๓๑ มีค.๕๔ ชีวิตประจำวัน

ห่วงโซ่

สภาวะที่เกิดขึ้นกับเราในตอนนี้ แต่ละเหตุที่เกิดขึ้น ล้วนมีสภาวะเกี่ยวพันและต่อเนื่องกัน เป็นสภาวะที่เราจะได้คำตอบสำหรับผู้ที่มาขอคำแนะนำกับเรา ซึ่งเราจะต้องผ่านสภาวะนั้นๆหรือเรียนรู้สภาวะนั้นๆก่อนที่เขาเหล่านั้นจะมาขอคำแนะนำ

ไม่ว่าจะเรื่องยืมเงิน เรื่องครอบครัว เรื่องชู้สาว และเรื่องกามราคะกับปฏิฆะ ทำให้เราเห็นสภาวะที่ละเอียดขึ้นไปอีก จากที่ให้ค่าโดยเกิดจากผัสสะ กับไม่ต้องมีผัสสะแต่มันเกิดขึ้นเองในจิต โดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าสภาวะแบบนี้ก็มีด้วย

เมื่อคืนอบตัว ๓ รอบ หลังจากนั้นอาบน้ำต้มสมุนไพรต่อ เช้านี้อาการป่วยที่เป็นอยู่เริ่มดีขึ้น แต่เมื่อคืนมีท้องเสีย เนื่องจากดื่มนมสดไป ๒ กล่อง ยังมีถ่ายอยู่บ้าง

เช้า เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. บ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. สมาธิเริ่มตั้งมั่นได้นานมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่นั่ง ยังมีคนเข้ามาหาบ้าง ใช้เวลาแป๊บๆในการพูดคุย แล้วกำหนดนั่งต่อ จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง

การวางใจ

การเขียนบันทึกที่เป็นปัจจุบันธรรม ช่วยให้เรารู้เท่าทันต่อสภาวะหรือกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตว่ามีความยึดมั่นถือมั่นมากน้อยแค่ไหน วางได้ไวแค่ไหน หรือหลงสร้างเหตุไปหรือไม่

เพราะถ้าสติเรายังไม่แข็งแรงหรือมีกำลังมากพอ เราย่อมหลงๆลืมๆในความคิดหรือความรู้สึกต่างๆที่ผ่านๆไป เราจึงไม่สามารถรู้ชัดในกิเลสที่เกิดขึ้นแต่ละขณะได้ อันนี้ก็แล้วแต่เหตุที่ทำมาด้วยนะ ส่วนตัวเราเป็นเช่นนี้จริงๆ ไม่เคยจำ

พอได้มาบันทึกอย่างต่อเนื่อง กลับทำให้จำสภาวะต่างๆได้แม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง ( กิเลส ) เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นับวันสภาวะละเอียดมากขึ้น เห็นแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่สามารถเจาะลงไปถึงได้

เราไม่ต้องให้ใครที่ไหนมาสอบอารมณ์เรา ตัวผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตนี่แหละ ที่จะมาเป็นผู้สอบอารมณ์เราที่เถรตรงที่สุด ยุติธรรมที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างตัวสภาวะเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด ไม่ต้องไปหาใครที่ไหนเลย

การสอบอารมณ์ บางเหตุเป็นช่องโหว่ให้กิเลสเข้าแทรกได้ตลอด แทนที่ทำแล้วจะดับที่เหตุกัน กลายเป็นว่าทำให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นหนักไปยิ่งกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะดับเหตุทั้งปวงได้อย่างไรกัน

อันนี้จะไปว่ากันก็ไม่ได้อีก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำร่วมกันมาทั้งสิ้น ทำไมถึงเชื่อกัน ทำไมถึงไม่มาเชื่อกัน เนื่องจากมันมีเหตุมาก่อนแล้ว ผลจึงมาให้ได้รับหรือแสดงให้เห็นเป็นเช่นนั้น

เรียนรู้ทุกรสชาติ

สภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆสภาวะในชีวิต มันคือการเรียนรู้ ให้เรียนรู้รสชาติแห่งชีวิต ทุๆเรื่องราวของชีวิต ไม่มียกเว้นเลยแม้แต่สักเรื่องเดียว

เมื่อเราผ่านสภาวะแต่ละสภาวะนั้นๆได้ เราจะต้องหวนกลับมาขอบคุณทุกๆสภาวะที่ทำให้มีแต่เรื่องราวของการเรียนรู้ รู้ว่า นี่คือ รสชาติของความสำเร็จ นี่คือรสชาติของความสมหวัง นี่คือรสชาติของความผิดหวัง นี่คือรสชาติของความรักฯลฯ

เรียกว่าเป็นกสรเรียนรู้ทุกๆรสชาติ โดยมีตัวเหตุปัจจัยที่กระทำหรือได้สร้างเอาไว้ด้วยความไม่รู้ทั้งในอดีต ตลอดจนปัจจุบันที่กำลังทำอยู่ ผลที่ได้รับ มาแสดงในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ทั้งภายนอกและภายใน

สภาวะไม่มีคำว่าล้าสมัย

เรื่องราวสภาวะของผู้ที่ขัดเกลาจิตตัวเอง ไม่มีคำว่าล้าสมัย เพราะเป็นเรื่องราวของกิเลสที่มีกันทุกรูปทุกนาม ส่วนจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาและเหตุปัจจุบันที่กำลังทำอยู่

การขัดเกลากิเลส ที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ซึ่งเป็นผลของการเจริญสติ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำใจให้ยอมรับตามความเป็นจริงนั้นๆได้ เพราะส่วนมากเราจะชอบหลอก ชอบโกหกตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะยังมีความคิดที่เป็นตัวของเราอยู่มาก

ใหม่ๆเราเองก็เป็นแบบนั้น ยอมรับบ้าง ไม่ยอมรับบ้าง ตอบโต้ไปบ้าง สุดท้ายผลที่ได้รับ คนที่เจ็บ คนที่ทุกข์ก็คือ ตัวเราเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เราทำร้ายตัวเองด้วยความไม่รู้มาตลอดเวลา

นี่แหละเหตุของต้นเหตุ มีแต่การสร้างเหตุใหม่ด้วยความไม่รู้ที่ยีงมีอยู่ ไม่มีการกระทำที่เป็นผลของเหตุให้ดับที่ตัวต้นเหตุของเหตุทั้งปวงเลย

ถอนราก ถอนโคน

คำว่า ถอนราก ถอนโคน หมายถึง สภาวะของกิเลสที่ถูกขุดขึ้นมาประจานเจ้าของ แต่อยู่ที่ว่าเจ้าตัวนั้นจะยอมรับตามความเป็นจริงหรือ สภาวะนี้จะเกิดในผู้ที่เจริญสติ

สภาวะที่เกิดขึ้นคือ กิเลสที่มีอยู่ในจิต ถูกขุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

เริ่มจากสภาวะแบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด เป็นกิเลสที่นองเนื่องอยู่ในขันธสันดานของแต่ละคน อยู่ที่ว่าจะมีสติรู้เท่าทันต่อสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นหรือไม่

คนเจริญสติ ถ้ามีสติในระดับหนึ่ง จะเข้าใจในเรื่องเหตุมากขึ้น อาจจะจากการฟังหรือจากการพิจรณา หรือบางคนได้จากภาวนา แล้วแต่เหตุที่ทำมา

ถ้าทำแล้วกิเลสเพิ่ม นั่นผิดทาง เพราะมีแต่เหตุ ไม่ใช่ดับเหตุ

ถาม พยายามปล่อยไปตามเรื่อง คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่บางตรั้ง ก็เอาไว้ไม่ค่อยอยู่ บางทีก็สงบได้เอง บางทีก็เหมือนจะพุ่งขึ้น

ตอบ มันไม่เที่ยงค่ะ ความคิดถ้าไปจดจ้องดู เราจะรำคาญ

ถาม ใช่ค่ะ พยายามรู้อยู่ พอว้าวุ่น ก็ทำให้ขึ้เกียจ เบื่อ ไม่อยากปฏิบัติ แต่พยายามตามดู นอกอริยาบถ

ตอบ ถ้าเราเผลอไปสนใจอีก มันจะชัดอีก จะแบบนั้นแหละค่ะ เราห้ามความคิดไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้อย่าปล่อยให้เกิดการกระทำ ให้รู้ในกายไว้น่ะค่ะ

ทำแบบไหนๆก็ได้ ทำงานก็รู้ไปด้วย ใช้ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ แล้วถ้ามีเวลาว่างพอ หาที่หลบมุม นั่งแป๊บนึง ให้สมาธิหล่อเลี้ยงเอาไว้

ถาม เวลาแนะนำคนอื่น….แนะนำได้…แต่พอตัวเอง ลืมคำแนะนำหมด เหมือนคนหลับๆตื่นๆเลยค่ะ บางทีถ้าเหนื่อยหรือท้อมากๆ ก็จะนั่งหลับตา ดูท้องพองยุบสักแป๊ป

ตอบ เข้าใจค่ะ มันมีแต่เหตุแล้วก็เหตุ ตอนนี้คุณกำลังสร้างเหตุเพื่อตัดภพตัดชาติ กุศลแรง วิบากเยอะ เพราะเจ้าหนี้จะมาทวงตลอด

ถาม ใช่ค่ะ วิบากเยอะจริงๆ มันเหมือนระลอกคลื่นค่ะ เก่าไป ใหม่มา ค่อยบ้าง แรงบ้าง รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็ทำไป…สะดุดไป…อยากไป สลับไป สลับมา อย่างที่บอก รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

ตอบ เจอมาหมดแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังเจอ แต่ไม่เคยท้อ เพราะผ่านจุดนั้นมาแล้ว กว่าจะผ่านได้ หืดขึ้นคอ จะเลิกตั้งหลายครั้ง ทำๆหยุดๆ แต่มันเลิกไม่ได้

ถาม แต่ก็ไม่คิดจะเลิกหรอกนะค่ะ เพียงแต่ บางครั้งก็ยอมกิเลสเขาก่อน จะได้ไม่แตกหัก ไม่งั้นถ้าเราสู้เขาไม่ไหวจะทำให้เราแตกหัก ไม่เข้าใกล้การปฏิบัติแล้วจะยุ่ง ต้องคอยประคับประคองความรู้สึก ทั้งปลอบ ทั้งขู่ ทั้งตาม ทั้งขืนมีหมดครบทุกรส

สิ่งที่พูดต่อไปนี้ บางคนบอกว่า พูดดูง่าย แต่ทำยาก คือ พียงจะบอกว่า เกิดอะไรก็ตาม ให้ยอมรับไปตามความเป็นจริง อย่าหนี อย่าตอบโต้

แรกๆทำอาจจะยากหรือง่าย แล้วแต่เหตุของแต่ละคน สำหรับตัวเองนั้น แรกๆยากมากค่ะ ยากจริงๆ กว่าจะยอมรับได้หมดใจ เพราะใจมันคอยค้านว่าเราไม่ผิด

พอเริ่มยอมแล้วยอมอีก ยอมมากขึ้น ทำให้เข้าใจสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุทั้งนั้นแหละค่ะ ผลเลยมาแสดงให้ได้รับแบบนั้น

จะผ่านกิเลสได้ ต้องยอม ยอมไม่ได้ ผ่านไม่ได้

คำว่ายอม หมายถึง ยอมภายนอก ส่วนภายในใจรู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่ไม่แสดงออกไป มันจะเป็นเหตุใหม่ไปทันที

ยอมได้บ่อยๆ ความรู้สึกในใจที่มีอยู่จะเบาบางลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะยอมจนหมดใจเอง แล้วสภาวะจะเปลี่ยนไป เป็นสภาวะกิเลสที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ

ผ่านกิเลสหยาบๆไม่ได้ อย่าหวังว่าจะไปต่อไปได้เลยค่ะ นี่แหละที่เขาเรียกว่าถอนรากถอนโคน

ถาม ค่ะ….เข้าใจแล้ว….ก็อย่างที่บอกว่าบางครั้งก็เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็เหมือนมีอะไรบางๆมากั้นไว้

ตอบ เข้าใจค่ะ สภาวะแต่ละสภาวะ เมื่อคุณเจอและเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนยอมได้หมดใจจริงๆ จะเข้าใจสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะกิเลสที่เจอน่ะ ตัวเดิมๆซ้ำๆ แต่เปลี่ยนตัวละครมาเล่น

จากกิเลสแบบหยาบๆ พอเราเห็นมัน ยอมมัน จนมันเห็นว่าเราไม่สู้ ตัวใหม่มาต่อ

สภาวะเปลี่ยนไป แต่กิเลสตัวเดิม แต่ละตัวสับเปลี่ยนมาทดสอบ

จนกระทั่งผัสสะภายนอกทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ทีนี้ละ กิเลสภายในจิตที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องมีผัสสะ

เห็นไหมคะ สภาวะมันละเอียด ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด

ถาม สภาวะภายนอกมันปรวนแปรอย่างนี้แหละจึงทำให้ เบื่อ ท้อ และเหนื่อยค่ะ

ตอบ เข้าใจค่ะ สติยังไม่ทัน มันจะแบบนี้แหละค่ะ คือยังยอมรับไม่ได้
น้ำเองเจออะไรหนักๆมาเยอะ อยากขอให้อดทนไว้ค่ะ แล้วตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง เล็กๆน้อยๆทำไป แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นค่ะ

ถาม รับทราบค่ะ …ทั้งอด…ทั้งทนเลยตอนนี้ จะพยายามทำอย่างต่อเนื่องนะค่ะ

๓๐ มีค. ๕๔ ชีวิตประจำวัน

เมื่อคืนได้อบตัว เขียนบันทึกเล็กน้อย กว่าจะได้นอนเกือบตีหนึ่ง ขณะที่นอนจิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวเป็นช่วงๆ แล้วรู้สึกตัวว่ามันดิ่ง เราปล่อยไปตามนั้น

เช้ามาต้มน้ำสมุนไพรอาบ อาการป่วยที่เป็นอยู่เริ่มดีขึ้น อาการไอลดน้อยลงกว่าเมื่อวาน รู้สึกสดชื่นมากขึ้น สมาธินี่องค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการรักษาตัว

รอบเช้าเดิน ๑ ชม.ครึ่ง นั่ง ๒ ชม.๕๐ นาที

รอบบ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

สภาวะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสมาธิแนบแน่นมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวปัญญาย่อมเกิดมากขึ้น แยกแยะรายละอียดของสภาวะต่างๆได้ชัดมากขึ้น รู้ชัดในเหตุและผลมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัญญาอบรมสมาธิ

ปัญญาอบรมสมาธิ สภาวะนี้เกิดจากผลของการเจริญสติ เรียกว่า สัมมาสติ เมื่อมีสภาวะสัมมาสติเกิด ย่อมมีตัวปัญญาเกิดร่วมด้วยทุกๆครั้ง

การเจริญสติ เป็นการพัฒนาสติที่ทุกคนมีอยู่ ส่วนจะมีมากหรือน้อยนั้น อันนั้นแล้วแต่เหตุของแต่ละคนที่ทำมา

เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสติจะถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีกำลังเข้มแข้งมากขึ้น จะมีตัวสัมปชัญญะเกิด

เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นมาแล้ว สมาธิย่อมเกิดขึ้นตาม

การที่ทำกิจอะไรก็ตาม การที่เอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในการกระทำนั้นๆ จะทำให้เกิดทั้ง สติ สัมปชัญญะและสมาธิ

สภาวะที่เกิดขึ้นคือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะสามารถรู้ชัดในกายได้ตลอด ส่วนจะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของแต่ละคน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่แต่ละคนกระทำมา บางคนสมาธิอาจจะแค่ขณิกสมาธิ

บางคนอาจจะแค่อุปจารสมาธิ แต่บางคนอาจจะมีกำลังสมาธิถึงอัปปนาสมาธิ

สภาวะที่นำมาแสดงนี้ เรียกว่า สภาวะของปัญญาอบรมสมาธิ คือ สภาวะของสัมมาสติ

แล้วเมื่อปัญญาได้อบรมสมาธิ สภาวะที่เกิดขึ้น คือ สัมมาสมาธิ

ทำไมจึงกล่าวว่าปัญญาอบรมสมาธิ

เหตุเกิดเนื่องจาก สมาธิแรกเริ่มที่ทุกๆคนได้รู้จัก ส่วนมากจะเป็นสมาธิที่เกิดจากการทำสมถะ แล้วสมาธิที่เกิดจากสมถะส่วนมากจะเป็นมิจฉาสมาธิ

สภาวะที่เกิดของมิจฉาสมาธิ คือ ขาดความรู้สึกตัว ได้แก่ ขาดตัวสัมปชัญญะ มีแต่ตัวสติ รู้ว่าจะเกิดสมาธิ พอเกิดสมาธิขึ้นแล้ว ขาดความรู้สึกตัว ขาดการรับรู้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต เรียกว่า ไม่มีตัวรู้เกิดขึ้น

เมื่อได้มาเจริญสติ สติมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ตัวสัมปชัญญะ หรือ ความรู้สึกตัวยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น เมื่อเวลาที่สติ สัมปชัญญะทำงานร่วมกัน สมาธิย่อมเกิด เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้น ย่อมมีความรู้สึกตัว จึงเรียกสภาวะนี้ว่า ปัญญาอบรมสมาธิ

น้อยแต่เนื้อๆ

ผู้ที่ได้มาขอคำแนะนำแนวในเรื่องการเจริญสติ ตลอดจนเกี่ยวกับสภาวะต่างๆจากเรา อาจจะมีจำนวนน้อยคน แต่ผลที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจ อย่างน้อยกลุ่มคนที่ปฏิบัติกับเรา ส่วนมากจะมีแต่ลดการสร้างเหตุใหม่

เป็นที่น่ายินดีและอนุโมทนาอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง พระที่ท่านส่งอารมณ์และขอคำแนะนำจากเรา ท่านปฏิบัติเอง เจอสภาวะอะไรจะนำมาถามตลอด แล้วปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงทุกวันนี้ เรารู้สึกพอใจอย่างยิ่งกับผลที่ท่านกำลังได้รับ

น่าจะเป็นเดือนที่แล้ว ที่ท่านโทรฯมาเล่าเรื่องสภาวะให้ฟัง ท่านได้รู้จักสภาวะเวทนาอย่างหนัก ทำให้ท่านใช้โยนิโสมนสิการในเรื่องการเกิด ว่าเวทนาที่ท่านได้ประสบในครั้งนี้ ยังทุกข์แทบตาย แล้วการเกิดนี่มันทุกข์มากมายขนาดไหน

ท่านพิจรณาเสร็จ ท่านน้ำตาร่วง บรรดาเพื่อนพระของท่าน ต่างถามว่า ทำไมปวดแค่นี้ต้องน้ำตาร่วง ท่านบอกว่า ไม่รู้ด้วยตัวเองย่อมไม่รู้หรอก มันต้องรู้ด้วยตัวเอง มันจะน้ำตาร่วงเลย นี่คือ สิ่งที่ท่านนำมาเล่าให้ฟังครั้งที่แล้ว

ท่านบอกว่า จะไม่ขอเกิดอีกแล้ว จะตั้งใจทำความเพียรอีกต่อเนื่อง ท่านรู้แล้วว่าการเกิดมันมีแต่ความทุกข์ ที่ยังมีการเกิดอยู่ เพราะยังมีความไม่รู้ หากรู้แล้วจะไม่ขอเกิดอีกต่อไป ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

แล้วท่านได้ไปสั่งเสียผู้หญิงที่มาชอบท่านอยู่ ท่านบอกกับผู้หญิงคนนั้นว่า ไม่ต้องมารอท่านแล้ว หากพบใครที่คิดว่าให้แต่งไปได้เลย ท่านไม่ขอสึกแล้ว จะตั้งใจปฏิบัติ ฝ่ายหญิงร้องไห้

อันนี้เป็นความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของผู้ที่พบเห็นสภาวะตามความเป้นจริงในระดับหนึ่ง จิตจะไม่ถวิลหาทางโลก จะมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่ทุกอย่างไม่เที่ยง มีบททดสอบตลอดเวลา

จริงอยู่ สภาวะนี้ ถึงแม้จะเกิดจากการคิดพิจรณา โดยเอาตัวสภาวะที่พบเจออยู่มาพิจรณา ทำให้ถ่ายถอนอุปทานในภพชาติลงไปได้ ถึงแม้ชั่วแค่เวลานั้นๆ ย่อมดีกว่าหลงติดใจในการเกิดหรือสร้างเหตุให้เกิดภพชาติต่อๆไป

มาวันนี้ท่านโทรฯมาประมาณสี่ทุ่มกว่า ท่านเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เจอเวทนาในครั้งนั้น เดี่ยวนี้เวลาที่ท่านั่ง ท่านจะรู้สึกตัวได้ตลอด ขณะที่เกิดเวทนา จะเห้นตั้งแต่แรกเริ่มเวทนาที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังเกิด จนกระทั่งดับหายไปเอง

ดูวนไปวนมาแบบนี้ จะเห็นแบบนี้ตลอด บางทีมารู้ที่ท้องพองยุบบ้าง ลมหายใจบ้าง เรียกว่า รู้สึกตัวได้ตลอด

เราบอกว่า ภาษาปริยัติเขาเรียกว่า รู้ชัดในรูปนาม สภาวะจะมีแค่สองสภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับ สิ่งที่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น มันมีแค่นี้เอง เอาไว้ท่านจะรู้ทุกๆคำตอบของตัวสภาวะเอง ว่าสภาวะไหนคืออะไร มันจะรู้เอง

มันไม่ได้มีคำเรียกใดๆ แต่จะรู้ชัดโดยสภาวะ เมื่อได้มาศึกาาพระไตรปิฎก จะเข้าใจมากขึ้น เพราะสิ่งที่ถูกรู้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีคำเรียกในพระไตรปิฎก

ท่านถามว่า ท่านเดินครึ่งชม. แต่นั่งถึงสองชม. สมาธิเกิดต่อเนื่อง ท่านรู้สึกตัวตลอด ไม่มีงูบหรือง่วง ท่านถามว่า ท่านทำแบบนี้ได้ไหม เพราะพระอาจารย์ของท่านบอกว่า ต้องเดินหนึ่งชม. นั่งหนึ่งชม.

เราบอกว่า ถ้าเดินน้อย แล้วนั่งต่อ จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง สามารถรู้ชัดในกายได้ตลอด แบบนี้ไม่เป็นไร แต่เมื่อใดมีงูบหรือง่วง ให้เพิ่มเดิน ปรับเปลี่ยนได้ตลอด ไม่มีอะไรตายตัว

ที่พระอาจารย์ท่านพูดแบบนั้น ท่านต้องการรักษารูปแบบในการปรับอินทรีย์ เพราะบางคนสมาธิมาก สติไม่ทัน แต่ในกรณีของท่าน ท่านสามารถปรับเปลี่ยนเองได้

บางคนตัวกำหนดหายไป เช่นพุทโธหรือพองหนอยุบหนอหายไป กำหนดคำบริกรรมภาวนาเท่าไหร่ๆก็ไม่ขึ้น สภาวะตรงนี้มีคนหลงทางกันเยอะ เพราะนำไปเทียบกับญาณ ๑๖ เลยเสียทีกิเลสไป

ที่มันกำหนดไม่ขึ้นมันมีเหตุ เนื่องจาก เมื่อสติ สัมปชัญญะดีในระดับหนึ่ง จิตมันจะทิ้งคำภาวนาไปเอง แต่มารู้ที่กายได้เลย เช่นรู้ลมหายใจ รู้ท้องพองยุบ รู้การเคลื่อนไหวของกาย ตลอดจนสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย

ท่านถามเราว่า เมื่อก่อนนี้ เราใช้บริกรรมแบบนี้หรือเปล่า

เราตอบว่า ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ใช้แล้ว จิตมันทิ้งคำบัญญัติไปแล้ว มารู้ตามความเป็นจริงของสภาวะแทน ตอนนี้ท่านเห็นรูปนามแล้ว แยกรูป,นามได้แล้ว เพียงแต่ท่านยังไม่รู้ในคำเรียกนั้นๆเท่านั้นเอง ขอให้ท่านตั้งใจปฏิบัติต่อไป

ท่านถามต่อว่า ต้องเรียนอภิธรรมไหม

เราตอบว่า อันนี้แล้วแต่ท่าน ถ้าอยากเรียนก็เรียน ส่วนปัญญาในการคิดพิจรณาเรื่องขันธ์ ๕ นั้น อีกหน่อยท่านจะเข้าใจมากขึ้นตามสภาวะ แล้วถ้าใครมาพูดคุยกับท่านว่า ตัวเองนั้นได้อะไร เป็นอะไร จงอย่าไปพูดคุยกับคนพวกนี้

เพราะต่างหลงกิเลสในสมมุติ แต่ไม่รู้ว่าหลงกัน หากรู้จริงเห็นจริง จะมีแต่มุ่งหน้าปฏิบัติ ไม่ไปหลงเล่นกับกิเลส เที่ยวคุยโม้โอ้อวดแบบนั้นหรอก เพราะมันมีแต่การสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น แทนที่จะดับที่เหตุ กลายเป็นสร้างเหตุแทน

ท่านบอกว่า เจอหลายคนเลย มาพูดว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร ท่านไล่ตะเพิดไปหมด

เราบอกว่า นั่นแหละดีแล้ว อย่าไปหลงเล่นกับกิเลสของเขา แต่ถ้าเจอคนที่มาพูดว่า เขาปฏิบัติเพื่อดับเหตุที่ตัวเอง นั่นน่ะคุยได้เลยเป็นกัลยาณมิตรกันได้

เราได้ไล่สภาวะของอริยสัจจ์ ๔ ให้ท่านฟัง ว่าแต่ละความหมายนั้น มีตัวสภาวะแฝงอยู่

ทุกข์ คือ ความบีบคั้น ความทนอยู่ไม่ได้

สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง คือ ตัวอุปทานทั้งหลาย ที่หลงให้ค่า คาดเดาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป้นอย่างนั้น อย่างนี้ ถูก, ผิดตามความคิดของตัวเอง ตามกิเลสหรืออุปทานที่ยังมีอยู่

นิโรธ ความดับทุกข์ คือ ดับทุกข์ทั้งปวงที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปดับที่คนอื่นๆหรือไปดับภายนอก นิพพานแปลว่าดับ ดับอะไร ดับเหตุทั้งปวง ไม่มีการสร้างให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

มรรค เส้นทางหรือวิธีการดับทุกข์ คือ การเจริญสตินี่แหละ

ทำให้ต่อเนื่องแล้วจะรู้ชัดทุกคำตอบเอง ด้วยตัวเอง โดยสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ท่านบอกว่า ท่านตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีอะไรติดขัด จะมาขอคำแนะนำอีก

นี่แหละ เนื้อๆ เราถึงบอกว่า แม้จะน้อยคน แต่มีคุณภาพ แต่ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน แปรเปลี่ยนตลอดเวลา สภาวะล้วนเป็นไปตามเหตุของแต่ละคนที่ทำมา เหตุมี ผลย่อมมี

นับถอยหลัง

นับวัน วันที่เราจะมีโอกาสยืนยาวบนโลกใบนี้ นับวันถอยหลังลงไปเรื่อยๆ นั่นบ่งบอกถึง เวลาที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้ มันน้อยลงไปเรื่อยๆ สภาวะเรา เราย่อมรู้ดี ว่าเป็นยังไง แค่ไหน เราไม่เคยพลาดกับความรู้สึกล่วงหน้าเช่นนี้

สมาธิมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคืนขนาดมีเรื่องจุกจิกในหัวใจ สมาธิแทนที่จะถดถอย กลับมีกำลังมากมาย เมื่อคืนทั้งคืน ภายนอกเราดูเหมือนหลับ ภายในเราตื่นอยู่ทั้งคืน รู้สึกตัวตลอดเวลา เช้ามาไม่มีอาการง่วงหรือเพลีย

ทั้งๆที่เมื่อคืน มันมีความคิดเกิด เรากว่าจะบันทึกเสร็จ ก็ปาเข้าไปตี ๓ แล้ว ถึงได้เข้านอน ตอนหัวค่ำ สมาธิแรงมากๆ เรารู้ตัวตลอดระหว่างเวลาที่นั่งอยู่ เรียกว่าเมื่อวานสภาวะดีทั้งวัน ทั้งคืน เพราะเหตุนี้เราถึงบอกว่าอายุเราสั้นลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งสมาธิมีกำลังมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่ได้ถ่ายเทให้ใครด้วย ยิ่งสะสมมากขึ้น เวลาทางโลกสำหรับเรายิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นไปตามสภาวะ ซึ่งเราเคยผ่านสภาวะเช่นนี้มาแล้ว ย่อมรู้ดีว่า สภาวะอะไรจะเกิดขึ้นกับเราอีกต่อไป

สภาวะดีอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้อาการไอยังคงมีอยู่ วันนี้เป็นมากขึ้นกว่าเดิม เป็นไข้ทับฤดูซ้ำสอง ระหว่างนั่งรถเดินทางมาทำงานไอมากๆเลย แต่ไม่ทำให้เราท้อถอยแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายธาตุขันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ

การเจริญสติช่วยเราได้มากๆ พอจิตเป็นสมาธิจะหยุดไอไปเอง เมื่อคืนตอนที่นอน จิตเป็นสมาธิตลอดไม่มีไอ พอสมาธิคลาย ไอมากๆเลย

เช้านี้ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. สมาธิแนบแน่นดี รู้สึกตัวได้ตลอด จิตคิดพิจรณาถึงสภาวะที่กำลังเจออยู่ ไม่กล่าวโทษใคร มองเห็นแต่เหตุทั้งภายนอกและภายใน นี่แหละผู้ที่ยังไม่รู้ ส่วนเราแค่ดู แค่รู้ แล้วเจริญสติต่อไป

เรากำลังถูกให้ทำข้อสอบ ถูกกิเลสทดสอบ อยู่ได้ไหมสภาวะเช่นนี้ ต้องอดทนอดกลั้นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน หรืออยู่ได้แบบปกติไม่กระทบกระเทือนเหมือนแท่งศิลา

เรายังทำไม่ได้นะ จิตยังมีกระเพื่อมอยู่ เพียงแต่ไม่กล่าวโทษใคร เพราะมองเห็นอนาคตของผู้ที่กำลังหลงสร้างเหตุไปตามตัณหาราคะของตัวเองกัน เรารอเวลา เจริญสติไปนี่แหละ ไม่คาดเดาว่าสภาวะจะจบลงยังไง

เรามีหน้าที่คือ แค่ดู แค่รู้ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น ยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น อดทน เราอดทนมาตลอดตั้งแต่มาเจริญสติ ต้องมีความอดทน อดกลั้นที่จะไม่สร้างเหตุใดๆออกไป พูดในสิ่งที่ควรพูดเกี่ยวกับสภาวะ

เพราะเรารู้ดีว่า ผลที่เขาจะได้รับกันนั้นมันคืออะไร หากเขายังหลงที่จะสร้างมันต่อไป มันมีผลทั้งชีวิตและการปฏิบัติของแต่ละคน มีผลระยะยาว

ช่วงบ่ายยังมีไอเป็นระยะๆ เบื่อร่างกายมากๆ แต่ไม่เที่ยง ทุกๆสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ที่รู้ๆในตอนนี้คือรู้สึกเบื่อตัวเอง เบื่ออาการไม่สบายที่เป็นอยู่

รอบบ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๔๕ นาที สมาธิแนบแน่นดี รู้ชัดในกายได้ต่อเนื่อง รู้แต่สภาวะภายใน ภายนอกดับสนิท

ไม่ชอบใจ

ตอนนี้เจอสภาวะไม่ชอบใจ เรื่องของคนใกล้ตัวเรา ที่กำลังโดนกิเลสเล่นงาน แต่ไม่รู้จักกิเลสของตัวเองที่มีอยู่ แล้วหลงลงไปเล่นกับกิเลสที่มายั่วยวน มาให้สนองกิเลสที่มีอยู่ในใจ

แรกๆที่เกิดการกระทบใหม่ๆ หรือตอนที่เกิดเหตุใหม่ ความรู้สึกไม่ชอบใจนี้ชัดมากๆเลยนะ มันพุ่งออกมาทันที แต่หายไวมากขึ้น จิตไปเกาะเกี่ยวไม่นาน เพราะมันมองเห็นแต่เหตุแล้วก็เหตุ

คนเราเวลามีเรื่อง แทนที่จะกล่าวโทษตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนสร้างเหตุขึ้นมา เพื่อสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง กลับไม่เคยโทษตัวเอง มาโทษเราเฉยเลย เพราะมีเรา เขาจึงทำอะไรตามใจตัวเองไม่สะดวก ตามใจกิเลสในใจของตัวเอง

เมื่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจที่ตัวเองต้องการ จึงกล่าวโทษนอกตัวทันที คนใกล้ตัวโดนก่อนอันดับแรกได้แก่เรา เราไม่ดีทั้งนั้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดหรือคิดอะไรแบบนี้กับเรา จิตคนเรามักไหลลงต่ำตามกิเลส แต่ไม่เคยรู้สึกตัวกันบ้างเลย

ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม

ด้วยสภาวะของเราที่ผ่านๆมาตลอด เรื่องราวเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันคำที่ดูเหมือนจะพูดด้วยความเคยปากกัน แต่จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องจริงที่ว่า ธรรม ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ศิลย่อมคุ้มครองผู้รักษาศิล คนที่มีจิตสกปรก จิตที่คิดผิดศิลแต่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำผิดศิล แยกแยะดีชั่วยังไม่ได้ ถึงบอกไง ต้องโง่มาก่อน โง่กับกิเลสของตัวเอง ยิ่งถ้าขาดพี่เลี้ยง ขาดคนนำทาง ยิ่งลุ่มหลงกิเลสยากจะถอนตัว

ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุ เมื่อศิลไม่สะอาด จิตย่อมไม่สะอาด ยังสกปรกอยู่ เป็นเรื่องธรรมดา เราเข้าใจเรื่องต่างๆเหล่านี้ดี

กิเลสเรา กิเลสทุกรูปทุกนาม ไม่มีความแตกต่างกันเลย เพียงแต่ใครจะมีหิริ โอตตัปปะมากกว่ากันเท่านั้นเอง รู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเอง

เพราะการกระทำนั้นๆ กำลังพาชีวิตของตัวเองดิ่งลงนรก ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องไปลงนรกตอนตาย ชีวิตจะมีแต่เรื่อง มีแต่ความเดือดร้อนตลอดเวลา เสียเงินเสียทองเพราะกิเลสตัวนี้ ตัณหาราคะพาชีวิตวอดวาย

พาก่อภพก่อชาติไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าได้มาโดยความไม่บริสุทธิ์ เพราะจิตคอยเพ่งเล็งจ้องจะเอาแต่ได้ จนกว่าจะได้ มันคุ้มไหมกับชีวิตทั้งชีวิตที่กว่าจะเกิดมาเป็นตัวเป็นตน นี่แหละเหตุ แล้วก็เหตุ เพียงแต่ใครจะรู้สึกตัวก่อนกัน

คนที่รู้ก่อน ย่อมหยุดตัวเองได้ก่อน ส่วนคนที่ยังไม่รู้ ก็หลงสร้างเหตุต่อไป ผลจึงมีให้ได้รับตลอดเวลา

มะเขือเทศ ช่วยในการขับเสมหะ

เราเพิ่งรู้นะว่า การกินมะเขือเทศ จะมีส่วนช่วยในเรื่องการขับเสมหะ เราซื้อมะเขือเทศสีดามาหลายกระปุก เพิ่งกินไปได้ครึ่งกระปุก มีน้องขอลองชิมบ้าง เขาบอกว่าดูเรากินแล้วน่าอร่อย เสียงดังกรอบๆเหมือนเคี้ยวพุทรา

เขากัดแค่คำเดียว คายออกมาเลย พร้อมกับบอกว่า ไม่เห็นอร่อย กินได้ไง สู้ลูกใหญ่ไม่ได้ เราบอกว่า มะเขือเทศลูกใหญ่ เรากินไม่ค่อยเป็น เราว่ามันเหมือนซอสมะเขือเทศที่ใช้แช่ปลากระป๋อง ที่เรากิน เราไม่ได้กินเพราะความอร่อย

เราแค่กินๆ เคี้ยวๆ มันไม่มีรสชาติอะไร กรอบๆเท่านั้นเอง ต้องอาศัยเกลือหรือพริกกับเกลือจิ้มเอา แต่ถ้าเป็นมะเขือเทศเชื่อมแบบตากแห้ง แบบนั้นชอบกิน อร่อยดี

เรากินไปได้สักพักก็อาเจียนออกมาหมด มีแต่เสมหะที่มันค้างอยู่ในคอ ไม่ยอมออกมา อาเจียนทีเดียว ออกมาเพียบเลย รู้สึกสบายคอมากขึ้น อาการไอดีขึ้น เลยเป้นเหตุให้รู้ว่า มะเขือเทศช่วยในเรื่องการขับเสมหะด้วย

ไม่ไหวเลยนะ ป่วยซ้ำป่วยซ้อน เบื่อจริงๆกับสภาวะนี้

Previous Older Entries

มีนาคม 2011
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: