เกิดก็เพราะเหตุ ดับก็เพราะเหตุ

การที่ทุกคนได้มาพบเจอกัน ได้เกิดมาร่วมกัน ไม่ว่าจะพบกันในฐานะใดๆก็ตาม ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาร่วมกัน ส่วนจะพบกันในฐานะอะไรก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา

เมื่อหมดเหตุต่อกัน ทุกคนจึงต้องจากกัน ส่วนจะจากกันชั่วคราว แล้วมาพบกันในร่างใหม่หรือเปลือกใหม่ อยู่ที่ว่ายังมีเหตุต่อกันอีกหรือไม่

หากหมดเหตุต่อกันจริงๆ ทุกคนต้องจากกันชั่วนิรันดร์ เนื่องจากไม่ได้สร้างเหตุอันเป็นเหตุที่จะต้องมาพบเจอกันอีก

การเกิดและการตาย

คำว่า ” เกิด ” หรือ ” ตาย ” ล้วนเป็นเพียงคำสมมุติ เพื่อใช้ในการใช้ภาษาให้เข้าใจตรงกัน แต่โดยสภาวะตามความเป็นจริงของการเกิดและการตาย คือ

เกิด ก็เพราะมีเหตุ เพียงแต่สร้างเหตุมาแบบไหน ร่างกายหรือเปลือกนั้นๆ ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุที่ทำมา

ตาย ก็เพราะหมดเหตุ เพียงแต่จะหมดชั่วคราว แค่เปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างหนึ่งตามวิบากกรรมหรือเหตุที่ทำไว้

หรือ ตายเหนือตาย คือ สร้างเหตุที่ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ความไม่รู้

ด้วยความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เพราะอวิชชา ( ความไม่รู้ ) ครอบงำอยู่ เป็นเหตุให้เกิดการยึดติดในเปลือกหรือร่างกายที่มีอยู่ ยึดติดความเป็นตัวเป็นตนที่มองเห็น จึงเป็นเหตุให้เกิดความสุขหรือทุกข์เนืองๆ จากเหตุของการเกิดและการตาย

เมื่อยังมีความไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่คิด

จึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ โศกะ ปริเทวะ ความโศกพิไรรำพันเพราะเหตุนี้ น้ำตาในวัฏสงสารจึงมีมากมายเหลือคณานับเพราะเหตุนี้

น้ำตาหยดสุดท้าย

ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่อง นำตาหยดสุดท้ายขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะข้าพเจ้าไม่ต้องมามีน้ำตาให้กับความทุกข์ ความโศกเศร้า โศกาอาดรูอีกต่อไปแล้ว

เนื่องจากเข้าใจในเหตุของการเกิด และผลที่ได้รับของการเกิด เข้าใจเหตุของตาย และผลที่ได้รับของการตาย

ชีวิตหลังความตาย ตายเหนือตาย เมื่อเห็นได้ดังนี้ โศกะ ปริเทวะ จึงไม่มีเกิดขึ้นในจิตของข้าพเจ้าอีกต่อไป

เมื่อมีผู้ตกตายในครอบครัว ข้าพเจ้าจึงมิได้รู้สึกทุกข์โศกแต่อย่างใด เกิดก็เพราะมีเหตุร่วมกัน จากกันไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ก็เพราะหมดเหตุต่อกัน เพียงแต่ข้าพเจ้ายังคงทำตามหน้าที่ ที่ควรทำ แต่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลแต่อย่างใด

ความทุกข์

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงว่า ต้นตอของความทุกข์ทั้งปวงหรือทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น เกิดขึ้นเพราะอะไร จึงเป็นทุกข์เพราะเหตุนี้

เมื่อไม่ได้สร้างเหตุที่ทำให้เกิดเหตุของการดับทุกข์ ผลคือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ที่เป็นไปตามเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

หลับแต่รู้กาย

๒๖ พค.๕๔

สภาวะเวลานอนหลับแล้วรู้สึกกาย กลับมาอีกหลังจากห่างหายไปหลายวัน เป็นเหตุให้รู้จักคำว่าหลับสนิททั้งคืนในช่วงนั้นอีกครั้ง แต่สภาวะไม่เที่ยง ตอนนี้หลับแต่รู้กายในยามหลับกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

สภาวะดีมั่ง ไม่ดีมั่ง ยังมีให้ค่าอยู่ เรื่องปกติ เพราะยังมีกิเลส แต่จิตไม่ไปทุกข์ กับกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะสติยังไม่ทัน ถ้าทันมันจะดับทันที จะเหลือแค่รู้ แค่ดูในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีการให้ค่าสภาวะว่าดีหรือไม่ดีแต่อย่างใด

ช่วงนี้มีตัวปัญญาเกิดขึ้นอย่างมากมาย เป็นเหตุให้นึกถึงสภาวะที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ช่วงก่อนที่สมาธิจะสูญหายไปหมด ยังจำสภาวะนั้นได้ดี การผ่านมิติจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง หลังที่หลุดจากสภาวะนั้นมา

ตัวปัญญาหรือตัวรู้เกิดขึ้นมากมาย เยอะมากๆ เหมือนดูหนังที่วิ่งผ่านหน้าไปด้วยความเร็วสูง จำไม่ได้เลยว่ามีอะไรมั่ง รู้แต่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งนั้น แล้วรู้สึกกายที่มีอยู่เหมือนไม่ใช่กาย มันกลวงๆไปหมด

เหมือนหุ่นยนต์ เหมือนอะไรสักอย่างที่ให้เราอาศัยอยู่ แต่มันไม่ได้เรียกว่ากาย มันว่างเปล่า ไม่มีคำเรียก ร่างกายจะขยับเป็นออโต้ อะไรกระทบมารู้ทันที เป็นออโต้ แบบอะไรกระทบมา จะดับหายไปทันที สมาธิเยอะมากๆ ยังจำสภาวะนั้นได้ดีนะ

ยังจำได้นะ เคยอ่านเจอในตำราที่เขียนเอาไว้ว่า ถ้าจิตเราไม่กลับมา จะทิ้งกายหยาบไว้ทางนี้ นั่นคือ อีกมิติหนึ่งของเวลา ต้องอาศัยกำลังของสมาธิที่มีกำลังมากๆ และกำลังของสติ สัมปชัญญะที่มีกำลังมากๆพอๆกัน แต่กำลังของสมาธิจะนำหน้า

กำลังของสติ จะรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ช่วงเวลาจะผ่านมิติของเวลา จะถูกพลังที่มองไม่เห็น มีกำลังมากๆดูดเข้าไปในแสงที่สว่างมากๆ

นิโรธสมาบัติ

เวลาเราคุยเรื่องการเข้านิโรธ ไม่มีใครเชื่อเรา เพราะในตำราเขียนไว้ว่า ต้องเป็นพระอนาคามีเท่านั้น ถึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้ สภาวะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เราหลุดออกมาจากสภาวะมิติของเวลา

สภาวะการเข้านิโรธเราจำได้ดี จำได้แม่นยำ เคยเข้าหลายครั้ง แต่ไม่ได้เข้านานๆเป็นอาทิตย์แบบที่ตำราเขียนเอาไว้ เกิดแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วเราไม่ได้กำหนดอะไรเลยด้วย นั่งสมาธิปกตินี่แหละ

สภาวะที่เกิดขึ้น ตรงกับตำราที่เขียนไว้ทุกอย่าง สภาวะก่อนจิตจะดับเราจำได้ดี เราจึงไปคุยกับคนที่รู้ตำรา เราบอกว่า ตำราใช่ว่าจะบันทึกข้อมูลไว้ถูกต้องเสมอไป แต่โดยส่วนรวม น่าจะเป็นดังที่ตำราเขียนเอาไว้

เพราะต้องมีกำลังของสมาธิเยอะมากๆ ต้องมีกำลังของสติเยอะมากๆ จึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้

สภาวะปัจจุบัน เราเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้แล้ว กำลังของสมาธิที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีไม่มากพอที่จะทำแบบนั้นได้

สภาวะนิโรธสมาบัติกับฌานสมาบัติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งโดยสภาวะและกำลังของสมาธิ ต้องรู้และสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ จงอย่าเชื่อ ฟังไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

พระธาตุ

เรื่องพระธาตุอีก เราบอกไปไม่มีใครเชื่อ เรื่องการที่กระดูกเป็นพระธาตุ นำมาอ้างว่าเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอนนั้น ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป การเป็นพระอรหันต์ นำเรื่องกระดูกเป็นพระธาตุมายืนยันสภาวะไม่ได้หรอก

เพราะว่า ผู้ที่มีสภาวะ อาตาปี สัมปชาโน สติมา จะมีกระดูกหรือแม้กระทั่งเส้นผม เป็นพระธาตุอย่างแน่นอน แล้วพระธาตุเส้นผมไม่ใช่เป็นที่ลักษณะของเส้นผมแบบที่นำมาพูดๆกัน แต่ในเส้นผมที่โกนหรือที่ตัดออกมานั้น จะปรากฏพระธาตุขึ้นมาเอง

ลักษณะพระธาตุที่เกิดขึ้น บางวรรณะจะมีสีขาวใส บางวรรณะมีสีแดงแบบเลือด ลักษณะรูปร่างเหมือนเมล็ดงา เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง

ส่วนที่มีผู้นำมากล่าวว่า ผู้ที่เพ่งฌาน กระดูกจะเป็นพระธาตุ สภาวะตรงนี้จะเหมือนสภาวะอาตาปีฯอยู่อย่างหนึ่งคือ

ผู้ที่มีสภาวะอาตาปีฯ จะเป็นผู้ที่ได้ฌานทุกคน ไม่มีใครไม่ได้ฌาน เพราะจิตจะทรงฌานตลอด เรียกว่า จิตเป็นสมาธิเนืองๆ

ความแตกต่าง คือ สภาวะอาตาปีฯ จะเป็นสภาวะของผู้ขัดเกลากิเลส ต้องอาศัยสมาธิกำลังระดับฌาน เป็นสัมมาสมาธิ ไม่งั้นไม่สามารถรู้ชัดอยู่ในกายได้นาน ยิ่งรู้ชัดในรูปนาม กายและจิต )ได้มากเท่าไหร่ บ่งบอกถึงกำลังของสมาธิที่มีกำลังมาก

เพราะสภาวะของสมุจเฉทประหาน จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีกำลังสมาธิระดับฌาน ไม่ใช่แค่ขณิกสมาธิ แต่ขณิกสมาธิสามารถสะสมให้เกิดกำลังเท่ากับอัปปนาสมาธิได้นั้น ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรู้ชัดในกายและจิตได้บ่อยๆ

สภาวะของผู้เห็นอริยสัจ ๔ จึงมีสภาวะก้าวกระโดดเพราะเหตุนี้ ( มีต้นทุนเดิมของสมาธิระดับฌานติดมา ) โดยไม่ต้องผ่านจนครบญาณทั้ง ๑๖

พระองค์จึงทรงยกย่องจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิเพราะเหตุนี้

สาวนสภาวะผู้เพ่งฌาน เป็นมิจฉาสมาธิ ขาดความรู้สึกตัว

การเจริญสติ

เราจึงเน้นเสมอๆว่า ทำไปเถิด ทำให้ต่อเนื่อง สภาวะดีก็ให้รู้ ไม่ดีก็ให้รู้ มันจะทุกข์เพราะการให้ค่าว่าดีหรือไม่ดี ให้ยอมรับไปตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต รู้ลงไปบ่อยๆในความรู้สึกนั้นๆ ทุกข์ซะให้เข็ดเพราะความอยาก

เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อ อยากมี อยากได้หรืออยากเป็นอะไรๆในสมมุตินั้นๆเลย

หากยังมีติดในสมุมตินั้นๆว่าได้อะไร เป็นอะไร นั่นคือเหตุทั้งนั้น มีแต่เหตุของการสร้างเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป

เราปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ การดับทุกข์คือ ดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากตัวเราเอง เหตุไม่ได้เกิดจากอะไร จากใครที่ไหนเลย เกิดจากกิเลสที่ยังมีอยู่ในจิตนี้แหละ เราจึงมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพราะสติเท่านั้นที่จะรู้เท่าทันต่อจิตทุกขณะๆได้

แต่สติที่มีอยู่ ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะรู้เท่าทันจิตได้ ขนาดจิตเราเองแท้ๆยังรู้เท่าทันไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับนอกตัว เราจึงต้องสร้างสติให้เป็นมหาสติ จึงมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อได้อะไร เป็นอะไรในสมมุติที่นำมาเรียกๆกันเลย

มีแต่กิเลสทั้งนั้น กิเลสของความอยากที่มาแสดง ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุตินั้นๆ แต่มองไม่เห็น เพราะอ่านมากไป ฟังมากไป กิเลสเลยท่วมท้นในด้วยความอยาก ทั้งๆที่จิตเป็นกุศลแท้ๆ ไม่ได้อยากไปทางอกุศลเลย

ขึ้นชื่อว่าความอยาก ไม่ว่าจะอยากทางกุศลหรืออกุศล ล้วนบดบังสภาวะ เป็นเหตุให้ไม่เห็นตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

จิตเป็นอิสระ

จิตที่เป็นอิสระ คือ จิตที่ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป ไม่ว่าจะยังมีการให้ค่าสภาวะตามกิเลสที่ยังมีอยู่ มีให้ค่าแต่ไม่ยึด รู้ว่ายังให้ค่า ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิต แล้วยินดีรับผลที่เกิดขึ้น

เมื่อยอมรับได้แบบนี้ จิตจึงไม่ไปเป็นทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด จะมีแค่รู้ แค่ดูอยู่กับสภาวะนั้นๆหรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มีเพราะยังมีเหตุ หากหมดเหตุ ผลย่อมไม่มี

ยิ่งอยู่กับปัจจุบัน คือ รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้สามารถอยู่ได้กับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น มีให้ค่าแต่ไม่ทุกข์

คิดแต่ไม่ต้องมาทุกข์เพราะคิด ที่ยังทุกข์เพราะคิด เกิดเนื่องจากการยึดติดที่ยังมีอยู่

ขอเพียงยอมรับตามความเป็นจริง ดูตามความเป็นจริงของการให้ค่า ( กิเลส ) ที่เกิดขึ้นในจิต จึงเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง ( กิเลส ) มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึง สภาวะของสติที่มีกำลังมากขึ้น

หากสติไม่มากพอ จะเห็นแบบนั้นไม่ได้ มีแต่จะไหลไปตามสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อไหลไปเช่นนั้น กิเลสที่เกิดขึ้นจึงเหมือนเพียงสายลมที่พัดมากระทบกายแล้วหายไป เรียกว่ายังดูไม่ทัน

หากดูทัน จะรู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ ความคิดไปห้ามไม่ให้คิดคงไม่ได้ ยกเว้นสติทัน ความคิดย่อมดับลงได้ไว หากสติยังไม่ทัน ความคิด ( กิเลส ) ย่อมมีกำลังมากกว่า

ความคิดมี ๒ แบบ

๑. คิดแล้วรู้

ลักษณะหรือสภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แล้วไม่เกิดความรู้สึกรำคาญความคิดนั้นๆแต่อย่างใด จิตยังคงตั้งมั่นอยู่แบบนั้น สามารถรู้ทั้งกายได้ รู้ทั้งความคิดที่เกิดขึ้นได้

๒. คิดแล้วปรุง

ลักษณะหรือสภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ไหลไปตามความคิด ไม่สามารถรู้ที่กายได้ บางครั้งก่อให้เกิดความหงุดหงิด ความรำคาญในความคิดนั้นๆ แล้วคอยเฝ้าดูว่า เมื่อไหร่ความคิดนั้นๆจะหายไป หรือจะหยุดความคิดนั้นได้อย่างไร

ของจริงนิ่งเป็นใบ้

จากสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นในการสนทนา ทำให้ต้องหวนกลับไปคิดถึงสภาวะที่ผ่านๆมา คิดถึงคำของครูบาอาจารย์ที่เคยพูดไว้

 

จุดเสียของการรู้แตกต่างกันมีอยู่อย่างหนึ่งที่มองเห็นได้ชัดคือ การตีความ เพราะส่วนมากตีความเข้าข้างตัวเอง จึงเป็นเหตุให้เกิดสภาวะของจริงนิ่งเป็นใบ้เพราะเหตุนี้

สมุทัย

สมุทัย คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์

ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงได้แก่ กิเลส

ที่กล่าวว่า สมุทัยเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์นั้น ไม่แน่เสมอไป ต้องดูสภาวะของจิตเป็นหลัก

 

๑.  ยามที่เกิดผัสสะ จิตปราศจากอคติ  สภาวะแบบนี้ การส่งจิตออกนอกไม่เป็นสมุทัย

๒. ยามที่เกิดผัสสะ  จิตมีกิเลสเกิดขึ้น  สภาวะแบบนี้ จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย

 

ลักษณะของจิตที่เป็นสมุทัย คือ จิตที่ไหลไปตามผัสสะที่เกิดขึ้น เช่น ความชอบ,ชัง หรือ จิตที่ชอบเพ่งโทษนอกตัวเนืองๆ หรือชอบกล่าวโทษนอกตัวเนืองๆ

จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย เกิดเนื่องจากยามที่มีผัสสะ( สิ่งที่เกิดขึ้น ) มากระทบ แล้วเกิดการให้ค่าว่าผัสสะ ( สิ่งที่เกิดขึ้น ) นั้นๆว่า ดีหรือไม่ดี ตามตัวตัณหาอุปทาน ( กิเลส ) ที่มีอยู่

เหตุที่เกิดขึ้นตามมา คือ ให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ว่าดีหรือไม่ดีนั้น เป็นความชอบ,ความชัง ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด ตามความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อมีการให้ค่าตามความคิดไปในทางชอบ,ชัง ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด ย่อมมีเหตุเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผลย่อมมีให้ได้รับ

ผัสสะนั้นเป็นกลางกับทุกๆสิ่ง

เป็นการทำงานของอายตนะภายนอกและภายในทำงานร่วมกัน  ไม่ว่าผัสสะนั้นๆจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม

เหตุที่ผัสสะมีสภาวะเปลี่ยนไป ล้วนเกิดจากการให้ค่าของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตณ ขณะนั้นๆ

เหตุที่กล่าวว่า จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัย เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เมื่อมีการให้ค่าว่าดีหรือไม่ดี ตัวสังขาร ( ตัวปรุงแต่ง ) ย่อมเกิดต่อเนื่อง

เราให้ค่าตามความคิดของเรา คนอื่นก็ให้ค่าตามความคิดของเขา เราว่าดี ,ไม่ดี ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด แต่คนอื่นๆอาจจะเห็นต่างคือเห็นตรงข้ามกับเราก็ได้ เพราะนั่นคือความคิดของเขา ซึ่งไม่แตกต่างจากเราเลย

เหตุที่ทำให้ดูแตกต่าง ล้วนเกิดจากกิเลสนี่เอง เมื่อมีความเห็นต่าง เหตุย่อมเกิด ผลย่อมมี  จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัยเพราะเหตุนี้

จิตส่งออกนอกไม่เป็นต้นเหตุของสมุทัยเสมอไป

การที่จิตส่งออกนอกแล้วเจือไปด้วยกิเลส ล้วนเป็นเหตุแห่งสมุทัยทั้งสิ้น

ส่วนจิตที่ฝึกมาได้ในระดับหนึ่ง จะมองตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จะสนทนากับทุกๆคนด้วยใจที่มีเมตตาต่อกัน ไม่ได้คิดเพ่งโทษใดๆ ไม่ได้มีความชอบใจหรือไม่ชอบใจแต่อย่างใด

แต่เพราะเห็นเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นในแต่ละคน จึงเพียงบอกเล่าเหตุที่ตนเองเคยทำมาก่อน แล้วได้รับผล จึงนำมาเพื่อสะกิดเตือนให้เห็นว่า นั่นคือเหตุนะ

ในเมื่อเราปฏิบัติเพื่อดับเหตุทั้งปวง แล้วจะไปคิดสร้างเหตุที่เป็นต้นเหตุของเหตุใหม่ไปทำไมกัน บางครั้งสติทุกคนใช่ว่าจะทัน กิเลสมันไว เราก็ต้องอาศัยผู้อื่นในการมองช่องโหว่ที่เรานั้นยังคงมีอยู่ ใช่ว่าการกระทำนั้นๆจะถูกเสมอไป

มีแต่ถูกใจเพราะคิดเข้าข้างตัวเองมากกว่าว่า ทำแบบนั้นดี แบบนี้ดี ถูกแน่นอน จริงๆล้วนเป็นเหตุใหม่ที่กำลังทำให้เกิดขึ้น

เมื่อเราเห็นสภาวะตรงนี้ได้ชัด เราย่อมเข้าใจในสภาวะของคนอื่นๆที่เป็นอยู่ จิตย่อมไม่มีความรู้สึกชอบหรือชังเกิดขึ้น ในขณะที่พูดออกไปในสิ่งที่คิดว่าน่าจะช่วยให้แง่คิดกับคนอื่นๆได้ เมื่อพูดไปแล้วย่อมรู้ดีว่า แต่ยินดีที่จะรับผลนั้น

เพราะกิเลสย่อมแตกต่างอย่างแน่นอน  ย่อมเป็นเหตุให้มีความชอบหรือชังเกิดขึ้นในจิตของคนอื่นๆ เมื่อมีความชอบหรือชัง ย่อมมีวิวาทะอย่างแน่นอน  แต่ทีนี้อยู่ที่ตัวเราเองมีความหวังผลไหม เราต้องดูที่จิตตัวเองเป็นหลัก ดูกิเลสที่เกิดขึ้น

เมื่อจิตไม่ได้หวังผล ไม่ได้มีความรู้สึกชอบหรือชังในสิ่งที่มากระทบ  เราจึงแค่ดู แค่รู้ แล้วแบ่งปันในสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์กับคนอื่นๆ

เมื่อมีผลกระทบกลับมา มีความชอบใจ ไม่ชอบใจของคนอื่นเกิดขึ้น มีวิวาทะเกิดขึ้น จิตเราไม่มีกระเพื่อมไปในทางชอบหรือชังแต่อย่างใด  เราจึงชี้แจงแค่ที่ควรชี้แจงแล้วจบ เราย่อมรู้ชัดในจิตของตัวเองดีกว่าคนภายนอก

ส่วนคนภายนอก เขาย่อมรู้จิตเขาดีกว่าคนอื่นๆ แต่การรู้นั้นๆ เป็นเพียงแค่รู้ของแต่ละคน กิเลสเกิดขึ้นมากน้อย ยอมรับตามความเป็นจริงหรือไม่ เห็นหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่เหตุของแต่ละคน

แต่ที่หนีไม่พ้น คือ ผลที่ได้รับตามความเป็นจริงที่ได้กระทำลงไป  ไม่ใช่ได้รับผลตามที่ตัวเองคิดว่าดี,ไม่ดี ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด ตามความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆแต่อย่างใดเลย

ฉะนั้น การส่งจิตออกนอก เป็นได้ทั้งสมุทัย ยามที่กิเลสเกิดขึ้นในผัสสะนั้นๆ

และไม่เป็นทั้งสมุทัย เพราะจิตปราศจากอคติยามผัสสะที่เกิดขึ้น   ให้ดูที่จิตเป็นหลัก

จิตที่ถูกฝึก ย่อมมีสภาวะจิตเห็นจิตได้เนืองๆ

ปฏิบัติแบบไหนถึงจะถูก

การปฏิบัติไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีแต่ถูกใจกับไม่ถูกใจในความคิดของแต่ละคน จึงเป็นเหตุของคำว่าปฏิบัติแบบนี้ถูก ปฏิบัติแบบนี้ผิด

การปฏิบัติไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด การเริ่มต้นทำตามความถนัดไปก่อน ถนัดแบบไหนให้ทำแบบนั้น หากไม่เคยมีพื้นฐานด้านการปฏิบัติมาก่อน

เริ่มต้นแบบง่ายๆ เอาจิตจดจ่อดูลมหายใจเข้า   ลมหายใจออก ดูแบบปกติ ไม่ต้องไปเพ่งเพื่อให้รู้ชัดแต่อย่างใด ใหม่ๆอาจจะมีการเพ่งอยู่บ้าง ไม่เป็นไร อาจจะมีอาการตึงๆตามใบหน้า

หาที่นั่งที่นั่ง นั่งได้ตามสะดวก จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งที่กลางแจ้ง นั่งตรงไหนก็ใช้ได้ นั่งแบบไหนก็ใช้ได้  แรกๆหาที่เงียบๆก่อน เพราะเพิ่งเริ่มต้นฝึกจิต ต้องหาที่สงบเงียบก่อน

นั่งตามถนัดแล้ว หายใจเข้าออกยาวๆสักสองสามครั้ง แล้วเอาจิตจดจ่อรู้ลมหายใจไปสักพัก กี่นาทีก็ได้ จะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือใช้การนับตัวเลขกำกับตามลมหายใจเข้า-ออกก็ได้

เราปฏิบัติเพื่อสร้างตัวสติให้มีกำลังแข็งแรง จุดประสงค์คือ ต้องการสร้างตัวสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น หากสติไม่แข็งแรงพอ สัมปชัญญะย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อสติแข็งแรง สัมปชัญญะย่อมเกิด

เราปฏิบัติเพื่อสิ่งนี้  เพื่อสร้างสติที่มีอยู่ ทำให้เป็นสัมมาสติ คือ มีทั้ง สติและสัมปชัญญะเกิดขึ้น

การปฏิบัติหรือการใช้ชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม สติ สัมปชัญญะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สร้างเหตุตรงนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน ปรับพื้นฐานของจิตตรงนี้ให้แข็งแรงก่อน เรื่องอื่นๆยังไม่ต้องไปนึกถึง สงสัยให้รู้ว่าสงสัย เป็นเรื่องปกติที่จะสงสัย

หนังสือ น้ำตาหยดสุดท้าย

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=719071

การสนทนาที่ให้คุณ

ควรเป็นตัวของตัวเอง คิดอะไรยังไง ควรแสดงออกมาแบบนั้น รู้ที่คิดว่ารู้ รู้นั้นๆเป็นอย่างไร ควรแสดงรู้นั้นๆออกมาตามความเป็นจริง จงกล้าที่จะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

ไม่ควรนำแนวทางการปฏิบัติของผู้อื่นมาวิพากย์ วิจารณ์ เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีชอบ,ชัง ถูกใจ,ไม่ถูกใจ ใช่,ไม่ใช่ ล้วนเกิดจากอุปทานที่ให้ค่าตามความคิดทั้งสิ้น หาใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ

การที่นำแนวทางอื่นๆมาวิพากย์ วิจารณ์ ล้วนเป็นการก่อให้เกิดเหตุใหม่ทั้งสิ้น

แม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้อื่นที่มิได้อยู่ในวงสนทนาหรือไม่ได้รู้เห็นอยู่ในเหตุการณ์ ไม่ควรนำมาวิพากย์ วิจารณ์ เพราะมีแต่การคาดเดา ให้ค่าตามกิเลสตามเหตุของแต่ละคน เหตุเก่าเพิ่งเกิดให้ผล เหตุใหม่ทำไปอีกแล้วด้วยความไม่รู้

ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น แล้วผลจะไปไหน วัฎสงสารยาวนานเพราะเหตุนี้ มองนอกตัว แต่ไม่มองในตัว ไม่รู้ชัดในตัว หากรู้ชัดภายในได้ ย่อมรู้ชัดภายนอก

เคยคิดทบทวนมั่งไหม นาฬิกาชีวิตของตัวเองนั้น เหลือเวลาในการมีชีวิตอยู่มากน้อยแค่ไหน จะไปเสียเวลากับเหตุของผู้อื่นอยู่ทำไม ทำไมจึงไม่สร้างเหตุเพื่อดับเหตุทั้งปวงที่เกิดตัวเอง

เมื่อกล้าเป็นตัวของตัวเอง จะกล้าให้คนอื่นๆสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากย์ วิจารณ์สิ่งที่เราคิด และกำลังทำอยู่ได้

การเห็นต่าง ไม่ใช่เหตุของความแตกแยกเสมอไป การเห็นต่าง หากกล้าเป็นตัวของตัวเอง ย่อมมีแต่ประโยชน์

บางสภาวะ เราไม่สามารถมองเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองตามความเป็นจริงได้ จุดบางจุด ข้อบกพร่องของตัวเองยากที่จะมองเห็นได้ หากกล้าที่จะยอมให้ผู้อื่นสามารถแสดงข้อคิดเห็นตรงๆได้ ย่อมมีแต่ประโยชน์

การปฏิบัติที่ได้ผล จะมีแต่ความเป็นอิสระจากกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ กิเลสจะเป็นนายเราน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะอยู่กับปัจจุบันทันมากขึ้น เนื่องจากสติรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต กิเลสที่เกิดขึ้น ย่อมดับไวได้มากขึ้นเรื่อยๆ

อกาลิโก

ธรรมนี้เป็นอกาลิโก คือ ไม่จำกัดกาล ไม่มีเรื่องของกาลเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่เรื่องของเหตุและผล ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากสุตตมยปัญญาหรือจินตมยปัญญา แต่เป็นเรื่องของจิตภาวนาโดยตรง

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ธรรมจะทันยุคสมัย ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ ธรรมเป็นอกาลิโกเพราะเหตุนี้ ไม่ต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของเหตุที่แต่ละคนกระทำไว้ ผลจึงมาแสดงให้ได้รับ ในรูปของเหตุปัจจุบัน

ต่อให้น้ำท่วมโลก ต่อให้ไม่มีดวงอาทิตย์ ต่อให้ไม่มีโลกใบนี้ ธรรมก็ยังคงเป็นธรรม แต่จะพบธรรมนั้นๆได้ ต้องมียานพิเศษส่วนตัว ต้องสร้าง ต้องทำกันขึ้นมาเอง คนอื่นๆทำแทนให้ไม่ได้ นี่แหละ ความพิเศษของธรรม

ผู้หลงทางในกาลเวลา

เราเองไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆเลย หลงทางในกาลเวลามายาวนาน ซึ่งไม่สามารถจะไประลึกได้หมดว่าหลงเดินทางข้ามเวลามานานเท่าไหร่แล้ว วัฏสงารเหมือนเขาวงกต ประตูทางออกมี เพียงแต่มีใครพบประตูนั้นแล้วหรือยัง

นับว่ากุศลยังมีอยู่ มีผู้ที่พบประตูทางออกนั้นแล้ว ทั้งยังได้ทิ้งแผนที่สำหรับหาประตูทางออกไว้ให้ ทุกๆคนมีแผนที่ในมือ เพียงแต่ขาดผู้นำทาง จึงต้องพึ่งพาตนเอง โดยอาศัยกำลังใจของตัวเองว่า มีคนออกไปได้ เราต้องออกได้

ถึงแม้จะมีแค่แผนที่ ยังดีกว่าเดินทางโดยไม่รู้อะไรเลย เหมือนคนตาบอด มองอะไรไม่เห็น แสงสว่างเป็นยังไงก็ไม่รู้จัก นับประสาอะไรกับประตู รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ได้แต่คาดเดาเอาเองว่า ประตูต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

มาวันนี้ เราพบประตูบานนั้นแล้ว รู้ทางออกแล้ว รู้วิธีที่จะผ่านประตูนั้น จึงมาบอกกับผู้ที่กำลังหาทางออก เหมือนเราในอดีตที่เคยเป็นมาก่อน เคยทั้งงมหา ทั้งคลำทางหา ทั้งล้มลุกคลุกคลาน เจออุปสรรคมากมาย นั่นก็เพราะเหตุที่เราทำไว้

ทางจะราบเรียบ ทางจะขรุขระ จะมีขวากหนามหรือปูด้วยพรม ล้วนเกิดจากเหตุที่สร้างกันขึ้นมาด้วยความไม่รู้ทั้งสิ้น เมื่อบอกแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ เราไม่สนใจ เรามีหน้าที่แค่บอกเท่านั้นเอง ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นเรื่องของเขา

เราจึงเดินย้อนกลับไปกลับมาแบบสบายๆ ไม่ต้องมาล้มลุกคลุกคลานแบบก่อนๆ ถึงมีหนามวางไว้เป็นระยะๆก็ไม่กลัว เพราะมันคือภาพมายา ถ้าไปยึดในสิ่งที่เห็น ก็จะเจ็บตามที่ยึด ส่วนเจ็บมากหรือน้อยแล้วแต่จะยึด

ตอนยังไม่เห็นทางที่ชัดเจน จึงพาคนหลงทางบ้าง บาดเจ็บกันบ้าง แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงเดินไปกับเรา เดินห่างๆ บางคนทิ้งเราไปก็มี เราได้แต่มองผู้คนที่จากเราไป เขาไป แต่เรายังอยู่ และยังคงเดินต่อไป แม้เดินคนเดียวก็ยังเดิน

ระหว่างเดิน ก็กล่าวโทษตัวเองตลอดเวลา เราไม่น่าเลย น่าจะเป็นแบบนั้น น่าจะเป็นแบบนี้ รู้สึกเสียใจตลอดเวลา นั่นคือบททดสอบที่จะต้องเรียนรู้ และผ่านไปให้ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ ไม่รู้ว่าสุดท้าย ประตูเปิดให้ผ่านแค่ทีละคน

ประตูมีหนึ่งประตูมีหลายประตูนับไม่ถ้วน แต่ประตูทางออกที่แท้จริงมีเพียงหนึ่ง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าประตูบานไหนคือประตูทางออกที่แท้จริง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาและที่กำลังทำให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ท่านจงมาดูเถิด

เมื่อพบทางออก พบประตูที่แท้จริง จิตจะปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย ไร้กังวล แม้กระทั่งความสงสัยใดๆตลอดจนความเคลือบแคลงในใจไม่มีอีกเลย จะระลึกถึงแต่พระคุณของผู้ที่ทิ้งแผนที่หรือเขียนแผนที่ไว้ให้

การบอกกับผู้ที่กำลังเดินหาประตู จะบอกด้วยความเมตตา จิตจะมีแต่เมตตา ไม่โกรธเคืองใดๆ หรือแม้กระทั่งไม่มีความรู้สึกผิดหวังในยามที่บอกไปแล้วไม่มีใครเชื่อ ไม่เกิดความสมหวัง หากแม้นมีคนเชื่อ รู้แค่ว่าบอกด้วยใจที่ออกมาจากใจจริงๆ

จึงไม่มีทั้งความสมหวังและผิดหวัง เพราะไม่ได้หวังผลในการบอกแต่อย่างใด

ยาพิษ

คำสรรเสริญเปรียบประดุจยาพิษ หากผู้ใดได้ยินได้ฟัง เปรียบประดุจได้ดื่มกินแล้วหลงติดใจในยาพิษและคำสรรเสริญนั้นๆ หากขาดการคิดพิจรณา ย่อมตกหลุมพรางในกิเลส

ไม่ว่าจะสมถะนำหน้า วิปัสสนาตามหลัง

ไม่ว่าจะวิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง

ไม่ว่าจะทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

สภาวะที่แตกต่างกันไปทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา ไม่ใช่ว่าใครทำแบบไหนได้สะดวก ได้ถนัด จะวิเศษวิโสหรือเป็นผู้มีบุญบารมีมากกว่าคนอื่นๆหรือวิธีอื่นๆ

มีแต่กิเลสกลับมองไม่เห็น นั่นเพราะสติยังไม่สามารถรู้ทันต่อสังขาร การปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้น หากสามารถรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จะไม่กล่าวเช่นนั้นเลย

เฉกเช่นเดียวกับการให้คำสรรเสริญและคำชมแก่ผู้อื่น เปรียบเหมือนกับการหยิบยาพิษให้แก่ผู้อื่น ผลที่ได้รับคือ ผู้อื่นย่อมหยิบยื่นยาพิษคืนกลับมาให้กับตัวเอง เหตุที่แสดงคือ มานะกิเลส กูรู้ กูดี กูเก่งเกิดขึ้น

เมื่อมีมานะกิเลสเกิดขึ้น ย่อมมีการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ เลยขาดความรู้สึกตัว ไม่สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้ และคิดว่าสามารถสอนหรือแนะนำให้คนอื่นๆรู้ตามได้ จึงเกิดสัญญาวิปลาสในรู้นั้น โดยการนำไปสร้างเหตุ เช่น

เริ่มไปวิพากย์ วิจารณ์แนวทางปฏิบัติอื่นๆ ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วคนที่มีเหตุร่วม ย่อมหลงทางหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เรียกว่า สองต่อ เห็นผิดคนเดียวยังไม่พอ ลากคนอื่นๆให้เห็นผิดตามไปด้วย

ใครจะเป็นอะไร อย่างไร นั่นคือ เหตุของเขา แต่เหตุของตัวเองที่กำลังก่อให้เกิดขึ้นใหม่ดูทันไหม หากดูทันย่อมหยุดระงับดับลงไปได้ หากดูไม่ทันย่อมหลงสร้างเหตุต่อไป ภพชาติจึงยืดยาวต่อไปเรื่อยๆเพราะเหตุนี้

เรื่องการวิพากย์ วิจารณ์ แนวทางการปฏิบัติของท่านอื่นๆ

เหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิม มักจะเรียกว่า ประวัติศาสตร์ สภาวะตรงหน้านี้ก็ไม่แตกต่างกับเรื่องในอดีตที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็น เพียงแต่ว่า ใครจะรู้จักเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีในอดีตไว้บ้าง หรือทำเหมือนในอดีตที่เห็นอยู่ แต่ไม่รู้ว่ากำลังทำเลียนแบบ

พระอาจารย์ทั้งหลาย ไม่มีการเว้นท่านใดท่านหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลส ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วๆไป ตั้งแต่ที่เป็นพระจนกระทั่งฆราวาส เหตุที่ท่านทำไว้ ผลจึงเป็นเช่นนี้

แถมมีคนกำลังทำเลียนแบบ แต่ไม่รู้ว่าเลียนแบบ เพราะกิเลสกูรู้ กูดี บดบังดวงตาไม่ให้เห็นสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จึงพยายามโอ้อวดในสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้ และรู้ที่คาดเดาเอาเองนั้น คิดเอาเองว่าทำถูกมากกว่าแนวทางอื่นๆ

เมื่อคิดเช่นนั้น จึงก่อให้เกิดการกระทำ เริ่มหยิบยกแนวทางอื่นๆมาวิพากย์ วิจารณ์ ซึ่งสภาวะนั้นๆ หรือเหตุนั้นๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่กำลังนำมาวิพาก วิจารณ์

อดีตสร้างไว้อย่างไร ปัจจุบันผลย่อมเป็นเช่นนั้น หากยังไม่หยุดการกระทำ อนาคตยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง

อีกอย่าง ไม่เห็นว่าท่านจะผิดตรงไหน ที่ว่าผิดเพราะไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้องในความคิดของคนที่เห็นต่างไปจากท่านเท่านั้นเอง ใครจะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำร่วมกันมาทั้งนั้น

ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ทั้งยัดเยียด ทั้งแจก ทั้งแถม ทั้งสรรเสริญเยินยอยังไงก็ไม่มีวันเชื่อ

ถ้าสร้างเหตุมาร่วมกัน ห้ามไม่ให้เชื่อ ห้ามยังไงก็ไม่มีวันฟัง ไม่ต้องแจก ไม่ต้องแถม ไม่ต้องมายกยอ มีแต่วิ่งตามไปทันที นี่เรื่องปกตินะ

เพราะเมื่อยังไม่เข้าใจ จึงมองเรื่องปกติให้เป็นเรื่องผิดปกติไป

เมื่อไปทำให้เป็นเรื่องผิดปกติ เหตุจึงมี

เหตุเกิดจากอุปทานให้ค่าว่าถูกหรือผิดตามความคิด ตามกิเลสที่ยังมีอคติ แต่มองไม่เห็น

เมื่อเหตุมี ผลย่อมมี ไม่แตกต่างจากเรื่องที่หยิบยกมาเลย

อย่างน้อยเรื่องของท่านๆนั้น มีตัวอย่างที่ดีที่เห็นได้ชัดคือ ท่านกล้าเป็นตัวของตัวเอง พูดแบบอิสระ คิดอะไรยังไง รู้เห็นยังไง พูดหรือทำตามนั้น เพราะนั่นคือสภาวะ อย่างน้อยไม่โกหกตัวเอง มันคือสภาวะของท่าน กิเลสของท่าน

ผิดกับหลายๆเหตุที่ได้เจอมา จากหญิง ทำตัวเป็นชายบ้าง จากเด็กทำตัวเป็นผู้ใหญ่บ้าง จากชายทำตัวเป็นหญิงบ้าง บ้างสลับสับเปลี่ยนเป็นทั้งหญิง,ชายและเด็ก ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง เพราะกลัวการไม่ยอมรับในความคิดเห็นที่ตนแสดง หรือจากเหตุอื่นๆ ต้องมีเหตุอย่างแน่นอน ไม่งั้นต้องกล้าเป็นตัวของตัวเอง

หากมั่นใจในแนวทาง ในสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้ ต้องกล้าเป็นตัวของตัวเอง เป็นเพศอะไร วัยยังไง แสดงไปตามความเป็นจริง ความรู้ไม่ได้มีการแบ่งแยกเรื่องเพศ เรื่องวัย แต่ดูตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต กิเลสไม่มีเพศ ไม่มีวัย ไม่มีกาลเวลา

ตราบใดที่ยังขาดความมั่นใจ ยังไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นอิสระของตัวตนที่แท้จริงที่เป็นอยู่ ความเป็นอิสระที่มองเห็นชัดๆแค่นี้ยังทำไม่ได้

นับประสาอะไรกับการเห็นตามความเป็นจริง มีแต่เห็นตามความคิดที่เกิดจากการให้ค่าและคาดเดาเอาเอง พยาบาทแต่ไม่รู้ว่าพยาบาท ตามล้างตามเช็ดกันไม่เลิกลา ตามวิพากย์ วิจารณ์

จงให้การอภัยแก่กันและกัน ให้เป็นอภัยทาน จิตจะได้ผ่องใส เป็นเหตุให้เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตชัดขึ้นมาบ้าง ใครจะสร้างเหตุอะไรยังไง ย่อมรับผลไปตามนั้น ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความผิดพลาดย่อมมี เป็นเรื่องธรรมดา

แค่วางใจลงในเหตุของคนอื่นๆ แล้วมุ่งชำระขัดเกลาจิตของตัวเองให้สะอาด ให้ความขุ่นมัวหายไป เกิดสภาวะจิตเห็นจิตได้เมื่อใด โลกทั้งใบไม่มีค่าอะไรเลย อยู่ก็เพราะยังมีเหตุ ดับก็เพราะหมดเหตุ ยิ่งเหตุของผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลย

เราควรเกื้อกูลกันในฐานะสัตว์โลกที่ร่วมชะตากรรมด้วยกัน จงให้ความเมตตาแก่กันและกัน หากเห็นเหตุของผู้ใดแล้วคิดว่าเขามีความเห็นผิดไปจากความเห็นของตัวเอง

ถ้าจะเมตตากัน จงยกในสิ่งที่คิดว่าตัวเองนั้นรู้ มาแสดงให้ดู

ส่วนจะเชื่อกันหรือไม่ ไม่ควรเอาตัวกูของกูที่มีอยู่เข้าไปยัดเยียด

เชื่อกันก็เพราะมีเหตุ ไม่เชื่อกันก็เพราะมีเหตุ แต่สามารถพูดคุยกันได้

คนที่รู้ที่เห็นตามความเป็นจริงของกิเลสตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เขาไม่มาโอ้อวดตนเอง ทั้งไม่มาแสดงทั้งท่าที ทำนองว่าได้อะไร เป็นอะไรในสมมุติบัญญัตินั้น เพราะมันมีแต่กิเลส มีแต่จะเป็นการสร้างเหตุ

เขามีแต่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดว่าเขารู้ เขาเห็น แต่ไม่ไปยัดเยียดรู้ที่คิดว่ารู้นั้นๆให้กับใคร ไม่ต้องไปยกย่องสรรเสริญใครๆว่าดีหรือมีบุญบารมีเพื่อให้มาเชื่อถือแนวทางของตนเองแต่อย่างใด

เพราะรู้แล้วว่า การยกยอก็คือเหตุ การเพ่งโทษก็คือเหตุ เขาจะมุ่งตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา เป็นผู้ปราศจากอคติต่อทุกๆแนวทาง ทุกรูปแบบ ไม่มีมากล่าวว่าดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่

ผู้รู้แล้ว ย่อมหยุดตัวเอง ผู้ที่ยังไม่รู้ ย่อมสร้างเหตุต่อไป เรื่องธรรมดา

ส่วนตัวเองนั้น ยังมีความไม่รู้อยู่ ยังมีกิเลสอยู่ เพราะเคยผ่านสภาวะเหล่านี้มาแล้ว รับผลแล้ว จึงเพียงนำประสบการณ์ให้เป็นธรรมทาน

การปฏิบัติเป็นเรื่องของจิต

การปฏิบัติเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ แต่ก่อนที่จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิตได้ ต้องอาศัยรูปหยาบๆก่อน คือ กายนี่เอง รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดในจิตมากขึ้นเท่านั้น กายจึงสำคัญเพราะเหตุนี้

การรู้ มีแต่เรื่องของกิเลส ไม่ใช่ไปรู้นอกตัว รู้ชัดในภายในให้ได้ก่อน จึงเป็นเหตุให้รู้ชัดภายนอกได้โดยไม่ต้องไปอยากรู้อะไร

การปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติเพื่อได้อะไร เป็นอะไร การที่กล่าวว่าได้อะไร เป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ ล้วนเกิดจากการให้ค่าทั้งสิ้น เกิดจากกิเลสในจิตที่ยังมีการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นให้ค่าแล้วก่อให้เกิดการกระทำออกมา นี่คือเหตุ

แต่เพราะความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในรู้นั้นๆ ซึ่งมีแต่กิเลส แต่ยังมองไม่เห็น เพราะตัวตัณหาความทะยานอยากที่เกิดขึ้นในจิต บดบังสภาวะไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

เพียงหมั่นรู้ชัดในกายได้เนืองๆ แล้วจะรู้ชัดในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมรู้ชัดในจิตมากขึ้น ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิตนี่เอง

สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไม่ว่าจะการใช้ชีวิตทางโลกและทางธรรม ( การปฏิบัติ ) สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการที่มีสติที่แข็งแรง ย่อมเป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิดได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุนี้ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น

ฉะนั้น การปฏิบัติแบบไหนๆล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่า การปฏิบัตินั้นๆสามารถทำให้รู้ชัดในกายได้หรือไม่ หากปฏิบัติแล้ว ยังไม่สามารถรู้ชัดในกายได้ นั่นหมายถึง ตัวสัมปชัญญะยังไม่เกิด มันมีแค่นี้เอง

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: