อุปมาดั่งพยับแดด

ชีวิตมนุษย์ ความลุ่มหลงในเบญจขันธ์
มีรูป เป็นต้นว่า อุปมาดั่งพยับแดด หาสาระตัวตนที่เที่ยงแท้อันใดมิได้เลย

เหตุเกิด เพราะความไม่รู้ ผลที่ได้รับคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เพราะยังมีอุปทาน จึงเกิดการให้ค่าให้ความหมายตามกิเลสที่เกิดขึ้น

เราจะมีชีวิตอยู่กันได้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะรู้ กว่าจะเห็น กว่าจะเข้าใจ กว่าจะเบาบาง
กว่าจะปล่อยวาง กว่าจะหลุดจากสภาวะอุปทานนั้นๆได้

” แค่รู้ ” คำว่า ” แค่รู้ ” สั้นๆ แต่ กว่าจะรู้ได้ ไม่ใช่สั้นๆเลย
เปรียบเสมือนว่า ๑ ความไม่รู้ที่ได้กระทำลงไป นั่นคือ ๑ ภพชาติที่เราได้ทำให้เกิดขึ้นใหม่

แค่ดู แค่รู้ คืออะไร

แค่ดู คือ การดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ไม่ว่าจะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นรู้รส กายสัมผัส

คือ แค่ดู แต่ไม่ไปยึดติดจนเกิดอุปทานไปหลงให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

แค่รู้ คือ รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยามเมื่อเกิดผัสสะ รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต
ว่าจิตนั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้ลงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เช่น ความชอบ ความชัง ความโลภ โทสะ โมหะ ความทะยานอยาก ฯลฯ
คือ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ให้แค่รู้ลงไปในอารมณ์นั้นๆว่า เรายังมีมันอยู่
แต่ไม่ให้ลงไปปรุงแต่งในอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆแต่อย่างใด ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายแต่อย่างใด
เช่น เรียกว่าอะไร ลักษณะแบบนี้ อาการแบบนี้ ให้แค่รู้ตามความเป็นจริงไปอย่างเดียว

เพราะตราบใดที่จิตยังมีกิเลส จิตย่อมย้อนยอกลวงหลอกเราได้ตลอดเวลา
หากยังมีกำลังของสติ สัมปชัญญะ ยังไม่มากพอ จึงยังไม่สามารถรู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตได้

การดูจิต

เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนมากๆอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อหรือที่เรียกว่า ความศรัทธา หรือเหตุที่สร้างมาร่วมกัน ผลจึงมาเชื่อกัน ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ผลคือ ไม่มาเชื่อกัน และ ไม่มีความใส่ใจ จะว่าอุเบกขาก็คงไม่ใช่ ต้องใช้คำว่าไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจน่าจะเหมาะ

การเขียนตัวหนังสือในการสื่อเรื่องของสภาวะ ใครทำได้แบบไหน รู้แบบไหน ย่อมนำแบบที่ตัวเองทำได้หรือรู้ มาแนะนำหรือสอนกันแบบนั้น

จะให้แนะนำหรือสอนนอกแบบหรือรู้นอกจากที่ตัวเองรู้ มันเป็นไปได้ยากนะ เพราะไม่เคยสัมผัสหรือรู้ด้วยตัวเอง ถ้าแค่คาดเดา คำพูดที่สื่อออกมาจะแสดงถึงความคาดเดา ไม่ใช่จากที่รู้ด้วยตัวเอง

เมื่อผู้ที่มีสภาวะยังไม่ถึง ย่อมไม่เข้าใจในรูปแบบที่นำมาสอน ถ้าเข้าใจแล้ว จะไม่มีมาว่ากัน

แต่ทีเวลาเกิดความเชื่อหรือศรัทธาในคำสอนอีกคำสอน จะไม่มีมาว่าเลย มีแต่ยกย่องเทิดทูน ทั้งๆที่นำมาโพส แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดของตัวสภาวะได้

เหมือนบางที่สอนเรื่องรูป,นาม หรือนามรูปปริเฉทญาณ ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ล้วนเป็นการอาศัยบัญญัติกันทั้งนั้น เพราะตัวผู้ปฏิบัติ ยังไม่รู้สภาวะที่แท้จริงจากจิตของตัวเอง

ตราบใดที่ยังไม่รู้ ทุกๆสภาวะล้วนยังต้องอาศัยบัญญัติกันไปก่อนทั้งสิ้น อาศัยเรียนรู้จากสภาวะหยาบๆกันไปก่อน อาศัยการทำต่อเนื่อง สภาวะจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆไปเอง โดยไม่ต้องไปอยากอะไรเลย

” ลมหายใจ ลมหายใจนี้เป็นเครื่องตบแต่งกายที่เรียกว่า กายสังขาร ”

โดยตัวสภาวะจริงๆคือ

คำว่า ลมหายใจ เป็นเครื่องตบแต่งกาย เรียกว่า กายสังขาร

ความหมายคือ ลมหายใจเข้าออก จัดเป็นกายสังขาร

ถ้าเป็นท้องพองยุบ เป็น วาโยโผฏฐัพพะ เป็นกายสังขารเหมือนกัน

” การควบคุมลมหายใจก็คือควบคุมกาย ควบคุมกายก็คือควบคุมลมหายใจ ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

สภาวะคือ มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

อาการที่เกิดขึ้นคือ มีจิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

” ฉะนั้นเราอาศัยควบคุมกายโดยใช้วิธีผ่านทางลมหายใจ เราจึงควบคุมลมหายใจให้ระงับลง ๆ กายสังขารระงับลง กายก็ระงับลง จึงมีผลคือเป็นสมาธิ ”

โดยสภาวะ กล่าว คือ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะเกิด ที่นั้นย่อมมีสมาธิ สภาวะนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

ที่มีกล่าวว่าควบคุม เป็นเพียงการอนุมานคำขึ้นมาแสดงแทนสภาวะ แต่โดยตัวสภาวะ จะเรียกว่าการควบคุม หรือ ไม่เรียกว่าเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ก็ได้ แต่โดยสภาวะที่แท้จริงคือ จิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ณ ขณะนั้นๆ

” เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็มาถึงหมวด “เวทนาสุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้เอง เพราะว่าสมาธินั้น มันมีรสเป็น “เวทนา” คือ ปีติและสุข เป็นองค์ของสมาธิอยู่. ทีนี้จะรู้เรื่องของเวทนาเท่านี้มันไม่พอ ต้องรู้ไปถึงว่ามันปรุงจิต และรู้การปรุงของมันด้วย.

ถ้าเราถือเอาตามบาลีเป็นหลัก เราจะยังไม่เห็นคำพูดที่ว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มันมีแต่บอกให้ปฏิบัติเรื่อยไป แล้วมันก็ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อยู่ในตัวเองเรื่อยไป จนถึงขั้นสุดท้ายหมดอุปาทาน หมดความยึดมั่นถือมั่นว่าสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาจริง ๆ.

บาลีในตอนนี้ ก็แสดงผลเป็นทำนองว่า “วิเนยฺยโลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ” ไม่ได้พูดระบุว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อย่างที่ว่าไว้ ในหลักสูตรนักธรรมของเรา.

แต่อย่างไร มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าอภิชฌาและโทมนัส ถูกนำออกได้ก็หมายว่าอุปาทานถูกนำออกไปได้ อภิชฌาและโทมนัสนั้น เป็นผลของอุปาทานนั่นเอง ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

เมื่อเจริญสติอย่างต่อเนื่อง คือ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม นี่แหละ สภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุทานไปเรื่อยๆ ทำเพื่อดับเหตุทั้งปวง คือดับที่ตัวเองนี่แหละ ไม่ใช่ทำแล้วไปบอกว่าได้อะไร เป็นไร

ถ้าทำแล้ว คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนยังติดอยู่ในสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น ยังละสมมุติไม่ได้

หากละได้บ้าง จะไม่ยึดจนหลงก่อเหตุ มีแต่มุ่งดับเหตุที่ตัวเอง

หากละได้ละเอียดมากขึ้น จะเข้าใจสมมุติและอยู่กับสมมุตินั้นๆ โดยความเป็นปกติเหมือนคนทั่วๆไป เพียงแต่ภายใน ไม่ไปยึดในสุมมตินั้นๆ

เพราะการที่ยังมี นั่นคือ เหตุ

เมื่อไม่มี เหตุย่อมไม่มี

เมื่อไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มี

แล้วนิพพานโดยสมมุติ ต้องไปอยากทำไมกันเล่า

แต่เพราะยังมีเหตุอยู่ ย่อมยังมีความอยาก

อยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่ก็เรื่องปกติ

ที่ไม่ปกติ เพราะยังมองไม่เห็นกิเลสที่ ” อยาก ” เท่านั้นเอง

เมื่อยังมองไม่เห็น จึงเพียรบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วมีการบอกต่อๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีเหตุ

” ทีนี้ก็มาถึงการดูจิต รู้จักจิต กระทั่งบังคับจิตได้ รวมหมดก็คือ การกระทำที่เรียกว่า “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” แล้วก็ถึงหมวดสี่ คือ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เห็นธรรมในลักษณะ 4 ประการ นี่ก็เป็นอันสติปัฏฐานทั้งสี่ได้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนในอานาปานสติ 16 ขั้นนั้น ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

การดูจิต ,การรู้จักจิด ต้องอาศัยพื้นฐานของสมถะหรือสมาธิเป็นหลัก
ส่วนสมาธิมากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุที่ทำมา แล้วอาศัย ตัวสติ สัมปชัญญะ ในการดู

ไม่ว่าจะดู กาย เวทนา จิต ธรรมหรือธรรมารมณ์ (นั่นก็คือ ความคิด) สภาวะเหล่านี้ จะดู จะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้ ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลัก

สมาธิแนบแน่นได้มากน้อยแค่ไหน ล้วนส่งผลในการดู คือ การรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆ

และอาศัย ตัวสติ สัมปชัญญะ ในการดูแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น

ทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้เลย

หากขาดสมาธิ จิตย่อมฟุ้งซ่าน

หากขาดสติ จิตย่อมหลง ไหลไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง

หากขาดตัวสัมปชัญญะ สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นมิจฉาสมาธิ เพราะ ขาดความรู้สึกตัว

การบังคับจิต ไม่ใช่การบังคับให้จิตเป็นโน่น เป็นนี่ แต่เป็นเรื่องของสมาธิ
เมื่อเข้าออกสมาธิได้คล่อง ย่อมสามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ตามใจนึก

เพราะเมื่อมาถึงสภาวะนี้แล้ว กำลังของสมาธิย่อมมีความแนบแน่น และมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทไหนๆ ในเวลาใดๆก็ตาม จิตย่อมเกิดสมาธิเนืองๆ เรียกว่า มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิตอยู่เนืองๆ

เมษายน 2011
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: