จิตเสื่อม,สมาธิเสื่อม ( ปัจจะเวกขณญาณ )

ได้ฟังเรื่องสภาวะของหลวงตามหาบัว ท่านพูดถึงสภาวะจิตเสื่อม มันเป็นสภาวะเดียวกับที่เราเจอ สภาวะสมาธิเสื่อม คำเรียกอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ตัวสภาวะที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างกันเลย เหมือนทุกอย่าง คือ สมาธิเสื่อมจากจิตจนหมด

เรากำลังทบทวนสภาวะนี้นะ ว่าน่าจะใช่สภาวะของ ปัจจเวกขณญาณ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ ปัจจะเวกขณะ หมายถึง การสำรวจทบทวน

สภาวะของปัจจเวกขณญาณ เป็นการย้อนกลับไปทบทวนดูสภาวะอีกครั้งหนึ่ง( ทบทวนดูมรรค ) ๑ สำรวจทบทวนดูผล ๑ ทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว ๑ สำรวจดูกิเลสทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่ ๑ สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน ๑

เมื่อมาคิดพิจรณาถึงความน่าจะเป็นไปได้ของตัวสภาวะนี้ เราจะรู้จักกิเลสที่แท้จริงได้ ต้องไม่มีการกดข่ม หรืออดกลั้นใดๆ ถ้ายังมีสภาวะกดข่มกิเลส หรือต้องอดกลั้น แสดงว่า กิเลสนั้นยังละไม่ได้ หรือยังทำให้เบาบางลงไปไม่ได้

นั่นหมายถึง ต้องมีแต่ตัวสติ แบบเพรียวๆ โดยไม่มีสมาธิเหลือหล่อเลี้ยงจิตเอาไว้ เพราะอำนาจของสมาธิจะช่วยในการกดข่มกิเลสไม่ให้ฟูขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง

ถ้าสภาวะเป็นแบบดังกล่าว คือ มีสมาธิหนุนหรือหล่อเลี้ยงจิตอยู่ แล้วจะเห็นตามความเป็นจริงได้อย่างไรว่า กิเลสที่แท้จริงในจิตนั้น มีมากน้อยแค่ไหน ตัวไหนละได้ หรือที่ยังละไม่ได้

เมื่อได้มาศึกษาเพิ่มเติมจากบันทึกที่ครูบาฯแต่ละท่านได้เขียนสภาวะทิ้งไว้แบบคร่าวๆ ทำนองว่า เมื่อสภาวะปัจจเวกขณณญาณเกิดขึ้นแล้ว สภาวะที่เกิดขึ้นใหม่จะไม่มีตกต่ำไปว่าอุทยัพพยญาณ

เพราะคนที่ผ่านสภาวะไปถึงปัจจะเวกแล้ว เมื่อย้อนกลับมาทบทวนกิเลสหรือสภาวะที่เหลืออยู่ จะเข้าใจเรื่องราวของสภาวะรูปนามโดยสภาวะปรมัตถ์ทันที จะไม่เหมือนกับการที่ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยบัญญัติเป็นอารมณ์

เช่น ไม่ว่าจะบริกรรมพุธโธ,พองหนอ ยุบหนอ,ดูท้องพองยุบ ( กายบัญญัติ ),สัมมาอรหังฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอารมณ์บัญญัติ ยังไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ที่แท้จริง

แล้วนำผลการปฏิบัติไปเทียบเคียงกับตำรากันเองว่า สภาวะนี้เรียกว่าอะไร สภาวะนั้นเรียกว่าอะไร

แม้แต่สภาวะนามรูปปริคคหญาณ ตราบใดที่รู้โดยการนำมาเทียบเคียงกับสภาวะ อันนั้นเรียกว่าสำเร็จโดยสุเมตตะกับจินตามยปัญญา ยังไม่ใช่โดยสภาวะภาวนามยปัญญาแต่อย่างใด

คงต้องพูดที่ละขั้นตอน

ตอนที่สภาวะสมาธิหายไปหมด ทุกข์มากๆเลยนะในช่วงนั้น เพราะเจอแต่กิเลสรุมล้อม แล้วเรามีแค่สติ เป็นอาวุธรับมือกับกิเลส ทุกข์มากๆเลยในช่วงนั้น เรียกว่า ทุกข์สุดๆเหมือนที่หลวงตาพูดเอาไว้ว่าท่านทุกข์มากๆกับสภาวะนี้

หลวงตาพูดไว้ว่า กำหนดพุทโธเท่าไหร่ๆก็หายไปหมด กำหนดไม่ขึ้นเลย กว่าสมาธิจะเกิดได้แต่ละครั้ง ท่านทุกข์กับสภาวะนี้มากๆ

เราในตอนนั้นเหมือนคนเริ่มต้นใหม่ เรียกว่า เหมือนฝึกใหม่ๆ แต่ไม่ต้องอาศัยอารมณ์บัญญัติมาใช้ในการบริกรรมภาวนา จิตมันจะรู้ชัดในกายเอง โดยไม่ต้องไปบริกรรมภาวนาแบบอื่นๆ

เพราะเมื่อไปใช้คำบริกรรม จิตจะไม่ยอมบริกรรมบัญญัตินั้นๆ แต่จิตจะรู้ได้ชัดในกายได้เอง แค่ทีละนิดก่อน อาจจะแค่เศษเสี้ยววินาที แล้วทำต่อไปเรื่อยๆ

จิตจะตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ แต่สภาวะไม่มีอารมณ์ของบัญญัติแล้ว จะมีแต่รู้ชัดในกายและจิตเอง เรียกว่า สภาวะปรมัตถ์ แล้วสภาวะต่างๆจะรู้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆเอง

ไม่ว่าจะสภาวะสันตติขาด ฆานะบัญญัติแตก

สภาวะของเหตุและผล ( กรรม และ วิบากกรรม )

สภาวะทุกข์

สภาวะเหตุแห่งทุกข์

สภาวะนิพพาน

สภาวะมรรคหรือหนทางดับทุกข์

จะรู้และเข้าใจในสภาวะเหล่านี้เองโดยอัตโนมัติ จะรู้แบบหยาบๆก่อน แล้วเมื่อสภาวะทบทวนแล้ว ทบทวนอีก สภาวะต่างๆจะรู้ลึกถึงรายละเอียดของสภาวะที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้แต่สภาวะญาณ ๑๖ จะรู้โดยสภาวะปรมัตถ์ทันที รู้ได้โดยมากลับมาย้อนอ่านตำราที่มีบันทึกเอาไว้ จะเข้าใจได้ชัดทันที โดยไม่ต้องให้ใครมาอธิบายให้ฟัง จะเข้าใจรายละเอียดมากกว่านำมาสภาวะมาเทียบเคียงแล้วนำไปเรียกว่าเป็นอะไร

การที่ยังนำสภาวะที่ยังเป็นสภาวะที่ยังมีการอาศัยอารมณ์บัญญัติอยู่ แล้วได้พบเจอกับสภาวะนั้นๆ แล้วคาดเดาเอาเองว่า ใช่โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสภาวะ เป็นช่องทางให้กิเลสเข้าครอบงำได้ง่ายมากที่สุด

เหตุเพราะ ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรต่างๆในสมุตติบัญญัติที่มีไว้ แต่กิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสความอยากที่มีสภาวะที่ละเอียด หากขาดคนที่เข้าใจสภาวะที่แท้จริงมาอธิบายให้ฟัง ย่อมหลงยึดติดให้ค่าตามบัญญัตินั้นๆ

สุดท้าย แทนที่จะเป็นการถ่ายถอนอุปทานหรือกิเลสที่มีอยู่ หากลับกลายเป็นว่า เพิ่มกิเลสให้มากขึ้น เพราะยึดติดว่าเป็นอะไรๆในบัญญัติ จึงมีแต่การสร้าวเหตุแล้วก็เหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ผลย่อมมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครเชื่อใคร ใครไม่เชื่อใคร ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาเองทั้งสิ้น ดั่งเฉกเช่นพระเทวทัติหรือแม้กระทั่งโยคีที่เดินผ่านพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อในคำที่พระพุทธเจ้าตรัส ตัวอย่างมีหาอ่านเอาเองได้

สภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน ล้วนมีแค่ สิ่งที่เกิดขึ้น ( สิ่งที่ถูกรู้ ) และสิ่งที่รู้ ( รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ) เท่านั้นเอง ไม่ได้มีคำเรียกใดๆทั้งสิ้น ที่มีคำเรียกในบัญญัติ มีเพื่อให้รู้เรื่องของคำบัญญัติต่างๆ สภาวะของกิเลส ไม่ใช่มีไว้ให้ยึด

หรือให้ค่าว่า ได้อะไร เป็นอะไร หลักๆของสภาวะทั้งหมดคือ ให้ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจตามความเป็นจริง ยามที่เกิดผัสสะ ดูว่าจิต ณ ขณะนั้นๆเป็นอย่างไร รู้สึกนึกคิดอย่างไร ยอมรับตามความเป็นจริงได้ไหม หากยอมรับได้จริง ย่อมไม่ตอบโต้

หรือแม้กระทั่งสร้างเหตุต่อแต่อย่างใด รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น เพราะนั่นคือ กิเลสที่ยังคงมีอยู่ในจิตนั่นเอง ให้ดูสภาวะที่เกิดขึ้นตรงนี้ แล้วตั้งใจเจริญสติต่อไป หลุมพรางของกิเลสมีมากมาย ซึ่งจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่ไปดูว่า ตัวเองได้อะไรเป็นอะไร แล้วหลงนำความคิดที่คิดว่ารู้นั้นๆไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้

โฆษณา

1 ความเห็น (+add yours?)

  1. พิกุณญา
    มี.ค. 13, 2012 @ 02:09:43

    ขอบพระคุณมากๆทำให้เข้าใจในคำสอนของพระศาสดาแจ่มชัดตุณคือ กัลยาณมิตตตาจริง

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

เมษายน 2011
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: