การอธิษฐาน

เวลาคนอธิษฐานขอนั่นขอนี่ ส่วนมากจะขอให้ตัวเองตลอดจนขอให้คนอื่นๆว่า ขอให้ตัวเอง ขอให้คนนั้นคนนี้มีสุขภาพแข็งแรง ขอให้ร่ำรวย ขอให้เป็นคนรวย สวย ดี มีปัญญาฯลฯ

การอธิษฐาน คือ การตั้งจิตที่จะทำ ไม่ใช่การขอ

การขอนั่นคือคำอวยพรที่อีกฝ่ายให้ด้วยความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นในจิต

คำขอต่างๆที่คิดให้กับคนอื่นๆนั้น ขออะไรจะสู้ขอให้ทุกคนจงมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาไหน เพศไหนฯลฯ

การที่เราขอว่า ขอให้เกิดมารวย สวย ดี เกิดมามีปัญญา หรือขอให้คนนั้นคนนี้ ขอสิ่งดีๆให้กับคนอื่นๆ

สิ่งต่างๆเหล่านั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนทำมาทั้งสิ้น ไม่ใช่เกิดจากการอธิษฐานจิตขอให้เป็นนั่นเป็นนี่แต่อย่างใดเลย สร้างเหตุมาอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เพราะความไม่รู้จึงหลงขอไปเช่นนั้น ถ้ารู้แล้วจะไม่ไปขอแบบนั้นเลย

ต่อให้เป็นไปตามคำขอ ทั้งๆที่บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้

เหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น ล้วนเป็นผลของเหตุที่ได้ทำกันไว้ต่างหาก

ถึงแม้จะเป็นไปตามคำขอจะด้วยเหตุใดก็ตาม คำขอต่างๆเหล่านั้น ล้วนมีความทุกข์แฝงไว้ทั้งสิ้น

สภาวะความทุกข์สอดแทรกอยู่ทุกๆสภาวะตลอดเวลา เพียงแต่ว่า จะรู้หรือเห็นกันบ้างหรือไม่เท่านั้นเอง

เวลาแผ่เมตตา ควรขอให้ทุกคนมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ตลอดจนเหตุปัจจัยในการที่จะทำให้เกิดความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา

สุขมาก สุขน้อย อยู่ที่อุปทานให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แต่มันก็คือ ความสุขสำหรับคนๆนั้น

เราจึงไม่ควรไปว่ากันหรือนำไปเปรียบเทียบว่า ใครคนไหนมีความสุขหรือความทุกข์มากกว่ากัน

เพราะมันอยู่ที่เหตุที่ทำมา และอุปทานที่เกิดขึ้นต่างหาก สุขและทุกข์ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตัวเราเองทุกวันนี้มีความสุขนะ ความสุขของเรานั้นเกิดจากการเจริญสติ เป็นเหตุให้รู้อยู่ รู้ชัดในรูป,นามได้ดี ถึงจะมีอุปทานการให้ค่าบ้างในบางครั้ง อย่างน้อยมันก็คือความสุขทางใจที่หาได้ยากยิ่งนัก เพราะความสุขนี้สะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์

ที่ว่าสะอาดบริสุทธิ์ บริบูรณ์นั้น สภาวะเป็นอย่างไร

ความสุขชนิดนี้ ไม่ได้มีเหตุเกิดจากอุปทานแต่อย่างใด สุขชนิดนี้เกิดจากการเจริญสติ ทำให้รู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปอดีต ไปปรุงแต่งไปอนาคต

จิตจะอิ่มเอิบตลอดเวลา สุขชนิดนี้เป็นเหตุให้เกิดความเพียร เกิดสติ เกิดสัมปชัญญะ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาและปัญญาญาณ คือ รู้แจ้ง รู้ชัดตามความเป็นจริง เรียกว่ารู้อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วจะไม่ใช่ความสุขที่สะอาด บริสุทธ์ บริบูรณ์ไปได้อย่างไร เพราะสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วย ศิล สมาธิ ปัญญา นี่แหละความสุขที่แท้จริง ที่หาได้ยากยิ่งนัก พราะปราศจากอุปทานและการปรุงแต่งใดๆ

โฆษณา

สภาวะเบื่อ

มีแต่กิเลส

ไม่ว่าชีวิตจะมีความสุขมากมายแค่ไหน ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายทั้งสิ้น สภาวะนี้ สภาวะสุขจนเบื่อหน่าย กับสภาวะยาขยัน คือไม่ยอมหลับยอมนอนทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ซึ่งเราว่าจะเขียนบันทึกไว้ จะได้รู้ว่า สภาวะทั้งสองนี้ เกิดกี่ครั้งต่อเดือน ห่างจากกันเป็นเวลากี่วัน ก็ไม่ได้เขียนไว้สักที เด๋ยวนี้จิตมันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น แม้กระทั่งการสนทนา คุยได้ไม่นาน เกิดความเบื่อหน่ายอีกแล้ว

สภาวะสุขจนเบื่อ

สภาวะนี้ มันคิดพิจรณาแต่เรื่องของชีวิต จิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง เป็นเอง โดยที่ตัวเราเองก็ยังไม่ทันจะรู้ มันจะเริ่มแบบธรรมดาๆก่อนคือ จู่ๆรู้สึกเบื่อแบบไม่มีสาเหตุ แล้วไม่รู้ว่าเบื่ออะไร อะไรๆมองไปแล้ว มันจะเบื่อไปหมด

แต่เพราะย่ำกับสภาวะหลายๆสภาวะ จนชำนาญมากขึ้น จึงไม่ไปหาคำตอบว่าอะไรหรือทำไม เพราะรู้ดีว่า ทำต่อไป เดี๋ยวได้คำตอบเอง โดยไม่ต้องไปตาดเดาหรือหาคำตอบแต่อย่างใด

ทั้งๆที่ในชีวิตไม่ได้พบเจอปัญหาอะไร ชีวิตปกติดี เป็นไปแบบเรียบง่าย ไม่ได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร

เมื่อคืน เป็นมาสองคืนแล้ว แต่ตอนนั้นยังรู้ไม่ทันว่า สภาวะเบื่อเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้ว สติยังไม่ทันนะ เพราะสภาวะนี้จะเกิดเขาเกิดเอง เกิดแบบเนียนมากๆ จะเริ่มต้นแบบง่ายๆ คือ เกิดนอกตัวก่อน

จู่ๆเราเกิดความรู้สึกเบื่อแบบไม่มีสาเหตุ เช่น เบื่อล้างชาม ทั้งๆที่ว่าเบื่อ โดยสภาวะตามความเป็นจริง เราจะทิ้งเอาไว้เลย ไม่ล้าง ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น แต่นี่ไม่ใช่ เรายังคงทำปกติ ระหว่างที่ทำ อาการเบื่อหายไปเอง

แล้วต่อมา เวลามองอะไรๆมันจะรู้สึกเบื่อไปหมด เบื่อแบบไม่มีสาเหตุ สภาวะเริ่มชัดมากขึ้นๆ ตรงที่ว่า จิตเริ่มคิดพิจรณาเรื่องการใช้ชีวิต แล้วต่อมาถึงเรื่องธาตุขันธ์ ทีนี้เราร้องอ้อเลย อ้อๆๆๆๆ สภาวะเบื่อกลับมาอีกแล้ว

จะเบื่อเรื่องธาตุขันธ์ แต่จิตมันจะไปเอาเรื่องนอกตัวมาก่อน ไล่ๆมาทีละเรื่อง จนสุดท้าย จบลงที่ธาตุขันธ์ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเกิด มันมองเห็นแต่เหตุแล้วก็เหตุ ผลที่มีตามมาไม่รู้จบสักที คือ เหตุของความโง่กับกิเลสของตัวเองที่ยังคงมีอยู่

ผลเลยยังมี เพราะตราบใดที่ตัวโง่ยังอยู่ เหตุย่อมมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วผลจะไปไหนเสียล่ะ นี่แหละคือ ต้นเหตุของความเบื่อหน่าย เรื่องการเกิดนี่เอง

สภาวะยาขยัน จึงเกิดตามมาเพราะเหตุนี้ สภาวะเบื่อจะเกิดก่อน

การรักษาจิต

เมื่อเกิดสภาวะเบื่อ การรักษาจิตเอาไว้ ไม่ให้กิเลสทำอะไรได้ คือ สมาธิ ใช้สมาธิรักษาเอาไว้ ให้จิตพักในสมาธิ ถ้าสมาธิไม่มีกำลังมากพอ จะทำแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญคือ ต้องชำนาญ เรียกว่า ทำได้ทุกสภาวะ ทุกอิริยาบท ที่ต้องการจะพักจิต

2-3 วันมานี่ เราพักในสมาธิครั้งละครึ่งวัน พอออกมาจากสมาธิ รู้สึกสบายมากขึ้น จิตกลับมาเป็นปกติแบบที่เคยเป็น อาการเบื่อจะค่อยๆหายไปเอง ไม่ใช่หายไปทันทีทันใด มันจะเป็นไปตามสภาวะเอง

เริ่มเข้าใจในสภาวะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้มากขึ้น คือ ได้อ่านในพระไตรปิฎก ตลอดจนในอรรถกถาจารย์หลายๆท่าน ที่เขียนบันทึกเอาไว้ ซึ่งเป็นการตีความในเนื้อหาหรือถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

เมื่อเจอสภาวะด้วยตัวเอง ทำให้เข้าใจในพระไตรปิฎกมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจะตอกย้ำ โดยการเกิดสภาวะเดิมๆซ้ำๆ จนกว่าเราจะรู้แจ้งเห็นชัดจากจิตเอง รู้โดยสภาวะเอง ไม่ใช่จากการคาดเดา

เราต้องไม่มีการให้ค่าต่อสภาวะ ถึงจะรู้ชัดในตัวของสภาวะนั้นๆ หากยังมีการให้ค่าต่อสภาวะ สภาวะนั้นๆจะกลายเป็นเกิดจากการคาดเดาไปทันที ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

รู้ชัดในความว่าง

สภาวะของความว่างที่ปรากฏ ว่าง แต่มีความไม่รู้อยู่ ไม่รู้ว่า ว่างแต่ไม่ว่าง

แค่ว่างสงบจากกิเลสชั่วคราว แต่เพราะความไม่รู้ความชัดเจนของสภาวะที่แท้จริง จึงหลงยึดติดในความว่างที่ปรากฏอยู่

สภาวะของความว่างที่ปรากฏ เหตุเกิดจาก จิตเสพสมาธิ แล้วตัวสติ ยังด้อยกว่าสมาธิที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ เมื่อสติยังอ่อนกำลังอยู่ ตัวสัมปชัญญะ ย่อมอ่อนกำลังลงตามกำลังของสติที่เกิดอยู่ขณะนั้น

สภาวะที่เห็นคือ กายไม่ใช่กาย แต่เป็นความว่างของกายที่เรียกว่ากายปรากฏขึ้นมาแทน จะกำหนดรู้อะไรก็ไม่ได้ เพราะมีแต่ความว่างปรากฏอยู่ ต้องอาศัยการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง คือ เจริญสติ ทำให้ต่อเนื่อง

เมื่อกำลังของสติมีกำลังมากขึ้น สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้นตามสติ สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ชัดในความว่าง แล้วรู้กายที่ไม่ใช่กายไปพร้อมๆกัน

สภาวะรู้ชัดในความว่าง คือ รู้ว่าปราศจากกาย

กายนัันว่าง ไม่มีอะไรที่เรียกว่ากาย แต่จะรู้กายในกาย คือ รู้ที่ลิ้นปี่ รู้แบบละเอียด รู้แบบอรูป คือ ปราศจากรูปปรากฏ

ไม่ใช่รู้แบบหยาบๆ ที่ไปเห็นการเคลื่อนไหวตามลมหายใจตรงๆแบบที่ยังมีกายปรากฏอยู่

รู้กายในกายนี้ เป็นการรู้สภาวะกายในกายที่ละเอียดมากขึ้น คือ รู้ในความว่างที่ปรากฏขึ้น

ความว่างซ้อนความว่าง รู้ที่ลิ้นปี่ แต่ไม่มีตัวที่เรียกว่าลิ้นปี่ปรากฏ เป็นลิ้นปี่ สักแต่ว่าลิ้นปี่ แล้วรู้ไปตามนั้น

สภาวะนี้ ต้องมีกำลังของสติ สัมปชัญญะมากพอ จึงจะเห็นและรู้ชัดในความว่างนั้นๆได้

ความว่างในสภาวะของกายละเอียด กายที่ไม่ใช่กาย เพราะไม่มีกายหยาบปรากฏให้เห็น

สัมปชัญญะ

ต้องพยายามให้ญาณเกิด ( สัมปชัญญะ )

ในบรรดานัยทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่นัยแรกพระโยคาวจรพึงหายใจออก หายใจเข้าอย่างเดียวเท่านั้น และไม่พึงทำกิจอะไรๆอื่นๆ แต่ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป เธอควรกระทำความเพียรในการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น

ฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสพระบาลีโดยปัจจุบันกาลว่า

อสฺสสามีติ ปชานาติ ปสฺสสา ปชานาติ

รู้ชัดว่า เราหายใจออก รู้ชัดว่า เราหายใจเข้า ดังนี้

เพื่อจะทรงแสดงอาการ มีการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น ซึ่งจำต้องทำตั้งแต่นี้ จึงยกพระบาลีด้วยอำนาจอนาคตกาล โดยนัยมี อาทิว่า

สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสาสิสสามิ

เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมด หายใจออก ดังนี้

ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

คำว่า เธอสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจออก หายใจเข้า ความว่า

เธอย่อมสำเหนียกว่า เมื่อเราทำกายสังขารที่หยาบ ให้สงบ ให้ระงับ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้

สโตการี

บทว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ความว่า

ภิกษุนั้น นั่งอยู่อย่างนี้และตั้งสติไว้มั่นอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ละสตินั้น ชื่อว่า มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

ท่านอธิบายไว้ว่าเป็น สโตการี ผู้ทำสติ

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการเป็นเหตุให้ภิกษุนั้นได้ชื่อว่า สโตการี จึงตรัสคำว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต หรือ หายใจออกยาว ดังนี้เป็นต้น

สมจริงดังคำที่ธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาในวิภังค์แห่งปาฐะว่า

โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ

นั้นนั่นแลว่า พระโยคาวจร ย่อมเป็นชื่อว่า สโตการี ด้วยอาการ ๓๒ อย่าง

เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจหายใจออกยาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอผู้นั้นชื่อ สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น

เมื่อเธอรู้ชัดภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งการหายใจเข้ายาวอยู่ สติ ย่อมตั้งมั่น เธอย่อมเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ฯลฯ

เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจรณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออกยาวอยู่ ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจรณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้าอยู่

สติ ย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ดังนี้

วิธีสร้างสติให้เกิด

กล่าวโดยสภาวะ

คือ การกำหนดรู้ ตามรู้ ตามดู ลงไปในสิ่งที่เกิดการกระทบ ตรงไหนเกิดชัดเจนที่สุดให้กำหนดตรงนั้น แค่ดู แค่รู้ ตรงนั้นไป แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยการดูเฉยๆ คือ รู้ในการเกิดกระทบนั้น แต่ไม่ไปให้ค่าในสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด กำหนดรู้บ่อยๆ เมื่อกำหนดได้ชัดเจนดี สติย่อมมีมากขึ้น

เมื่อสติมากขึ้น สัมปชัญญะย่อมเกิด

เมื่อมีทั้งสติ และสัมปชัญญะเกิดร่วมกัน สมาธิย่อมเกิด เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ย่อมรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต การทำงานของขันธ์ 5 ที่เป็นการปรุงแต่ง ย่อมดับ เพราะ มีสติรู้เท่าทันจิต ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยไม่มีการเข้าไปปรุงแต่ง โดยมีตัวกูของกู เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

โดยเฉพาะขณะที่เกิดสมาธิ และมีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง มันจะรู้แล้วก็รู้ๆๆๆๆๆๆ เช่น เวทนาเกิด เรากำหนดรู้ดูลงไป จะเห็นการเกิดเวทนาและอาการที่หายไปอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ถ้าคนรู้จักโยนิโสมนสิการ ( คิดพิจรณา ) เป็น มันจะเกิดปัญญา อย่างน้อยช่วยลดอุทานยึดมั่นถือมั่นลงไปได้ชั่วขณะหนึ่ง

ถ้าสติ สัมปชัญญะและสมาธิดี จะเห็นสภาวะตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มันเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา จะไปบังคับให้เกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ได้

สำหรับคนที่โยนิโส ( คิดพิจรณา ) ไม่เป็น ก็อาศัยกำหนดรู้ลงไปทุกๆครั้งที่เกิดตั้งแต่หยาบจนมันละเอียดขึ้น สุดท้ายพอมันเต็มที่ มันก็เกิดเป็นวิปัสสนาญาณทันที

จะเห็นการเกิดดับของรูปนาม อย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการกำหนด หรือความคิด มันไม่มีเลย มีแต่ตัวรู้เกิดขึ้นมาล้วนๆ สติอยู่คู่กับจิตตลอดเวลา

หมายเหตุ:-

ตัวรู้ในที่นี้หมายถึง รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น

อธิบาย อัสสาสะ ปัสสาสะ

บรรดาบทเหล่านั้น บทที่ว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ได้แก่ หรือ เมื่อหายใจออกยาว ในอรรถพระวินัยกล่าวไว้ว่า

บทว่า อสฺสาโส ได้แก่ ลมหายใจออก

บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ หายใจเข้า

แต่ในอรรถกถาพระสูตรทั้งหลายตรงกันข้าม ในลมทั้งสองอย่างนั้น ในเวลาที่สัตว์ทั้งปวงอยู่ในครรภ์ ออกจากท้องมารดา อันดับแรก ลมหายใจออกมาภายนอก

ทีหลัง ลมหายใจออกนอก พาเอาธุลีละเอียดเข้าไปจรดเพดาน แล้วดับ อันดับแรก บัณฑิตพึงทราบลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อย่างนี้

สพฺพกายปฏิสํเวทิ

คำว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมด หายใจออก หายใจเข้านี้ มีคำอธิบายว่า

พระโยคาภิกษุ ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมอัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏ จักหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมปัสสาสะให้แจ่มแจ้ง คือ ให้ปรากฏ จักหายใจเข้า

พระโยคาวจร เมื่อกระทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏอย่างนี้ ย่อมหายใจออกและหายใจเข้า ด้วยจิตที่เป็นสัมปยุต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักหายใจออก เราจักหายใจเข้า

เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ปรากฏบางรูป

จริงอยู่ สำหรับภิกษุบางรูป ในกองลมหายใจออกหรือกองลมหายใจเข้าที่ซ่านไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแต่เบื้องต้น ส่วนท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เธอก็อาจกำหนดเฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในท่ามกลางและที่สุด

บางรูป ปรากฏแต่ท่ามกลาง ส่วนเบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏ

เธอก็อาจ เพื่อกำหนดเฉพาะแต่ที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้นและท่ามกลาง

บางรูป ปรากฏทั้งหมด เธอย่อมกำหนดได้ทั้งหมด ไม่ลำบากส่วนไหนๆ

เพื่อแสดงว่า พึงเป็นเช่นนั้น จึงกล่าวว่า

” สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสสิสฺสามิฯลฯ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺ ข ตีติ ”

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺขาติ ความว่า ความเพียร คือ พยายามอย่างนี้

อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบอธิบายในบทอย่างนี้ว่า การสำรวมของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด การสำรวมนี้จัดเป็น อธิศิลสิกขา

ในบรรดาสิกขา ๓ นี้ สมาธิของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้อันใด สมาธินี้ จัดเป็น อธิปัญญาสิกขา

รวมความว่า สิกขา ๓ เหล่านั้น พระโยคีย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มากด้วยสตินั้น ด้วยมนสิการนั้นในอารมณ์

สติ ,สัมปชัญญะและสมาธิ

อาการหยาบและละเอียดสงบ

เมื่อกายและจิตกระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปเกินประมาณ ( หยาบ )

เมื่อกายและจิตไม่กระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปละเอียด

ในปฏิสัมภิทามรรค

ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก หายใจเข้าอย่างไร? กายสังขารเป็นไฉน?

คือ ธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป้นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ ชื่อว่า สำเหนียกฯลฯ

สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร ที่เป็นเหตุให้โยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย

หายใจออก สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารอันสงบละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลง ไม่โอน ไม่เอน ไม่ส่ายสั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว หายใจออก หายใจเข้า

นัยว่า ภิกษุเมื่อสำเหนียกดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้า

เมื่อเป็นดังนั้น การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ ( การกำหนดลม ) ก็ดี เพื่อลมหายใจออก หายใจเข้าก็ดี เพื่ออานาปนสติก็ดี เพื่ออานาปนสติสมาธิก็ดี ย่อมไม่สำเร็จได้ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ได้เข้าสมาบัติ ทั้งยังไม่ได้ออกสมาบัตินั้น

เหมือนอย่างไร?

เหมือนอย่างเมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว เสียงหยาบย่อมเป็นไปครั้งแรกจิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิต ( เครื่องหมาย ) แห่งเสียงได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งเสียงหยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงหยาบได้ง่าย

แม้เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังนั้นถัดไปเสียงละเอียดก็ยังเป็นไปจิตก็เป็นได้ เพราะกำหนดนิมิตเสียงละเอียดไว้ในใจได้ดี เพราะยังทำนิมิตเสียงละเอียดได้ดี เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี

แม้เมื่อเสียงละเอียดดับแล้ว หลังจากนั้นไป จิตก็ยังเป็นไปได้ แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงละเอียดเป็นอารมณ์

แม้ฉันใด ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่หยาบก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะกำหนดนิมิตแห่งลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งลมหายใจเข้าที่หยาบไว้ในใจได้ง่าย

เพราะสังเกตุนิมิตแห่งลมหายใจออก หายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย

เมื่อลมหายใจออก หายใจเข้าที่หยาบดับแล้ว หลังจากนั้น ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่ละเอียดก็ยังเป็นอยู่ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะกำหนดจับนิมิตได้ด้วยดี เพราะใส่ใจนิมิตได้ด้วยดี เพราะทรงจำนิมิตได้ด้วยดี

แม้เมื่อลมหายใจออก หายใจเข้าที่ละเอียดดับไปแล้ว หลังจากนั้นจิตก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แม้เพราะยังมีนิมิตแห่งลมหายใจออก หายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์

เมื่อเป็นดังนี้ การอบรมจิต เพื่อวาตุปลัทธิ เพื่อลมหายใจออกเข้าก็ดี เพื่ออานาปนสติก็ดี เพื่ออานาปนสติสมาธิก็ดี ย่อมสำเร็จได้ และสมาบัติผู้นั้น ผู้เป็นบัณฑิตย่อมเข้าบ้าง ย่อมออกบ้าง

ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จัดเป็นกาย

ความปรากฏ จัดเป็นสติ

ปัญญา ( สัมปชัญญะ ) เครื่องตามเห็น จัดเป็นญาณ

กายจัดเป็นเครื่องปรากฏ ไม่ใช่ตัวสติ

สติ เป็นตัวปรากฏ ทั้งเป็นตัวสติด้วย ( เครื่องระลึก )

พระโยคาวจรย่อมเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณ ( สัมปชัญญะ+สมาธิ ) นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือ ปัญญาเครื่องตามเห็นกายในกาย ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอำนาจกายานุปัสสนา

พระไตรปิฎก

เนื้อความที่ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ทุกถ้อยคำของตัวอักษรที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากพระโอษฐ์ ล้วนมีสภาวะแฝงอยู่ทั้งสิ้น ไม่ใช่เป็นแค่เพียงแต่ตัวหนังสือ

สิ่งที่ผู้คนนำข้อความจากพระไตรปิฎกมาเผยแผ่นั้น ล้วนเกิดจากการให้ค่าตามสัญญาหรือตามรู้ของแต่ละคน รู้แค่ไหน ย่อมตีความได้แค่นั้น ไม่ใช่โดยสภาวะตามความเป็นจริงของตัวสภาวะแต่อย่างใด

แม้กระทั่งเรื่องฌานต่างๆ ล้วนมีสภาวะของฌาน ตั้งแต่สภาวะแบบหยาบๆจนกระทั่งละเอียด ผู้ที่จะอธิบายได้ชัดเจน ต้องพบเจอกับสภาวะนั้นๆจนจำได้แม่นยำ ไม่ใช่เป็นการจำแบบสัญญา แต่เป็นการจำที่เกิดจากการภาวนา

เราเองก็ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ จากการเริ่มต้นที่ผ่านๆมา ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น ล้วนเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้เรื่องราวของสภาวะตลอด ไม่ว่าจะในอดีต หรือแม้กระทั่งมาสู่สภาวะปัจจุบัน

สภาวะปัจจุบัน เป็นการทบทวนสภาวะในอดีต ให้แม่นยำ ชัด มีรายละเอียดต่างๆของสภาวะที่ชัดเจน ตลอดจนสามารถนำมาอธิบายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากแบบหยาบๆก่อน จนกระทั่งละเอียดมากขึ้น มากขึ้น

เหตุที่ผู้ปฏิบัติ ตลอดจนถ้อยความที่ถูกบันทึกไว้ ที่มีความเห็นต่าง ล้วนเกิดจากการคาดเดาสภาวะ ที่คิดว่า ในพระไตรปิฎกบันทึกไว้ สภาวะจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ เป็นเหตุให้เกิดวิวาทะกันเพราะเหตุนี้ เพราะมีแต่การคาดเดา แต่ไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริง ที่มีอยู่จริงในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด

เหตุของศาสนา หรือพระธรรมคำสอน ที่ต้องเสื่อมสิ้นลงไปเพราะเหตุนี้ วิปลาสธรรม

พระธรรมคำสอนไม่ได้วิปลาส แต่เหตุของการวิปลาสที่เกิดขึ้น เกิดจากการให้ค่า การคาดเดา

การที่จะนำสภาวะตามความเป็นจริง นำมาพูดได้นั้น ต้องผ่านเหมือนกับทุกๆคน คือ ความผิดพลาด ต้องผิดพลาดมาก่อน คือ โง่กับกิเลสของตัวเอง ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น แต่มองไม่เห็นสภาวะของความอยาก

เพราะสภาวะความอยากที่เป็นกุศลนั้น มีตั้งแต่สภาวะแบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด ถ้ากำลังของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิไม่มากพอ ยากนักที่จะเข้าใจหรือรู้แจ้งในสภาวะความอยากนั้นๆ ที่เกิดในจิตตัวเองนี่แหละ ไม่ใช่จากใครเลย

เราทุกรูป ทุกนาม ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย ในเรื่องของ ความโง่ ไม่ใช่โง่ภายนอก แต่เป็นโง่ภายใน โง่กับกิเลสของตัวเอง

เมื่อเข้าใจในความโง่นี้แล้ว จิตย่อมเกิดความเมตตาต่อผู้อื่น ให้อภัยต่อความโง่ของคนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองนั้นโง่ และยังหลงสร้างเหตุที่เกิดจากการคาดเดา การให้ค่า ตามกิเลสหรือความโง่ที่ยังคงมีอยู่

ตราบใดที่ยังมีการศึกษาอยู่ เราทุกรูปทุกนาม ล้วนยังตกอยู่ในความโง่กันทั้งนั้น โง่หลงสร้างภพชาติไปด้วยไม่รู้ หากรู้แล้วจะหยุด แล้วก็หยุด หยุดเหตุทั้งปวงที่จะเกิดจากการกระทำของตัวเอง เมื่อยังมีเหตุ ผลย่อมมีอย่างแน่นอน

เหตุที่ยังให้อภัยกันไมได้ เนื่องจากถูกความโง่ที่ยังมีอย่างหนาหรือมีมาก ครอบคลุมดวงจิตเอาไว้ ทำให้จิตไม่สามรถเห็นตามความเป็นจริงได้ เมื่อยังเห็นไม่ได้ ความเมตตาที่จะให้อภัยต่อกันและกัน จึงเกิดได้ยากแท้

มีแต่ความโกรธ ความเกลียด จนกลายเป็นความพยาบาทไปโดยไม่รู้ตัว นี่แหละตัวโง่ของแท้ สะสมอกุศลไว้ในจิตก็ยังไม่รู้

การสนทนากัน แม้กระทั่งการเผยแผ่คำสอนต่างๆ แทนที่จะได้ประโยชน์แก่กันและกัน แทนที่จะถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ กลับกลายเป็นการประจานความโง่ของตัวเองนั้นออกไป ไม่ใช่ความโง่ทางโลกๆที่นำมาพูดๆกัน ว่าคนั้นโง่ คนนี้โง่

แต่ตัวเองนั่นแหละที่โง่ โง่กับกิเลสของตัวเองที่ยังคงมีอยู่ แต่ยังไม่รู้ โง่มากเท่าไหร่ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสตัณหาต่างๆยิ่งมากดุจเงาตามตัว

การศึกษาพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกมีไว้เพื่อเป็นแนวทาง เราจึงต้องมาศึกษากันเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ศึกษาเพื่อให้เกิดความยึดติด ที่ยังมีการยึดติดแบบหนาแน่น ล้วนเกิดจากความโง่กับกิเลส ยึดแต่ไม่รู้ว่ายึด ยึดเพราะตีความ แล้วให้ค่าว่าใช่หรือไม่ใช่ ตามกิเลสที่มีอยู่ แต่ไม่ใช่เพราะว่ารู้ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่ในทุกๆตัวอักษรที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก

หากแม้นว่าเป็นการตีความ ควรบอกว่าเป็นการตีความจากที่ได้ศึกษามา การยอมรับตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ที่เกิดความเสียหาย เพราะไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ว่าไม่รู้ แต่พยายามแสดงว่ารู้

คนที่เสียหายมากที่สุด ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ใครสร้างเหตุอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น ไม่มีข้อยกเว้นใดๆเลย ให้ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เรื่องภพชาติต่างๆของพระองค์

ปล่อยวางโดยไม่ต้องคิดปล่อยวาง

๒๑ เมย๕๔

จิตสามารถรู้อยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จิตปล่อยวางเองโดยไม่ต้องไปคิดปล่อยวางแต่อย่างใด เป็นเอง เกิดเองโดยตัวสภาวะเอง มันจะรู้เองเวลาที่เกิดสภาวะนี้

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม แค่จิตจับที่กาย ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม จิตจะเป็นสมาธิเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปกำหนดหรือไปบังคับให้เป็นสมาธิแบบเมื่อก่อนแต่อย่างใด

มีหลายครั้งต่อหลายครั้งที่เฝ้าสังเกตุดุมาตลอด ไม่ว่าเราจะทำอะไรก้ตาม จิตจะเป็นสมาธิตลอด บางครั้งแนบแน่นมากๆ เราแค่รู้ ไม่ได้รู้สึกยินดีแต่อย่างใด คือรู้ว่าเกิด ไม่ใช่รู้สึกเฉยๆแบบนั้น

สภาวะจับกิเลสได้ไวมากขึ้น จะรู้ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ เป็นเหตุให้จิตรู้ชัดในกายและจิตเอง มากกว่าจะไปเที่ยวเล่นนอกตัว ยิ่งเวลาเขียนหนังสือหรือสนทนาธรรม สมาธิที่เกิดขึ้นจะแนบแน่นมากๆ

ขณะนั่ง ตอนนี้กำลังของสมาธิจะแนบแน่นอยู่ประมาณชม.ครึ่ง แล้วจะคลายตัว และก็เกิดขึ้นใหม่อีก สลับไปมาแบบนั้นตลอด เวทนาทางกาย ไม่มีชัดแบบก่อนๆ เหมือนจะเกิดแต่ไม่เกิด เลยขี้เกียจนั่งต่อ

บางทีเคยลองนั่งต่อ เพื่อจะดูว่า เวทนาจะเกิดประมาณตอนช่วงไหน แต่เหมือนว่าเวทนาจะเกิด แต่กลับไม่เกิด คือรู้สึกเหมือนกำลังจะเกิดน่ะ แต่ดับหายไป ไม่เกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นชัดๆแบบครั้งก่อนๆ

เราก็เลยเลิกนั่งต่อเพราะเหตุนี้ ขี้เกียจนั่งนานๆ เพราะรู้สึกว่า ถ้านั่งนานจิตมันขี้เกียจ จะเอาแต่พักในสมาธิ ลุกดีกว่า งานมีให้ทำมากมาย มันก็แค่สมาธิเท่านั้นเอง

แต่เวลาที่ตัวปัญญาเกิด จะไหลมาเหมือนสายน้ำ เราได้แต่ดู ทำอะไรไม่ได้ จะท่องจำก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ชัดโดยตัวสภาวะเอง สิ่งที่รู้ ที่แสดงให้เห็นทางจิตทั้งหมด

พอออกมาจากสมาธิมันจะจำไม่ได้หมด จำได้แค่เล็กๆน้อยๆ แล้วสภาวะเขาจะทบทวนตัวสภาวะของเขาเอง

เราชินกับสภาวะเหล่านี้ดี เลยไม่ได้รู้สึกยินดีหรือยินร้ายอะไรกับสิ่งที่จิตมาแสดงให้เห็นหรือให้รู้ มันเป็นเรื่องปกติมากๆ เวลาที่สมาธิมีกำลังแนบแน่นมากๆ แล้วมีสติ สัมปชัญญะรู้ชัดในกายและจิตได้ดี ปัญญาจะเกิดขึ้นเองเสมอๆ

เคยนะ กิเลสมันไว อยากจะได้เครื่องบันทึกเสียง แบบว่า ถ้าจิตรู้เห็นอะไร จะถ่ายทอดออกมาบันทึกเสียงเอาไว้ แต่สติมันบอกทันทีเลยว่า ทำไปเพื่ออะไร แค่นั้นแหละ ความคิดที่คิดอยู่จะหายไปทันที นี่แหละกิเลส มันจ้องทุกเวลา ทุกๆทาง

เรียนรู้สภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องของความไม่เที่ยง สภาวะเขามาสอนตลอดเวลา นี่ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เราอยู่กกลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน มากกว่าจะปล่อยจิตไหลไปตามความคิด หรือคาดเดาว่า ควรทำอย่างไรกับสภาวะที่เกิดขึ้น เช่น

เรื่องความง่วง ที่ยังคงมีอยู่เป็นช่วงๆ เมื่อก่อนต้องหาวิธีแก้ไข พอรู้แล้วว่า ทุกๆสภาวะล้วนไม่เที่ยง เราแค่ดู แค่รู้ ยอมรับไปตามสภาวะที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ไปหาคำตอบหรือหาวิธีการอีกแต่อย่างใด ที่จะแก้ไขสภาวะ

ความง่วงก็ไม่เที่ยง กิเลสมาทดสอบเราตลอดเวลา สภาวะเป็นตัวสอนให้เห็นตามสภาวะที่มีอยู่จริงๆ ไม่ให้เราหลงให้ค่าด้วยการคาดเดา แล้วไปคิดแก้ไข แค่เรายอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเท่านั้นเอง

อย่างช่วงเช้า หลังกินข้าวเช้าแล้ว ไม่ว่าจะกินมากหรือน้อยก็ตาม บางทีก็ไม่ได้กิน มีบ่อยครั้งที่ชอบง่วงนอน ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะคอยปรับเปลี่ยน คอยแก้ไข ใช้วิธีในแบบที่คิดว่าใช่ เดินจงกรมนี่หัวทิ่มไปมา

เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว ถ้ามันง่วงก็ให้รู้ว่าง่วง บางทีเดินแค่เล็กน้อย แล้วนั่งต่อเลย นั่งแล้วจะหลับ ลุกเลย ถ้าจะหลับทั้งที ให้หลับในสมาธิจะดีกว่า ไปนั่งที่โซฟาแทน พอนั่งลง จิตรู้กาย เป็นสมาธิทันที โอภาสพรึ่บพรั่บ

ปล่อยเลยนะ จะดิ่ง จะรู้ตัว ปล่อยไปตามสภาวะ ไม่กำหนดอะไรทั้งสิ้น อะไรเกิด รู้ไปตามนั้น บางทีนั่งเป็นครึ่งวัน จนกว่าจิตจะแจ่มใส ไม่มีอาการง่วงค้างอยู่ ทีนี้แหละ ทั้งสติ สัมปชัญญะและ สมาธิระเบิดระเบ้อ

เดินก็ชัด พอนั่ง สมาธิแนบแน่นมากๆ เรียกว่า สภาวะรู้ชัดในรูปนามได้ดี รู้สึกตัวได้อย่างต่อเนื่อง บางครั้งมีตัวปัญญาเกิด

บางทีสภาวะง่วงๆแบบนี้จะเป็นอยู่หลายวัน เราก็รู้ไปตามนั้น ยอมรับไป จะเป็นอะไรก็ยอมรับ ไม่คิดแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น ทำตามความเป็นจริง ต่อให้สภาวะห่วยทั้งอาทิตย์ ก็ให้รู้ว่าห่วย ( ง่วง )

ยังมีการให้ค่านะ แต่ไม่ไปยึดติดในการให้ค่าต่อสภาวะ คือให้ แต่ไม่ยึด ถ้ายึดต้องมีการหาวิะแก้ไข เพราะไม่ยึดจึงไม่ต้องไปแก้ไขอะไร พอวันที่ ๙ สภาวะดีระเบิดระเบ้อเลย นี่แหละถึงบอกว่า กิเลสทดสอบตลอดเวลา

แต่เราจะถูกประกบด้วยสภาวะ มาแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงทุกๆสภาวะเหมือนกัน ประกบหน้า ประกบหลัง ประกบทั้งตัว จนตัวเราที่เคยมีมากๆ มันไม่รู้หายไปไหน คือบางครั้งยังมี แต่ไม่มีกำลัง เลยเหมือนไม่มี

ลมหายใจละเอียด

ยิ่งสภาวะรู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนาม มากขึ้นเท่าใด จะเป็นคนที่มีลมหายใจละเอียดมากๆ ไม่ว่าจะเวลาปกติหรือเวลาที่ทำสมาธิก็ตาม ลมหายใจจะจับไม่ได้เลย จิตจะไปรู้ชัดที่กายอย่างเดียว

แล้วกายหยาบ คือกายเราปกตินี่แหละ ตอนนี้ต้องเรียกว่ากายหยาบ เพราะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ยิ่งมีจิตที่ชำนาญในการเข้าออกสมาธิมากขึ้นเท่าไหร่ กายหยาบที่เคยสัมผัสได้ เริ่มกลายเป็นกายที่มีรูปที่ละเอียดมากขึ้น

คือ ยังมีกายนะ แต่จับเป็นรูปของกายหยาบไม่ได้ มันจะรู้แค่ว่า เป็นเหมือนโครงหรือกรอบอะไรสักอย่าง ที่ล้อมความว่างเอาไว้ แต่เรารู้ชัดในความว่างที่ยังมีการเคลื่อนไหวของกายอยู่ ตอนนี้จะไม่รู้ชัดที่ท้อง

แต่จะไปรู้ชัดแถวบริเวณทรวงอกหรือลิ้นปี่แทน จะไปรู้ชัดแถวๆนั้น แต่ไม่มีรูปหยาบที่เรียกว่าลิ้นปี่ปรากฏขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่จิตมันรู้ว่าตรงนั้นมีการเคลื่อนไหวอยู่ แล้วจิตรู้อยู่ตรงสภาวะนั้นแทนความว่างของกายละเอียดที่ปรากฏอยู่

สภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยรู้ลมหายใจเข้าออกได้ชัด มารู้ชัดที่ท้องพองยุบแทน ตอนนี้ลมหายใจจับไม่ได้แล้ว เพราะสภาวะของลมหายใจมีรูปที่ละเอียดมากขึ้นตามสภาวะ

ต่อมา เคยรู้ชัดที่ท้องพองยุบ ก็จับไม่ได้แล้ว เพราะสภาวะท้องพองยุบ มีรูปที่ละเอียดมากขึ้นตามสภาวะ

ตอนนี้เลยมารู้ที่ลิ้นปี่ ที่ทรวงอก แต่เป็นการรู้แบบรูปที่ละเอียด คือ รู้ในความว่าง สภาวะตรงนี้ยังอธิบายแบบชัดๆยังไม่ได้ มัยรู้แต่ว่า ร่างกายที่เคยมี เคยจับได้ รู้ว่านี่คือกาย ตอนนี้ไม่ได้รู้แบบนั้น

อย่างที่บอกไป มันรู้เหมือนเป็นโครง แบบโครงกระดูกแต่ไม่ใช่กระดูก เพราะตรงกลางมันกลวง มันว่างไปหมด เลยเหมือนมีกรอบแต่ไม่มีรูปกรอบขึ้นมา มีแต่เหมือนไม่มีตรงนี้ล้อมความว่างเอาไว้อีกที จะเป็นแบบนี้แหละ แต่ยังอธิบายให้ชัดๆไม่ได้

นี่กระมัง ที่คนติดความว่าง แล้วไม่รู้กาย อาจจะเป็นแบบสภาวะตรงนี้ แต่สำหรับเรา เรารู้กายได้ชัด แต่เป็นสภาวะกายละเอียด ไม่ใช่กายหยาบ คือรูปที่ละเอียด ไม่ใช่รูปแบบหยาบๆหรือที่เรียกว่ากาย

สภาวะของความว่างที่ปรากฏ ว่าง แต่มีความไม่รู้อยู่ ไม่รู้ว่า ว่างแต่ไม่ว่าง

แค่ว่างสงบจากกิเลสชั่วคราว แต่เพราะความไม่รู้ความชัดเจนของสภาวะที่แท้จริง จึงหลงยึดติดในความว่างที่ปรากฏอยู่

สภาวะของความว่างที่ปรากฏ เหตุเกิดจาก จิตเสพสมาธิ แล้วตัวสติ ยังด้อยกว่าสมาธิที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
เมื่อสติยังอ่อนกำลังอยู่ ตัวสัมปชัญญะ ย่อมอ่อนกำลังลงตามกำลังของสติที่เกิดอยู่ขณะนั้น

สภาวะที่เห็นคือ กายไม่ใช่กาย แต่เป็นความว่างของกายที่เรียกว่ากายปรากฏขึ้นมาแทน จะกำหนดรู้อะไรก็ไม่ได้ เพราะมีแต่ความว่างปรากฏอยู่ ต้องอาศัยการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง คือ เจริญสติ ทำให้ต่อเนื่อง

เมื่อกำลังของสติมีกำลังมากขึ้น สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้นตามสติ สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ชัดในความว่าง แล้วรู้กายที่ไม่ใช่กายไปพร้อมๆกัน

สภาวะรู้ชัดในความว่าง คือ รู้ว่าปราศจากกาย

กายนัันว่าง ไม่มีอะไรที่เรียกว่ากาย แต่จะรู้กายในกาย คือ รู้ที่ลิ้นปี่ รู้แบบละเอียด รู้แบบอรูป คือ ปราศจากรูปปรากฏ

ไม่ใช่รู้แบบหยาบๆ ที่ไปเห็นการเคลื่อนไหวตามลมหายใจตรงๆแบบที่ยังมีกายปรากฏอยู่

รู้กายในกายนี้ เป็นการรู้สภาวะกายในกายที่ละเอียดมากขึ้น คือ รู้ในความว่างที่ปรากฏขึ้น

ความว่างซ้อนความว่าง รู้ที่ลิ้นปี่ แต่ไม่มีตัวที่เรียกว่าลิ้นปี่ปรากฏ เป็นลิ้นปี่ สักแต่ว่าลิ้นปี่ แล้วรู้ไปตามนั้น

สภาวะนี้ ต้องมีกำลังของสติ สัมปชัญญะมากพอ จึงจะเห็นและรู้ชัดในความว่างนั้นๆได้

ความว่างในสภาวะของกายละเอียด กายที่ไม่ใช่กาย เพราะไม่มีกายหยาบปรากฏให้เห็น

พระพิฆเนศ

ต่อไปในอนาคต อีกไม่กี่ปีที่จะมาถึง ลัทธิพราหมณ์จะครองเมือง ศาสนาพุทธจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากความวิปลาสของธรรมที่นำมาแสดงกัน คนที่รู้แจ้งเห็นจริง จะพากันนิ่งเงียบ

นี่แหละ ความไม่เที่ยงของทุกๆสภาวะ แปรเปลี่ยนไปตามเหตุที่ทำมากัน

การยึดติด

การยึดติดไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แม้กระทั่งการยึดติดในพระไตรปิฎก ล้วนไม่มีข้อยกเว้น เมื่อมีการยึดติด เนื่องจากความไม่รู้ยังมีอยู่ วิปลาสธรรม จึงมีเหตุเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้แหละ ” การตีความ ” แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง

สภาวะในช่วงหลังๆ เราไม่ค่อยได้บันทึกอะไร เพราะมีแต่เรื่องของจิตคิดพิจรณา ยังไม่ใช่ชัดโดยสภาวะที่แท้จริง ถ้าชัดโดยสภาวะที่แท้จริง ความคิดหรือปัญญาที่เกิดขึ้นเองตามสภาวะ จะไหลออกมาเหมือนกระแสน้ำ

นิยามของ ฌาน

มีผู้คนมากมาย ที่ใช้การคาดเดาในสภาวะของฌาน ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ได้แต่คาดเดา รู้เพียงสภาวะที่ฉาบฉวย แต่ไม่สามารถลงลึกไปในสภาวะที่แท้จริงของฌานต่างๆได้

เรื่องที่เราเคยเขียนไว้ในบล็อกเกี่ยวกับฌาน ตอนนั้นยังแยกแยะรายละเอียดของสภาวะที่ชัดเจนยังไม่ได้หมด ใช้เวลานานมากเลยนะ กว่าจะเก็บรายละเอียดแต่ละสภาวะของฌานได้

เนื่องจากทุกๆสภาวะจะต้องเจอซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจะเข้าออกสมาธิได้ตามใจนึก เข้าออกได้ทุกๆอิริยาบทตามต้องการหรือแม้กระทั่งไม่ได้ต้องการ แต่จิตเขาเป็นของเขาเอง นี่แหละสภาวะปรมัตถ์ที่แท้จริงของฌาน

เราถึงบอกกับผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อกเสมอๆว่า การอ่านบล็อก ให้อ่านที่ปัจจุบัน เพราะนี่คือ สภาวะที่แท้จริง ส่วนสภาวะในอดีต ล้วนยังมีข้อผิดพลาด แต่เราไม่ได้กลับไปแก้ไขข้อความใดๆ ปล่อยให้คงสภาพตามความเป็นจริงไว้แบบนั้น

เพื่อให้รู้ว่า ทุกๆย่างก้าว ล้วนมีความผิดพลาดมาก่อนที่จะรู้ ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแม่นยำในสภาวะ แล้วความผิดพลาดในสภาวะนั้นๆจะไม่มีเกิดขึ้นอีกต่อไป ทุกๆสภาวะก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีข้อยกเว้น คือ ต้องผิดพลาดมาก่อนที่จะรู้

เมษายน 2011
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: