สโตการี

บทว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ความว่า

ภิกษุนั้น นั่งอยู่อย่างนี้และตั้งสติไว้มั่นอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ละสตินั้น ชื่อว่า มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

ท่านอธิบายไว้ว่าเป็น สโตการี ผู้ทำสติ

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการเป็นเหตุให้ภิกษุนั้นได้ชื่อว่า สโตการี จึงตรัสคำว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต หรือ หายใจออกยาว ดังนี้เป็นต้น

สมจริงดังคำที่ธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาในวิภังค์แห่งปาฐะว่า

โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ

นั้นนั่นแลว่า พระโยคาวจร ย่อมเป็นชื่อว่า สโตการี ด้วยอาการ ๓๒ อย่าง

เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจหายใจออกยาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอผู้นั้นชื่อ สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น

เมื่อเธอรู้ชัดภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งการหายใจเข้ายาวอยู่ สติ ย่อมตั้งมั่น เธอย่อมเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ฯลฯ

เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจรณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออกยาวอยู่ ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจรณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้าอยู่

สติ ย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ดังนี้

วิธีสร้างสติให้เกิด

กล่าวโดยสภาวะ

คือ การกำหนดรู้ ตามรู้ ตามดู ลงไปในสิ่งที่เกิดการกระทบ ตรงไหนเกิดชัดเจนที่สุดให้กำหนดตรงนั้น แค่ดู แค่รู้ ตรงนั้นไป แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยการดูเฉยๆ คือ รู้ในการเกิดกระทบนั้น แต่ไม่ไปให้ค่าในสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด กำหนดรู้บ่อยๆ เมื่อกำหนดได้ชัดเจนดี สติย่อมมีมากขึ้น

เมื่อสติมากขึ้น สัมปชัญญะย่อมเกิด

เมื่อมีทั้งสติ และสัมปชัญญะเกิดร่วมกัน สมาธิย่อมเกิด เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ย่อมรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต การทำงานของขันธ์ 5 ที่เป็นการปรุงแต่ง ย่อมดับ เพราะ มีสติรู้เท่าทันจิต ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยไม่มีการเข้าไปปรุงแต่ง โดยมีตัวกูของกู เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

โดยเฉพาะขณะที่เกิดสมาธิ และมีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง มันจะรู้แล้วก็รู้ๆๆๆๆๆๆ เช่น เวทนาเกิด เรากำหนดรู้ดูลงไป จะเห็นการเกิดเวทนาและอาการที่หายไปอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ถ้าคนรู้จักโยนิโสมนสิการ ( คิดพิจรณา ) เป็น มันจะเกิดปัญญา อย่างน้อยช่วยลดอุทานยึดมั่นถือมั่นลงไปได้ชั่วขณะหนึ่ง

ถ้าสติ สัมปชัญญะและสมาธิดี จะเห็นสภาวะตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มันเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา จะไปบังคับให้เกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ได้

สำหรับคนที่โยนิโส ( คิดพิจรณา ) ไม่เป็น ก็อาศัยกำหนดรู้ลงไปทุกๆครั้งที่เกิดตั้งแต่หยาบจนมันละเอียดขึ้น สุดท้ายพอมันเต็มที่ มันก็เกิดเป็นวิปัสสนาญาณทันที

จะเห็นการเกิดดับของรูปนาม อย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการกำหนด หรือความคิด มันไม่มีเลย มีแต่ตัวรู้เกิดขึ้นมาล้วนๆ สติอยู่คู่กับจิตตลอดเวลา

หมายเหตุ:-

ตัวรู้ในที่นี้หมายถึง รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น

อธิบาย อัสสาสะ ปัสสาสะ

บรรดาบทเหล่านั้น บทที่ว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ได้แก่ หรือ เมื่อหายใจออกยาว ในอรรถพระวินัยกล่าวไว้ว่า

บทว่า อสฺสาโส ได้แก่ ลมหายใจออก

บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ หายใจเข้า

แต่ในอรรถกถาพระสูตรทั้งหลายตรงกันข้าม ในลมทั้งสองอย่างนั้น ในเวลาที่สัตว์ทั้งปวงอยู่ในครรภ์ ออกจากท้องมารดา อันดับแรก ลมหายใจออกมาภายนอก

ทีหลัง ลมหายใจออกนอก พาเอาธุลีละเอียดเข้าไปจรดเพดาน แล้วดับ อันดับแรก บัณฑิตพึงทราบลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อย่างนี้

สพฺพกายปฏิสํเวทิ

คำว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมด หายใจออก หายใจเข้านี้ มีคำอธิบายว่า

พระโยคาภิกษุ ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมอัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏ จักหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมปัสสาสะให้แจ่มแจ้ง คือ ให้ปรากฏ จักหายใจเข้า

พระโยคาวจร เมื่อกระทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏอย่างนี้ ย่อมหายใจออกและหายใจเข้า ด้วยจิตที่เป็นสัมปยุต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักหายใจออก เราจักหายใจเข้า

เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ปรากฏบางรูป

จริงอยู่ สำหรับภิกษุบางรูป ในกองลมหายใจออกหรือกองลมหายใจเข้าที่ซ่านไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแต่เบื้องต้น ส่วนท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เธอก็อาจกำหนดเฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในท่ามกลางและที่สุด

บางรูป ปรากฏแต่ท่ามกลาง ส่วนเบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏ

เธอก็อาจ เพื่อกำหนดเฉพาะแต่ที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้นและท่ามกลาง

บางรูป ปรากฏทั้งหมด เธอย่อมกำหนดได้ทั้งหมด ไม่ลำบากส่วนไหนๆ

เพื่อแสดงว่า พึงเป็นเช่นนั้น จึงกล่าวว่า

” สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสสิสฺสามิฯลฯ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺ ข ตีติ ”

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺขาติ ความว่า ความเพียร คือ พยายามอย่างนี้

อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบอธิบายในบทอย่างนี้ว่า การสำรวมของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด การสำรวมนี้จัดเป็น อธิศิลสิกขา

ในบรรดาสิกขา ๓ นี้ สมาธิของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้อันใด สมาธินี้ จัดเป็น อธิปัญญาสิกขา

รวมความว่า สิกขา ๓ เหล่านั้น พระโยคีย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มากด้วยสตินั้น ด้วยมนสิการนั้นในอารมณ์

โฆษณา

2 ความเห็น (+add yours?)

  1. นางสาวเตือนใจ เฉลิมชาติ
    ก.ย. 04, 2011 @ 02:29:42

    โมทนาบุญ สาธุ สาธุ

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

เมษายน 2011
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: