อยู่อย่างเป็นสุข

เมื่อเราสามารถยอมรับในสิ่งที่เรายังคงมีและเป็นอยู่ได้ เวลาเกิดผัสสะต่างๆ ที่อาจจะสร้างความชอบบ้าง ชังบ้าง ตามกิเลส ตามเหตุที่ยังมีอยู่ แทนที่จะรู้สึกทุกข์ใจกับสภาวะที่เกิดขึ้นแบบก่อนๆ เราไม่ไปรู้สึกทุกข์ใจแบบนั้น

เราแค่ดู แค่รู้กับความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ยังมีการให้ค่าอยู่ แต่ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำออกไป เพราะจะเป็นเหตุที่ไม่รู้จบ ให้แค่รู้อยู่ภายในใจเท่านั้นพอ แล้วทุกอย่างจะจบลงไปโดยตัวสภาวะเอง หากเราไม่สร้างเหตุขึ้นมาใหม่อีก

จบไปทีละเรื่องๆๆๆๆ แต่ละเรื่องล้วนเคยก่อให้เกิดความทุกข์ใจให้กับเราทั้งสิ้น ทุกวันนี้ เวลาเราหวนกลับไปมองเรื่องราวเหล่านั้น เห็นแต่เหตุและผล เหตุของความไม่รู้ ที่หลงสร้าง ผลเลยเป็นเช่นนั้น ไม่ไปกล่าวโทษนอกตัว

ทุกวันนี้เราจึงอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่มีความอยากได้ใคร่ดีอะไร มองทุกอย่างเป็นเรื่องของเหตุและผลไปหมด เราจึงพูดว่า อยู่อย่างเป็นสุข เพราะเราไม่ไปทุกข์ใจกับความชอบหรือชังที่เกิดในใจ

ช่วงนี้ โดนสภาวะเบื่อเล่นงานอยู่ ครั้งนี้หลายวัน เพราะเคยเจอสภาวะนี้มาหลายครั้ง เลยไม่หาวิธีแก้ไขแบบก่อนๆ ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น แต่ทำทุกวัน

โดนสภาวะเบื่อยังไม่พอ โดนสภาวะขี้เกียจเล่นงานอีกทั้งอาทิตย์เลย เราแค่รู้นะ ยอมรับไปตามนั้น ก็แค่สภาวะที่มาทดสอบเราเท่านั้นเอง ยอมรับได้ไหม ยอมรับได้ ปัญญาเกิด นี่แหละ สภาวะมาสอนตลอดเวลา

เพราะรู้จึงเข้าใจ

เมื่อเรารู้และเข้าใจตัวเองแล้ว เราย่อมรู้ในคนอื่นๆ และเข้าใจเขาเหล่านั้น ว่าเหตุแห่งทุกข์ที่เขาเจอกันนั้นเกิดจากอะไร บางคนฟังและเชื่อเรา ปฏิบัติตาม บางคนไม่เชื่อยังไม่พอ ยังเพ่งโทษเราอีก อันนี้แล้วแต่เหตุนะ ไม่ไปโกรธเคืองอะไร

สภาวะความโกรธ เดี๋ยวนี้เรามีน้อยลงมากๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อน แล้วดูจิตตัวเองได้ทันมากขึ้น ถ้าตอนไหนโกรธจริงๆ จะบอกว่า กำลังโกรธนะ ถ้าแค่ไม่พอใจ จะบอกว่า กำลังรู้สึกไม่พอใจนะ

คนที่อยู่กับเรา จะคุ้นเคยในคำพูดของเรา เพราะเราจะพูดตรงๆ เรียกว่าไม่มาปกปิดความรู้สึกกัน แต่จะไม่สร้างเหตุออกไป โดยการไปเพ่งโทษอีกฝ่าย แค่บอกให้รู้ว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรเท่านั้นเอง แล้วพูดคุยกันปกติ ไม่มีการทะเลาะอะไรกัน

โฆษณา

สิ้นอาสวะ

คำว่า ” สิ้นอาสวะ ” อาจจะเข้าใจว่า สิ้นกิเลส

คำว่า ” อาสวะ ” เป็นคำเรียก หมายถึงกิเลส

ฉะนั้น คำว่า สิ้นอาสวะ ไม่ได้แปลหรือหมายถึงสิ้นกิเลส โดยตัวสภาวะที่แท้จริง หมายถึง การมีสติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้น ยามที่เกิดผัสสะทั้งภายนอกที่สัมผัสได้และทั้งภายในที่เกิดขึ้นเองแต่สัมผัสไม่ได้

เมื่อรู้เท่าทันต่อสิ่งที่มากระทบหรือสิ่งที่เกิดขึ้น จิตจึงไม่ไหลไปตามสิ่งที่มากระทบ เรียกว่า รู้อยู่กับรูปนามหรือรู้อยู่กับปัจจุบันนั่นเอง

เพราะประสบสังสารทุกข์

เรียกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละว่า โมฆะบ้าง โดยความหมายว่า พัดพาไปในสาคร ( ห้วงทะเล ) คือ ภพ และโดยความหมายว่า ข้ามพ้นได้ยาก

เรียกว่า โยคะว่า เพราะไม่ให้พรากไปจากอารมณ์และพรากไปจากทุกข์

เมษายน 2011
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: