เพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุด

เพื่อนที่เดินร่วมทางที่ดีที่สุด ที่ได้เดินร่วมทางไปกับเราตลอดเวลา ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย สติ สัมปชัญญะนี่เอง เพียงแต่เราต้องสร้างขึ้นมาเอง ไปหาซื้อที่ไหนๆไม่ได้

สติ สัมปชัญญะเป็นเพื่อนที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับเราตลอดเวลา คอยฉุดกระชากลากดึงเราให้มาอยู่กับปัจจุบัน ยามที่จิตไม่รักดี ไหลไปตามกระแสเชี่ยวกรากของกิเลส
เพื่อจะดึงเราไม่ให้ตกลงไปในวังวนของหลุมพรางกิเลส ที่วางกับดักไว้ทุกๆระยะของเส้นทางเดิน หลากหลายรูปแบบ ที่ไม่อาจคาดเดาได้

เมื่อเราพลั้งเผลอ กลับมาอยู่กับปัจจุบันไม่ทัน เราตกลงไปในหลุมพรางของกิเลส ใครเจ็บล่ะ เราเจ็บเอง ใครทำให้เกิดขึ้นล่ะ เราเองทั้งนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ตราบใดที่ยังมีความชอบ ความชัง ตราบนั้นกิเลสเล่นงานได้ตลอดเวลา

ใครล่ะที่ฉุดเราขึ้นมาจากหลุมพรางนั้นได้ มีแต่สติ สัมปชัญญะเท่านั้น ที่คอยกระตุก คอยทั้งฉุดกระชากลากดึงเรา ให้ขึ้นจากหลุมพรางนั้นๆ

เราจึงต้องทำความเพียรต่อเนื่องเพราะเหตุนี้ เมื่อใดที่หยุดทำความเพียร เท่ากับเราเป็นฝ่ายทอดทิ้งเพื่อนร่วมทางที่ดีของเราไปเอง ใครผิด เราผิด เพราะอะไร เพราะตราบใดที่มีเหตุ ตราบนั้นย่อมมีผล

พึงคบกัลยาณมิตร ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพระสติ พระสัมปชัญญะนี่เอง มีสติ สัมปชัญญะเมื่อใด เหตุย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทั้งเหตุใหม่และเหตุเก่า ผลเลยไม่ต้องไปหวังสิ่งใดๆตอบแทนกลับมา เพราะเหตุนี้นี่เอง

ยิ่งโดนกิเลสเล่นงานเรามากเท่าไหร่ นั่นคือยิ่งทำให้เราแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอะไรหรือ เพราะทำให้รู้ชัดในกิเลสทุกซอกทุกมุม รู้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ

โฆษณา

เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

ทุกๆเรื่องราวหรือทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น แต่ละสภาวะมาสอนตลอดเวลา ให้อดทน อดกลั้น อยู่กับปัจจุบัน แล้วตัวสภาวะนั้นๆจะจบลงไปด้วยตัวของสภาวะเอง

เกิดก็เพราะเหตุ ดับก็เพราะเหตุ มันมีและมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนที่จะมีเราเป้นตัวเป็นตนขึ้นมา เรามีหน้าที่คือเจริญสติ ทำต่อไป ทำต่อเนื่อง ถ้าไม่ทำต่อเนื่อง จะเอาอะไรไปรับมือกับกิเลสได้ล่ะ

กิเลสมาทุกรูปแบบ ตามเหตุปัจจัยที่เราทำมาเอง จะไปโทษใครได้ เหตุเก่าเราไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้คือปัจจุบัน ไม่สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีกในปัจจุบัน แล้วจะเอาผลมาจากไหนอีก ที่ยังมีผลส่งอยู่ ล้วนเกิดจากเหตุที่ยังไม่จบนั่นเอง

ที่เราบอกว่า พ่อแม่ พี่น้อง สามีภรรยา ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติตามโลกที่สร้างขึ้นมาตามสมมุติตามเหตุของคนๆนั้น เราไม่ได้ให้ปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ ยังให้ความเคารพให้การยอมรับเหมือนเดิม ถึงแม้จะเป็นสมมุติก็ตาม

สิ่งที่เราพูดถึงมาแล้วเรื่อง ความเป็นคนนอก เราหมายถึงพูดตามสภาวะที่เป็นจริงๆ ไม่ใช่ตามสมมุติ เราคือคนนอกสำหรับสภาวะของคนอื่นๆ เหตุของคนอื่นๆที่เขากำลังสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยตัวของเขาเอง ด้วยความไม่รู้

เรามองเห็น แต่เขายังมองไม่เห็น แล้วจะไปพูดให้คนที่ยังมองไม่เห็นได้อย่างไร คุณพร้อมแล้วหรือที่จะไปช่วยคนอื่นๆ ขนาดกิเลสของตัวเองมันยังเนียนเสียจนบางครั้งยังดูไม่ออก มันต้องผิดพลาดมาก่อน

ผิดพลาดแล้วจะเข็ด เข็ดแล้วจึงจะมองเห็น นี่แหละ เขาถึงบอกว่า ความผิดพลาดนั้นเป็นครูเพราะเหตุนี้ เราน่ะเข้าใจดี เพราะเข็ดเสียจนไม่รู้จะเข็ดยังไง จนเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้น เรามักจะบอกว่า มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

การขยับตัวล้วนเป็นการแก้ไขสภาวะ เราต้องอยู่กับปัจจุบัน รู้สึกอย่างไรต่อการกระทบ ให้รู้ไปตามนั้น ยอมรับตามความเป็นจริงของสภาวะที่เป็นอยู่ อย่าปล่อยให้เกิดการกระทำออกไป เพราะมันคือเหตุใหม่ ที่อาจจะเป็นเหตุให้ตกอยู่ในวังวนของกิเลสไม่รู้จบ

ฮึกเหิม

ยิ่งปฏิบัติ ใจยิ่งมีพลัง ยิ่งเจอบททดสอบของจิต จิตยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพราะนั่นคือ เหตุของคนอื่น เราเข้าไปยุ่ง มันจะกลายเป็นเหตุใหม่ของเราไปทันที เราปฏิบัติเพื่อดับที่เหตุ ไม่ใช่เพื่อสร้างเหตุไม่รู้จบ

อาจจะมองดูเหมือนคนไร้ใจ ไม่สนใจผู้อื่น ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ ใครจะคิดอะไรยังไงกับเรา ปล่อยไป เราไปห้ามความคิดของคนอื่นๆไม่ได้ เพราะนี่คือเหตุของเรา เราต้องดับที่ต้นเหตุทั้งปวงคือ ตัวเรา ไม่ใช่นอกตัว นอกตัวมีแต่เหตุที่เกิดขึ้นเพราะอุปทาน

นอกตัว แค่ดู แค่รู้ อยู่กับปัจจุบันให้ทัน อะไรเกิด ยอมรับไปตามนั้น หยุดการกระทำทั้งปวง แม้กระทั่งคำพูด เพราะมันคือการสร้างเหตุใหม่ คำพูดเรา พูดไปแล้ว

ถ้าถูกใจในความคิดของเขา คำพูดเราจะดูมีราคา แต่ถ้าพูดไปแล้วไม่ถูกใจเขา คำพูดเราจะด้อยค่า ไร้ราคาไปทันที เราเลือกแล้ว คิดว่าเลือกดีที่สุดแล้ว เลือกที่จะดับเหตุที่ตัวของเราเอง

มันก็เป็นเรื่องแปลกอีกอย่าง พอเรากำลังจะไปอีกสภาวะหนึ่ง ที่อาจจะทำให้สภาวะของเราเปลี่ยนไป อาจจะเป็นเหตุให้ใช้เวลาเนิ่นนาน มันก็จะต้องมีเหตุให้เราหดขาเข้ามา คือ ถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ กลับมาพิจรณาทบทวนสภาวะ

พอทบทวนสภาวะ ทำให้มองเห็นสภาวะกิเลสชัดมากขึ้น เราเกือบเสียท่ากิเลสอีกแล้ว ทั้งๆที่ดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่มันคือการคาดเดาของเรา แต่ตามความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด

เราถึงบอกว่า จิตนี้เขาฉลาดกว่าเรามากๆ จิตที่มีสติ สัมปชัญญะ ผิดกับเราที่ยังคงโง่ให้กิเลสมันมาสร้างภาพลวงตาอยู่เรื่อยๆ ทำให้เกิดความประมาท โดยไม่รู้ว่าประมาท จะให้เนิ่นช้าไปทำไม ทางมีให้เห็นแล้ว

หน้าที่

หน้าที่ทางโลก ทำไปตามหน้าที่ พยายามอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ไม่งั้นจะกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆอีก เรารู้แล้ว รู้ทันในกิเลสของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ทันทั้งหมดก็ตาม

เมื่อรู้ทัน ย่อมหยุดตัวเองได้ทัน ย่อมไม่หลงลงไปในวังวนของกิเลส ให้มันกลืนกินเรา ให้จมอยู่ในกองกิเลส ส่วนเรื่องนอกตัว ต้องปล่อยวาง แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงปล่อยวาง ช่วยบุคคลที่พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าช่วยได้ จึงช่วย

แล้วเราเป็นใคร แค่คนที่ยังมีกิเลสอยู่ แล้วจะไปช่วยอะไรใครได้ ต้องปล่อยวาง ต้องอยู่กับปัจจุบันให้ทัน มันมีแค่นี้เอง นี่แหละเรื่องราวของสภาวะที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ” ปล่อยวาง ” และ ” อยู่กับปัจจุบัน ”

ในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปอธิบายหรือพูดอะไรให้มากความอีกต่อไป ตราบใดที่กิเลสยังหนาแน่นในดวงจิต ย่อมบดบังดวงตาให้มืดบอด ยากที่จะเห็นสภาวะตามความเป็นจริงได้ จึงตกเป็นขี้ข้ากิเลสต่อไป วังวนของวัฎฎะสงสาร จึงยาวนานเพราะเหตุนี้

การเกิดใหม่ทุกๆครั้งคือ ความประมาท คือ ความโง่ที่ยังมีอยู่ โง่ที่ยังอยากเกิด ทำเหมือนไม่อยากเกิด แต่เหตุที่ทำลงไป ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการเกิด ดูทันไหม ดูไม่ทันก็คือยังประมาท

การยอมรับ ทำให้เกิดปัญญา

การยอมรับในทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือเรียกว่า ทุกๆสภาวะไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ยอมรับได้หมด ไม่ว่าสภาวะนั้นๆจะก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างไรก็ตาม การยอมรับแบบนี้ได้ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดปัญญาได้อย่างไร

ทุกๆสภาวะ เมื่อเรายอมรับได้ จิตจะสงบนิ่ง รู้อยู่ในกาย มากกว่าจะส่งออกนอก ขณะนั้น สภาวะของตัวสติ สัมปชัญญะทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เมื่อเกิดสมาธิ แล้วทั้ง ๓ สภาวะนี้ทำงานร่วมกัน จะรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเกิดสภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จิตเขาจะคิดพิจรณาขึ้นมาเอง โดยไม่ใช่เราไปคิดเอง สภาวะนี้จะเกิดตัวปัญญาที่มุ่งดับตัวต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดเหตุทั้งปวง จิตไม่มีว่อแว่ก จะมั่นคง หนักแน่น ไม่มีหวั่นไหวใดๆ

เราเจอกับสภาวะของจิตแบบนี้หลายครั้งต่อหลายๆครั้ง จนจำสภาวะได้แม่นว่า จงอยู่กับปัจจุบัน แล้วเราจะไม่ทุกข์อีกต่อไป มันรู้แบบนี้ ยิ่งทำ ทุกข์ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ จิตจะปล่อยวางมากขึ้นเรื่อยๆ ถ่ายถอนอุปทานมากขึ้น

เมื่ออุปทานเบาบางลง ย่อมเห็นชัดในสภาวะของกิเลสที่มีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ กิเลสที่เป็นกุศล ตัวนี้ถ้าไม่มีกำลังของสติมากพอ ยากที่จะมองเห็นได้ เพราะ กิเลสของความอยากบดบังดวงตา บดบังสภาวะเอาไว้

รู้ในกาย

เวลาที่เราคิดอะไรไม่ออก บางทีบางเรื่องเราติดอยู่กับความคิดนั้นๆ อย่างเช่นเรื่องช่างเสริมสวย หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ เราจะชอบนำมาคิดพิจรณาในขณะที่กำลังอยู่ในอิริยาบทนั่ง

จิตเป็นสมาธิก็ส่วนจิต มีความคิดก็ส่วนความคิด พร้อมๆกับรู้ในกายไปด้วย มันจะรู้ทุกส่วนแต่แยกออกไม่ปะปนกัน เวลาอยู่ในอิริยาบทนี้ จะช่วยทำให้เราเกิดปัญญาในการมองปัญหาที่คิดว่าเป็นปัญหา

สุดท้ายก็จะได้คำตอบในการสร้างเหตุว่า ไม่ต้องไปอธิบายอะไร ใครจะคิดอะไรยังไงเกี่ยวกับเรา นั่นเรื่องของเขา เพราะเรารู้ตัวดีว่า เราไม่เคยคิดเอาเปรียบใครๆ เราให้ด้วยจิตที่ปราศจากความโลภจริงๆ ไม่มีกิเลสเจือปนในการให้

ยิ่งอธิบาย ยิ่งรู้สึกว่า มันมีแต่เหตุไม่รู้จบ เราแค่ดู แล้วปลดปล่อยความคิดออกมาในรูปนั่งคิดพิจรณาแบบนี้แหละ ถ้าอยากจะพูด ก็เขียนๆๆๆมันออกไป แต่ไม่ไปสร้างเหตุกับคนอื่นๆ

การเขียน ช่วยให้เราเห็นสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดมากขึ้น จริงๆแล้ว เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย เราแค่ดู อะไรจะเกิดก็ปล่อย ใครจะเข้ายังไงก็ปล่อย ในเมื่อพูดตามความเป็นจริงไม่ได้ ต้องปล่อย ถ้าไม่ปล่อย มันจะมีแต่เหตุ

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น สอนให้เราปล่อยวาง ให้มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน เพราะตราบใดที่ยังคงมีเหตุอยู่ ผลย่อมมาแสดงในรูปของการกระทบเนืองๆ บางครั้งสติทัน มันก็ดับได้ไว อยู่กับปัจจุบันได้ทัน แค่ดู แค่รู้ และยอมรับได้

แต่บางครั้ง มันก็ยังไม่ทัน ทั้งๆที่รู้ ทั้งๆที่เข้าใจในสภาวะทุกอย่างได้ดีว่าควรทำอย่างไร แค่มีสติ มันมีแค่นั้น แค่ยอมรับไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ต้องไปตามอธิบายให้มากความ ยิ่งอธิบายยิ่งมีแต่เหตุ มันเป็นเรื่องของโลกๆ มีแต่กิเลส

มันไม่เหมือนเรื่องของสภาวะ ถ้าเรามองว่ามันเป็นแค่สภาวะที่มาทดสอบเรา ความมั่นคงของจิต ถ้าทันมันก็จบไปเอง

นอนเป็นสมาธิ

สภาวะเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนนี้สภาวะเวลาที่นอน จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดในกายได้ต่อเนื่องมากกว่าเมื่อก่อน

เมื่อก่อนนี้ เวลานอนหลับ หลับก็คือหลับ จะหลับสนิท ไม่ค่อยรู้การทำงานของกาย ตั้งแต่ป่วยในครั้งนี้ เนื่องจากการไอ ทำให้นอนยาวไม่ได้ แต่อาศัยการนั่งหลับในสมาธิแทน ทำมาแบบนี้ตลอดเวลาที่ป่วย

แม้แต่การทำเต็มรูปแบบ เมื่อนั่งที่พื้นแบบปกติไม่ได้ เพราะจะไอมากๆ ก็อาศัยนั่งกำหนดที่โซฟาแทน สมาธิจะตั้งมั่นได้นานกว่า ถึงแม้จะมีอาการไอ สมาธิก็ยังคงเกิดได้อย่างต่อเนื่อง

อาจจะเกิดจากเหตุที่ทำแบบนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน คือ นั่งรู้กาย สติมีแค่ไหน รู้ได้แค่นั้น ไม่ฝืน ไม่กำหนดอะไร ถ้าไม่รู้สึกตัวไปตอนไหนก็ปล่อยไปตามนั้น ไม่กำหนดดึงจิตให้กลับมารู้ที่กายแต่อย่างใด

ความก้าวหน้าทางจิตที่เห็นอย่างได้ชัดคือ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ จิตสามารถรู้ชัดอยู่ในกายมากขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือ สมาธิเกิดได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลานอน จิตเขาจะไปจับ ( รู้ ) ที่กายเอง

โดยที่เราไม่ได้กำหนดรู้ลงไปในกายแต่อย่างใด เป็นเอง เกิดเอง เราแค่รู้เท่านั้นเอง

แม้กระทั่งเวลานั่งรถ เดี๋ยวนี้ จิตเขาจะไปรู้ที่กายเอง โดยเราไม่ได้ไปกำหนดรู้แต่อย่างใด จิตเขาเกิดขึ้นมาเอง เป็นเอง นั่งรถให้ไกลแค่ไหน ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อเหมือนก่อนๆ เพราะเมื่อจิตไปรู้ที่กายแล้ว

เวลาที่รู้อยู่ในกาย ดูเหมือนจะเกิดแค่สั้นๆ แต่มันไม่สั้นเลย เวลาภายนอกผ่านไปไวมากๆ นี่เองกระมั่งที่เขาเรียกว่า ย่นเวลา ( เป็นการให้ค่านะ แต่ไม่ได้ไปยึดติดกับสภาวะอย่างใด )

แล้วกลางคืน อย่างเช่นเมื่อคืนนี้ แทนที่จะนอนหลับแบบปกติที่เคยนอน จิตสามารถรู้ชัดในกายได้ยาว ตั้งแต่เริ่มนอน เขาเกิดเอง จนทำให้เราไม่อยากขยับตัว นอนนิ่งๆรู้กายอยู่อย่างนั้น

พอสมาธิคลาย ธาตุขันธ์จะเริ่มทำงาน มันจะรู้สลับไปมาแบบนี้ตลอด เราเลยลองพลิกตัว ลองขยับตัว ซึ่งตอนแรกไม่กล้าขยับ กลัวสมาธิเกิดไม่ต่อเนื่อง

มันจะมีการถามตอบกับตัวเองว่า ทำไมต้องกลัวสมาธิไม่เกิดต่อเนื่อง จิตตอบว่า เสียดายสมาธิ ก็มีคำถามถามต่อว่า ทำไมต้องกลัว ทำไมไม่ทำตามความเป็นจริง คิดอะไรอยู่ ความอยากเห็นมั๊ย?
พอได้ยินคำถามเช่นนั้น เราเลยขยับตัวเป็นปกติ

กุมภาพันธ์ 2011
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: