เพราะรู้ จึงเข้าใจ

มีหลายๆคนยังคงวิ่งค้นหาตัวเอง วิ่งหาสภาวะนอกตัว วิ่งหาวิธีการและรูปแบบของคนอื่นๆ ที่คิดว่า คงจะมีคนช่วยให้เข้าใจสภาวะและปฏิบัติได้ถูก เรารับฟังเรื่องเหล่านี้มาตลอด ฟังด้วยความเข้าใจ

เข้าใจในความรู้สึกของเขาเหล่านั้น ฉะนั้น เราจึงรับฟังสิ่งต่างๆที่เขาพูดมาให้ฟังได้อย่างสงบ ไม่ห้าม ไม่สนับสุน แต่ให้แง่คิด ส่วนเขาจะนำไปพิจรณาหรือไม่ นั่นเรื่องของเขา เหตุของเขา เราไม่ไปคิดแทน

เรื่องในอดีตที่ผ่านมา ล้วนเป็นเหตุที่ส่งผลให้สภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ สำรวมระวัง โดยไม่ต้องระวัง  สติจะเป็นตัวบอกเอง สัมปชัญญะเป็นตัวรู้ตามประกบ เหตุที่จะทำให้เราประมาทลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เวลาผัสสะเกิด ดูจิตทันมากขึ้น จิตเห็นจิตทันมากขึ้น นี่แหละเหตุของเหตุที่ทำให้เกิดการสำรวมระวังเอง โดยไม่ต้องคอยระวังจนเครียดแบบก่อนๆ รู้แบบสบายๆมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่ต้องระวัง

สภาวะของแต่ละคนที่เล่าให้เราฟัง เรารู้จักชื่อของสภาวะเหล่านั้นดี แต่ไม่บอกให้ผู้ที่มาเล่าให้ฟังนั้นรู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่าอะไรๆๆๆ เพราะถ้าบอก จะมีเหตุให้ยึดติดมากกว่าแค่รู้ จึงบอกแต่ละคนไปว่า ทำต่อไป อะไรเกิดขึ้นให้แค่รู้

อยากให้ค่า ให้ค่าได้นะ เพราะยังมีกิเลส ไม่ต้องไปฝืนใจ ให้ค่าอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่อย่าไปยึดติดกับการให้ค่า จนก่อให้เกิดการกระทำ กลายเป็นเหตุใหม่ขึ้นมาทันที เหตุภายใน ย่อมมีผลต่อการปฏิบัติ เหตุภายนอกมีผลทั้งชีวิตและการปฏิบัติ

ไม่ว่าจะเดินจงกรมแล้วรู้สึกเสียวเท้าวาบๆ รู้สึกมีอาการต่างๆเกิดที่ฝ่าเท้าบ้าง กายบ้าง

ไม่ว่าจะจิตไปจับที่ลมหายใจเองโดยอัตโนมัติ แล้วรู้สึกเย็นไปทั้งตัว

ไม่ว่าจะ จิตจะคิดพิจรณาเรื่องร่างกายทั้งภายนอกและภายใน จิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง ฯลฯ มีเรื่องมากมายที่เล่าให้ฟังมา

เพียงแค่เขาเฉลียวใจกันสักนิด กลับไปไล่อ่านสภาวะเกี่ยวกับการปฏิบัติของเราที่ผ่านๆมา เขาจะได้คำตอบเองว่า อาการที่เกิดขึ้นเหล่านั้น คืออะไร เรียกว่าอะไร

เราไม่บอกกับเขาเหล่านั้นว่า สภาวะที่เกิดขึ้นกับเขากันนั้น คืออะไร เรียกว่าอะไร บทเรียนต่างๆที่ผ่านๆมา เป็นครูสอนให้กับเราได้อย่างดี  เราไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นทำผิดพลาดเหมือนกับที่เราเคยทำผิดพลาดมาก่อน

ให้เขาเรียนรู้ทุกๆสภาวะด้วยตัวเอง ถ้าตรงไหนติดขัดกันจริงๆ  เราถึงจะแนะนำเพิ่มเติม

บางคนเกิดสภาวะจิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง จะนำสิ่งที่คิดพิจรณานั้นมาถามข้อคิดเห็นจากเรา เราจะพูดแบบกลางๆ ให้เขาหัดคิดพิจรณาด้วยตัวเอง จะไม่ชี้แนะไปตรงๆ  แต่ให้เขาฝึกที่จะเดินด้วยตัวเอง โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยง

บางคนติดให้ค่า เสร็จแล้วทุกข์เพราะการให้ค่า  เพียงแค่เขาหยุดให้ค่า เขาจะไม่ต้องไปทุกข์กับสภาวะ เราจะบอกกับเขาแบบนั้นไม่ได้  ต้องให้เขาเห็นด้วยจิตของตัวเขาเอง แล้วสภาวะการให้ค่าจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆเอง

ย้อนรอยกรรม

ขอโทษด้วยนะ ถ้าเหตุที่ทำแบบนี้ เป็นเหตุให้มีคนเพ่งโทษเรา เราต้องขอโทษด้วยจริงๆ แล้วไม่รู้สึกอะไรกับการเพ่งโทษเหล่านั้น เพราะนี่คือเหตุของเราที่เคยทำไว้ในอดีต ตอนนี้เรากำลังรับผลนั้นๆ เราเข้าใจดี จึงไม่คิดใดๆ

ในอดีต เราเคยปรามาสพระอาจารย์หลายๆท่านไว้เยอะมาก ในเรื่องไม่ยอมบอกสภาวะกับเรา ปล่อยให้เราทำเอง บอกแค่ว่า ทำต่อไป แค่ดู แค่รู้ไป แล้วจะรู้เอง  จิตเรามีความไม่พอใจ เลยเกิดการปรามาสเพราะเหตุนี้

เราแก้ไขช่องโหว่ในบางเรื่อง เรื่องไหนควรบอกจะบอก เรื่องไหนควรให้เรียนรู้ด้วยตัวเองกัน เราจะบอกว่า  ทำต่อไป ไม่ว่าจิตจะคิดอะไรยังไง ให้รู้ไป เราเข้าใจในความรู้สึกของเขาเหล่านั้นดีว่ารู้สึกกันอย่างไร ยามที่ได้รับคำตอบเช่นนั้น

จงรู้ไว้เถิด ไม่ว่าจะคิด พูด ทำ ทุกการกระทำไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ส่งผลให้รับทุกๆเรื่อง เขาเหล่านั้นต้องรับผลตามที่เขาคิดหรือคาดเดาเอาเอง ไม่แตกต่างจากเราในอดีตหรอก นี่แหละกิเลส

มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่มองเห็นความผิดพลาดเหมือนๆกัน การบอกสภาวะแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นเหตุให้ ผู้ปฏิบัติเกิดการให้ค่าว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร ยิ่งมีความรู้ติดตัวมาด้วย เลยหลงสภาวะแต่ไม่รู้ว่าหลง

เคยอ่านเจอนะ พระอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อศิษย์ของท่านเล่าเรื่องสภาวะให้ฟัง ท่านกล่าวสนับสนุนสภาวะนั้นๆว่า เหมือนท่านเลย ให้ทำต่อไป นี่แหละความผิดพลาด แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ผลเลยเป็นเช่นนั้น

เราเองก็เช่นกัน คำพูดที่พูดโดยไม่ได้เจตนาจะให้หลงกิเลส แต่เป็นเหตุให้คนฟังหลงกิเลส  นี่ไงเหตุที่เหมือนๆกัน พูดตามสภาวะ ถ้าเป็นการยืนยัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง ก็ทำให้หลงกิเลสได้เหมือนกัน

สภาวะทุกๆสภาวะ ถ้ารู้ในสภาวะนั้นๆ แล้วมีตัวเราที่ยังคงมีอยู่ นำตัวตนนั้นเข้าไปชี้นำสภาวะว่า สภาวะนั้นๆคืออะไร ล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะแต่อย่างใด

ยิ่งสภาวะละเอียดมากขึ้น กิเลสยิ่งละเอียดตามเป็นเงาตามตัว อยู่ที่เหตุของคนๆนั้นทำมาด้วย และที่ทำปัจจุบันด้วย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง หรือมีตัวตนที่ยังคงมีอยู่ แล้วให้ค่าในสภาวะนั้นๆ แต่ไม่รู้ว่าให้ค่า

แบบสบายๆ

การปฏิบัตินั้น เราทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำเพราะความอยาก ทำเพราะต้องทำ ไม่งั้นโดนกิเลสเล่นงานแน่นอน หากสติไม่ทัน เหตุใหม่ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้  เป็นการทำความเพียรที่แตกต่างจากเมื่อก่อนมากๆในเรื่องของจิต

เมื่อก่อน จิตจะเป็นทุกข์ตลอด ทุกข์เพราะคิด ที่เกิดจาการให้ค่าต่อสภาวะ หาคำตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆคืออะไร แล้วคนอื่นๆจะเป็นเหมือนเรามั๊ย ทั้งสภาวะ ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบทย่อย สงสัยไปหมด

แรกๆมีถามนะ ถามพระอาจารย์ แต่ทุกท่านไม่ว่าจะสายไหนๆ ตอบเหมือนกันหมด ทำไปเดี๋ยวรู้เอง  มีแค่นี้เองคำตอบ ไม่ได้ดั่งใจเลย ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้

นี่ไง!!!!! …

ถึงบอกไงว่า เพราะรู้ จึงเข้าใจ

โฆษณา

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: