟัน ตลอดจนสุขภาพภายในปากนั้นจะเป็นอย่างไร

ลองทดสอบดูได้โดยการบีบยาสีฟันทิ้งไว้ที่พื้น น้ำยาบ้วนปากก็เช่นเดียวกัน เททิ้งไว้ที่พื้น ถ้ายี่ห้อใดมีส่วนผสมของน้ำตาล ยี่ห้อนั่นมดจะมาขึ้น อันนี้เจอมาด้วยตัวเอง

น้ำยาบ้วนปาก ยี่ห้อฮิตติดตลาด ที่ไหนได้ มีส่วนผสมของน้ำตาล อมน้ำตาลไว้ในปากด้วยความไม่รู้ ยาสีฟันก็เช่นเดียวกัน เราก็ว่ามดทำไมขึ้น งงนะไม่เคยเจอ อย่าถามนะว่ายี่ห้อไหน ให้ทดสอบด้วยตัวเองจะดีกว่า ทดสอบแบบทั้งเข้มข้นคือเพียวๆ หรือจะผสมน้ำก่อนแล้วราดทิ้งไว้ที่พื้นก็ได้ ลองทำดูนะ เพื่อสุขภาพของปากและฟัน

โฆษณา

บททดสอบมีตลอด

เรื่องทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งหมดคือบททดสอบจิตของตัวเราเอง กิเลสทั้งหลายแหล่ โลภะ โทสะ โมหะ ตัวแม่เลยนะเนี่ย ทั้งตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย

กิเลสแบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียดด เยีนมากๆ บางครั้งกว่าจะรู้ว่ามันคือกิเลสที่แฝงมา เล่นเอาเราหลงไปเหมือนกัน แต่อะไรๆไม่มีเกินตัว สติ สัมปชัญญะไปได้
มีสองตัวนี่ รู้อยู่ในกายมากเท่าไหร่ กิเลสเล่นงานได้พักๆ แต่เล่นงานระยะยาวไม่ได้ เพราะสติดักจับได้ทัน ยิ่งกว่าเรดาร์ ไม่ต้องหาคลื่น หาสัญญาณใดๆ

ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งเป็นคนละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการใช้ชีวิตและกับคนรอบๆตัว มีแต่คิดจะให้ มากกว่าคิดจะเป็นฝ่ายรับ

แต่กิเลสมักจะส่งบททดสอบมาสอบเราตลอดเวลา สุดท้าย ไม่มีอะไรเล็ดลอดจากตัวสติไปได้ ดักจับไว้หมด

ความกำหนัด

กิเลสหรือกามราคะ กามราคะหรือกิเลสตัวอื่นๆไม่ได้แตกต่างกันเลย มันเหมือนๆกัน เพียงแต่ว่า สติจะรู้เท่าทันได้หรือไม่เท่านั้นเอง

ตำราถึงได้เขียนเอาไว้ว่า กามราคะคือ ความยินดีหรือความพอใจ ปฏิฆะ คือ ความยินร้ายหรือความไม่พอใจ ความหงุดหงิดใจ

ส่วนความกำหนัดในกามที่นำมาพูดๆกัน ล้วนเป็นตัวกิเลสของกามราคะ ความกำหนัด คือ การกำเริบทางกิเลสที่ค่อนข้างมีกำลังกว่ากิเลสกามราคะตัวอื่นๆ

แล้วแต่เหตุของแต่ละคนด้วย บางคนจึงมีสภาวะกามราคะรุนแรงคือ มีมาก แต่บางคนมีน้อย แต่ไปมีกิเลสในสภาวะอื่นๆที่มีกำลังมากกว่าตัวความกำหนัดตัวนี้ เนื่องจากเหตุที่ทำมาแตกต่างกันไป

เหตุใดบางคนต้องปลงอสุภะ ใช้อุบายในการพิจรณา เพื่อกดข่มกิเลสเอาไว้ เหตุใดบางคนไม่ต้องปลงอสุภะ ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น นี่แหละ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีและเป็นตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น

วิธีการจึงมีหลากหลายรูปแบบ อุบายในการรักษาจิตและถ่ายถอนอุปทานของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปเพราะเหตุนี้ ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่เหมาะแก่คนใดคนหนึ่ง ทุกๆสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่แต่ละคนทำมา

จึงไม่มีรูปแบบที่ตายตัวหรือเที่ยงแท้แน่นอน ที่แน่นอนที่สุดคือ ตัวสติ สัมปชัญญะ มีสองสภาวะนี้อยู่ที่ไหน การเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมมีอยู่ที่นั่น

ฉะนั้น จงเป็นผู้มีสติอยู่เถิด อย่าได้ไปว่ากล่าวผู้ใดอีกเลย ไม่มีอะไรถูกหรือผิด ที่ผิดคือ ผิดไปจากวิธีที่ตัวเองทำมาหรือได้เรียนรู้มานั่นเอง ผิดที่ตัวเอง เพราะยังมีความไม่รู้อยู่ คนอื่นๆไม่ได้ทำให้ผิดเลย

ยิ่งว่าคนอื่นๆมากเท่าไหร่ มีถูกหรือผิดมากเท่าไหร่ เท่ากับสะสมกิเลสไว้ในใจมากขึ้นเท่านั้น เท่ากับก่อภพก่อชาติไม่รู้จบกับคนอื่นๆมากเท่านั้น จงอย่าได้เบียดเบียนกันอีกเลย เพราะมันจะมีแต่เหตุไม่รู้จักจบสิ้น

ใครทำอะไร ยังไง ปฏิบัติยังไง รู้ยังไง นั่นคือเหตุของเขา หากเขาทำไม่เหมือนเราหรือมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากเรา นั่นก็คือเหตุของเขา ของตัวเราเองก็คือเหตุของเรา

ใครเชื่อใคร ใครไม่เชื่อใคร ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนทำมาทั้งสิ้น ไม่ใช่ไปว่าเขาทำถูกหรือผิด ว่าเขามากเท่าไหร่ ติติงเขามากเท่าไหร่ เท่ากับสะสมกิเลสในใจไว้มากขึ้นเท่านั้น ก่อภพก่อชาติไม่รู้จบมากขึ้นเท่านั้น

เราว่าเขา เขาก็ว่าเรา เราไม่ว่าเขา หากเขายังว่าเรา นั่นคือเหตุที่เราเคยทำเอาไว้ เมื่อเหตุยังไม่หมด ผลที่ได้รับย่อมยังไม่หมด เหตุหมดเมื่อไหร่ ผลจบลงเมื่อนั้น เราจึงต้องหมั่นรู้อยู่ในกายและจิตให้บ่อยๆ เพื่ออยู่กับปัจจุบัน

ไม่ใช่เพื่อที่จะได้อะไรหรือเป็นอะไร มันมีแต่กิเลส อยู่กับปัจจุบันได้ทัน คือ การดับเหตุทั้งปวงได้ในระดับหนึ่ง เหตุทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากตัวเราเป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดขึ้นเอง

ยึด,ไม่ยึด

รู้แล้วยึดในรู้ที่คิดว่ารู้ จึงมีการสร้างเหตุ ก็ไม่ผิด

รู้แล้วไม่ยึด เพราะไม่รู้ว่ายังยึด เพราะยังมีการสร้างเหตุ คือ ให้ค่าต่อสิ่งที่ถูกรู้ แล้วยึดในรู้นั้นๆ แต่ไม่รู้ว่ายึด ก็ไม่ผิด

รู้แล้วไม่ยึด เพราะ รู้ในเหตุและผล ย่อมมีการสร้างเหตุอยู่ แต่สร้างเหตุน้อยลง

รู้แล้วไม่ยึด เพราะเห็นตามความเป็นจริง เหตุเก่าที่เคยทำไว้ ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะรู้เท่าทันต่อสิ่งที่ถูกรู้

เหตุใหม่ที่จะก่อให้เกิดขึ้น ย่อมสำรวม สังวรระวังมากขึ้น ภพชาติจบสิ้นเพราะเหตุนี้ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

รู้ตัว,รู้สึกตัว,รู้สึกตัวทั่วพร้อม

ที่ใดที่มีความรู้ตัวเกิดขึ้น ที่นั้นมี สติ

ที่ใดมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ที่นั่นมี สัมมาสติ

ที่ใดมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ที่นั่นมี สัมมาสมาธิ

ทั้งสามสภาวะนี้ จะพบเจอได้จากการเจริญสติเท่านั้น ส่วนการเจริญสติจะเริ่มต้นจากไหน แบบไหน นั่นล้วนขึ้นอยู่กับเหตุที่แต่ละคนกระทำมา

กุมภาพันธ์ 2011
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: