น้อยแต่เนื้อๆ

ผู้ที่ได้มาขอคำแนะนำแนวในเรื่องการเจริญสติ ตลอดจนเกี่ยวกับสภาวะต่างๆจากเรา อาจจะมีจำนวนน้อยคน แต่ผลที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจ อย่างน้อยกลุ่มคนที่ปฏิบัติกับเรา ส่วนมากจะมีแต่ลดการสร้างเหตุใหม่

เป็นที่น่ายินดีและอนุโมทนาอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง พระที่ท่านส่งอารมณ์และขอคำแนะนำจากเรา ท่านปฏิบัติเอง เจอสภาวะอะไรจะนำมาถามตลอด แล้วปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงทุกวันนี้ เรารู้สึกพอใจอย่างยิ่งกับผลที่ท่านกำลังได้รับ

น่าจะเป็นเดือนที่แล้ว ที่ท่านโทรฯมาเล่าเรื่องสภาวะให้ฟัง ท่านได้รู้จักสภาวะเวทนาอย่างหนัก ทำให้ท่านใช้โยนิโสมนสิการในเรื่องการเกิด ว่าเวทนาที่ท่านได้ประสบในครั้งนี้ ยังทุกข์แทบตาย แล้วการเกิดนี่มันทุกข์มากมายขนาดไหน

ท่านพิจรณาเสร็จ ท่านน้ำตาร่วง บรรดาเพื่อนพระของท่าน ต่างถามว่า ทำไมปวดแค่นี้ต้องน้ำตาร่วง ท่านบอกว่า ไม่รู้ด้วยตัวเองย่อมไม่รู้หรอก มันต้องรู้ด้วยตัวเอง มันจะน้ำตาร่วงเลย นี่คือ สิ่งที่ท่านนำมาเล่าให้ฟังครั้งที่แล้ว

ท่านบอกว่า จะไม่ขอเกิดอีกแล้ว จะตั้งใจทำความเพียรอีกต่อเนื่อง ท่านรู้แล้วว่าการเกิดมันมีแต่ความทุกข์ ที่ยังมีการเกิดอยู่ เพราะยังมีความไม่รู้ หากรู้แล้วจะไม่ขอเกิดอีกต่อไป ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

แล้วท่านได้ไปสั่งเสียผู้หญิงที่มาชอบท่านอยู่ ท่านบอกกับผู้หญิงคนนั้นว่า ไม่ต้องมารอท่านแล้ว หากพบใครที่คิดว่าให้แต่งไปได้เลย ท่านไม่ขอสึกแล้ว จะตั้งใจปฏิบัติ ฝ่ายหญิงร้องไห้

อันนี้เป็นความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของผู้ที่พบเห็นสภาวะตามความเป้นจริงในระดับหนึ่ง จิตจะไม่ถวิลหาทางโลก จะมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่ทุกอย่างไม่เที่ยง มีบททดสอบตลอดเวลา

จริงอยู่ สภาวะนี้ ถึงแม้จะเกิดจากการคิดพิจรณา โดยเอาตัวสภาวะที่พบเจออยู่มาพิจรณา ทำให้ถ่ายถอนอุปทานในภพชาติลงไปได้ ถึงแม้ชั่วแค่เวลานั้นๆ ย่อมดีกว่าหลงติดใจในการเกิดหรือสร้างเหตุให้เกิดภพชาติต่อๆไป

มาวันนี้ท่านโทรฯมาประมาณสี่ทุ่มกว่า ท่านเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เจอเวทนาในครั้งนั้น เดี่ยวนี้เวลาที่ท่านั่ง ท่านจะรู้สึกตัวได้ตลอด ขณะที่เกิดเวทนา จะเห้นตั้งแต่แรกเริ่มเวทนาที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังเกิด จนกระทั่งดับหายไปเอง

ดูวนไปวนมาแบบนี้ จะเห็นแบบนี้ตลอด บางทีมารู้ที่ท้องพองยุบบ้าง ลมหายใจบ้าง เรียกว่า รู้สึกตัวได้ตลอด

เราบอกว่า ภาษาปริยัติเขาเรียกว่า รู้ชัดในรูปนาม สภาวะจะมีแค่สองสภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับ สิ่งที่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น มันมีแค่นี้เอง เอาไว้ท่านจะรู้ทุกๆคำตอบของตัวสภาวะเอง ว่าสภาวะไหนคืออะไร มันจะรู้เอง

มันไม่ได้มีคำเรียกใดๆ แต่จะรู้ชัดโดยสภาวะ เมื่อได้มาศึกาาพระไตรปิฎก จะเข้าใจมากขึ้น เพราะสิ่งที่ถูกรู้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีคำเรียกในพระไตรปิฎก

ท่านถามว่า ท่านเดินครึ่งชม. แต่นั่งถึงสองชม. สมาธิเกิดต่อเนื่อง ท่านรู้สึกตัวตลอด ไม่มีงูบหรือง่วง ท่านถามว่า ท่านทำแบบนี้ได้ไหม เพราะพระอาจารย์ของท่านบอกว่า ต้องเดินหนึ่งชม. นั่งหนึ่งชม.

เราบอกว่า ถ้าเดินน้อย แล้วนั่งต่อ จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง สามารถรู้ชัดในกายได้ตลอด แบบนี้ไม่เป็นไร แต่เมื่อใดมีงูบหรือง่วง ให้เพิ่มเดิน ปรับเปลี่ยนได้ตลอด ไม่มีอะไรตายตัว

ที่พระอาจารย์ท่านพูดแบบนั้น ท่านต้องการรักษารูปแบบในการปรับอินทรีย์ เพราะบางคนสมาธิมาก สติไม่ทัน แต่ในกรณีของท่าน ท่านสามารถปรับเปลี่ยนเองได้

บางคนตัวกำหนดหายไป เช่นพุทโธหรือพองหนอยุบหนอหายไป กำหนดคำบริกรรมภาวนาเท่าไหร่ๆก็ไม่ขึ้น สภาวะตรงนี้มีคนหลงทางกันเยอะ เพราะนำไปเทียบกับญาณ ๑๖ เลยเสียทีกิเลสไป

ที่มันกำหนดไม่ขึ้นมันมีเหตุ เนื่องจาก เมื่อสติ สัมปชัญญะดีในระดับหนึ่ง จิตมันจะทิ้งคำภาวนาไปเอง แต่มารู้ที่กายได้เลย เช่นรู้ลมหายใจ รู้ท้องพองยุบ รู้การเคลื่อนไหวของกาย ตลอดจนสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย

ท่านถามเราว่า เมื่อก่อนนี้ เราใช้บริกรรมแบบนี้หรือเปล่า

เราตอบว่า ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ใช้แล้ว จิตมันทิ้งคำบัญญัติไปแล้ว มารู้ตามความเป็นจริงของสภาวะแทน ตอนนี้ท่านเห็นรูปนามแล้ว แยกรูป,นามได้แล้ว เพียงแต่ท่านยังไม่รู้ในคำเรียกนั้นๆเท่านั้นเอง ขอให้ท่านตั้งใจปฏิบัติต่อไป

ท่านถามต่อว่า ต้องเรียนอภิธรรมไหม

เราตอบว่า อันนี้แล้วแต่ท่าน ถ้าอยากเรียนก็เรียน ส่วนปัญญาในการคิดพิจรณาเรื่องขันธ์ ๕ นั้น อีกหน่อยท่านจะเข้าใจมากขึ้นตามสภาวะ แล้วถ้าใครมาพูดคุยกับท่านว่า ตัวเองนั้นได้อะไร เป็นอะไร จงอย่าไปพูดคุยกับคนพวกนี้

เพราะต่างหลงกิเลสในสมมุติ แต่ไม่รู้ว่าหลงกัน หากรู้จริงเห็นจริง จะมีแต่มุ่งหน้าปฏิบัติ ไม่ไปหลงเล่นกับกิเลส เที่ยวคุยโม้โอ้อวดแบบนั้นหรอก เพราะมันมีแต่การสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น แทนที่จะดับที่เหตุ กลายเป็นสร้างเหตุแทน

ท่านบอกว่า เจอหลายคนเลย มาพูดว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร ท่านไล่ตะเพิดไปหมด

เราบอกว่า นั่นแหละดีแล้ว อย่าไปหลงเล่นกับกิเลสของเขา แต่ถ้าเจอคนที่มาพูดว่า เขาปฏิบัติเพื่อดับเหตุที่ตัวเอง นั่นน่ะคุยได้เลยเป็นกัลยาณมิตรกันได้

เราได้ไล่สภาวะของอริยสัจจ์ ๔ ให้ท่านฟัง ว่าแต่ละความหมายนั้น มีตัวสภาวะแฝงอยู่

ทุกข์ คือ ความบีบคั้น ความทนอยู่ไม่ได้

สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง คือ ตัวอุปทานทั้งหลาย ที่หลงให้ค่า คาดเดาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป้นอย่างนั้น อย่างนี้ ถูก, ผิดตามความคิดของตัวเอง ตามกิเลสหรืออุปทานที่ยังมีอยู่

นิโรธ ความดับทุกข์ คือ ดับทุกข์ทั้งปวงที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปดับที่คนอื่นๆหรือไปดับภายนอก นิพพานแปลว่าดับ ดับอะไร ดับเหตุทั้งปวง ไม่มีการสร้างให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

มรรค เส้นทางหรือวิธีการดับทุกข์ คือ การเจริญสตินี่แหละ

ทำให้ต่อเนื่องแล้วจะรู้ชัดทุกคำตอบเอง ด้วยตัวเอง โดยสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ท่านบอกว่า ท่านตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีอะไรติดขัด จะมาขอคำแนะนำอีก

นี่แหละ เนื้อๆ เราถึงบอกว่า แม้จะน้อยคน แต่มีคุณภาพ แต่ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน แปรเปลี่ยนตลอดเวลา สภาวะล้วนเป็นไปตามเหตุของแต่ละคนที่ทำมา เหตุมี ผลย่อมมี

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มีนาคม 2011
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: