สมาธิบดบังสภาวะ

สมาธิมีทั้งดีและไม่ดี ที่กล่าวว่าดี เพราะเป็นสัมมาสมาธิ ที่กล่าวว่าไม่ดี เพราะเป็นมิจฉาสมาธิ และสมาธิที่มีมากเกิน ย่อมมีโทษมากกว่าประโยชน์ หากไม่รู้จักวิธีนำมาใช้ให้ถูกทาง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราจะรู้สึกเศร้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในตอนนี้  ปัญหาคนขาดการคิดพิจรณา ความศัทธาที่ขาดปัญญา การสอนให้ผู้คนงมงายสิ่งนอกตัว สื่อต่างๆที่กำลังแพร่หลายอยู่ ที่ล้วนหลอกลวงตัวเองกัน

เราถูกหลอกกันมานานเท่าไหร่แล้ว โง่กับกิเลสกันมานานเท่าไหร่แล้ว เคยรู้ถึงเรื่องราวตรงนี้กันมั่งไหม จะก่อภพก่อชาติกันไปเรื่อยๆอีกนานเท่าไหร่  เคยคิดพิจรณาบ้างไหม

ไม่ว่าจะเรื่องการทำนายทายทักที่กำลังแพร่หลายกันในตอนนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการกล่าวโทษสิ่งนอกตัวหรือแม้กระทั่งวิญญาณต่างๆ ล้วนเป็นการแนะแนวทางที่ไม่ถูกต้อง มีแต่ทำให้คนหลงงมงาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไปว่ากันไม่ได้อีก เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากการกระทำที่แต่ละคนทำหรือสร้างกันขึ้นมาเองทั้งสิ้น เราได้แต่มอง มองแค่นั้น เมื่อเข้าใจถึงเหตุและผล จึงได้แต่มองเพราะเหตุนี้

บางสภาวะที่บางคนปฏิบัติแล้วเห็นได้ชัดในสภาวะนั้นๆ  แล้วทำให้ผู้ปฏิบัติวิตกกังวลหรือเกิดความสงสัยในสภาวะที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆว่าคืออะไร บางคนทุกข์เพราะการให้ค่า ให้ค่าว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ ตัวเองเป็นโรคอะไรหรือเปล่า

นี่แหละ ทุกข์เพราะคิด ทุกข์เพราะสงสัย สงสัยยังไม่พอ ปรุงแต่งต่อ จนทำให้ใจนั้นเกิดทุกข์ 

อยากจะบอกเหมือนกันว่า สภาวะนั้นๆเรียกว่าอะไร พอนึกถึงสภาวะที่ผ่านๆมาของตัวเองแล้ว มันเหมือนดาบสองคม ถ้าบอกเขาแล้ว เขาแค่รู้ ตั้งใจปฏิบัติต่อไป มันก็จบลงแค่นั้น

แต่ถ้า บอกแล้ว เขากลับไปคอยจดจ้องจะให้เกิดสภาวะนั้นๆตลอดเวลา ถ้าสภาวะนั้นๆไม่เกิดอีกล่ะ  ทุกข์อีกแล้ว ทุกข์เพราะการคาดเดาอีก  ทุกข์เพราะไม่ได้ดั่งใจ  นี่แหละ บอกก็ดี ไม่บอกก็ดี เราเลยปล่อยตามความเป็นจริง โดยไม่บอก

ให้ทุกๆคนเรียนรู้ทุกๆสภาวะด้วยตัวเอง ให้รู้ด้วยตัวเอง จะได้เลิกสงสัยและให้ค่าน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อสภาวะอื่นๆเกิดต่อ แต่ถ้าด้านการคิดพิจรณาเราจะช่วยแนะนำต่อยอดให้ แต่เรื่องสภาวะ ขอเงียบดีกว่า เพียงแต่บอกว่าให้ทำต่อไป

โฆษณา

มีแต่ความทุกข์

๓๐ เมย. ๕๔

 ความทุกข์ของคนแต่ละคน ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

ทุกข์แต่ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ 

ไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับทุกข์ที่คิดว่าทุกข์ จริงๆแล้วมันใช่ทุกข์จริงหรือไม่

หลายวันมานี่ มีแต่เรื่องของน้องชาย เรื่องของแม่ ทุกข์ของแม่ที่มีกับลูก เรารู้สึกอัดอั้นตันใจมากๆ กับเรื่องภายในครอบครัว ที่ไม่สามารถช่วยใครๆได้  ช่วยได้แค่รับฟังความรู้สึกของแต่ละคน

มีแต่คนดื้อ  ดื้อแต่ไม่รู้ว่าดื้อ ไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นดื้อ นี่แหละเหตุแล้วก็เหตุของความทุกข์ ที่คนในครอบครัวเรากำลังทุกข์กันอยู่  เราเองต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ทั้งๆที่ไม่น่าจะต้องเดือดร้อน จะทำเฉยๆก็กลายเป็นคนแร้งน้ำใจ

ต้องไปทั้งๆที่ไม่ได้อยากไป ทั้งๆที่รู้เหตุทั้งปวงดี และรู้ดีว่าควรทำอย่างไร พูดไปก็เท่านั้น มีใครบ้างที่จะฟังเรา ไม่มีเลย มีแต่มองนอกตัวกัน มีแต่ความเสียใจกัน แต่ไม่คิดจะสร้างเหตุที่ดี เราถึงบอกว่า ใบ้รับประทาน

กับแม่ ที่ยังมีเหตุกับเราตลอด  เราพยายามที่จะไม่แตะต้องแม่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม แม่ไม่เคยฟังเราเลย แม้กระทั่งเรื่องการปฏิบัติ แม่จะฟังเฉพาะกับพระที่แม่เคารพและเชื่อถือเท่านั้น มีแต่เสียเงิน นี่แหละเหตุ

เราบอกกับน้องว่า บอกแม่สิ ให้แม่ปฏิบัติบ้าง  ทั้งๆที่แม่ยังบวชชีอยู่  ให้ตั้งใจแผ่เมตตาให้น้องชายไป ซึ่งก็เป็นลูกแม่ที่เป็นเหตุให้แม่กำลังทุกข์มากๆในตอนนี้   เรารู้ดีว่า เราบอกกับแม่เองไม่ได้ แม่ไม่ฟังเรา

แม่เราก็เหมือนคนอื่นๆที่ยังไม่รู้  มีแต่ความศรัทธานอกตัว ไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิบัติ  มีแต่เรื่องเสียเงินให้กับความศัรทธาที่มีอยู่  น้องบอกว่า เมื่อวานแม่เป็นลมหลายรอบ เนื่องจากทำใจไม่ได้เวลาที่เห็นน้องชายนอนแบบไม่รู้สึกตัวอย่างนั้น

เราบอกน้องว่า ถึงเราไป สู้ให้เราอยู่ทางนี้จะดีกว่า เรายังทำของเราได้เต็มที่ แผ่เมตตาให้น้องและเจ้ากรรมนายเวรของน้องตลอด ไปที่นั่นไม่เห็นมีประโยชน์อะไร มีแต่ทำให้แม่สร้างเหตุกับเราเปล่าๆ บอกตามตรง เราไม่อยากกลับบ้าน

ที่บ้านมีแต่หมาๆๆๆๆๆ นอนกับหมา   อาบน้ำก็ว่าเรา ทำอะไรก็ว่าเรา คอยจับผิดตลอด แล้วจะให้เราไปทำไม  เรานั่งสมาธิ ก็ว่าอีก ง่วงนอนก็ไปนอนบนบ้านสิ จะมานั่งหลับแบบนี้ทำไม จะบ้าตายเลยเรา นี่แหละเหตุของรู้ไม่เหมือนกัน

เราจึงไม่เคยปฏิบัติให้ที่บ้านเห็นเพราะแบบนี้แหละ เพราะรู้สวนทางกัน  ขนาดพูดเรื่องเหตุให้ฟัง ยังไม่ฟังเลย เถียงข้างๆคูๆ เราเลยเลือกที่จะไม่พูดดีกว่า

วิบากกรรมของทุกคน

เรื่องกรรม เราพูดมานานแล้ว ไม่มีใครเชื่อเราสักคนเดียว เราเตือนทุกคนมาตลอด อย่าประมาทในเรื่องของกรรม ให้หมั่นสร้างกุศลกันบ้าง ไม่มีเลยที่จะมาเชื่อเรา เอาแต่เที่ยว กิน ไม่แตกต่างกับเราในอดีตเลย

พอเจอทุกข์แล้วเป็นไง มีแต่โศกาอาดรู ร้องไห้กันตลอดเวลา  พอเห็นเราไม่ได้แสดงความรู้สึกเสียใจอะไรด้วย ก็ว่าเราอีก โดนทั้งขึ้นทั่งร่อง ตั้งแต่พ่อเสีย น้องชายคนที่  ๒  เสีย นี่น้องชายคนที่ ๓ ที่ว่าป่วยอยู่ไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่

ความตาย เรื่องปกติ

เรื่องของความตาย เราเห็นเป็นเรื่องปกติ สักวันทุกคนต้องตาย แม้กระทั่งเราก็ไม่มียกเว้น ทำไมต้องมานั่งเสียใจกัน ทำไมไม่ทำวันที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่ให้ดีที่สุด ให้มีสติไว้ จะได้ไม่ต้องไปทุกข์ใจกับเรื่องของความตาย

นี่เรื่องของข้างบ้านเรา บ้านเลี้ยงเด็กนะ นับถือใจเลย บ้านนี้คุยกับเรามาตลอด ตอนนี้สามีเขาป่วย นอนแบบไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน หมอให้เซ็นเอกสารหมดแล้ว ไม่ต้องปั๊มหัวใจถ้าหัวใจหยุดเต้น ไม่ต้องฉีดยาศพ เพราะบริจาคร่างกายไว้แล้ว

นี่แหละการเตรียมตัวตายก่อนที่จะตายจริง เตรียมไว้ให้พร้อม คนอยู่หลังจะได้ไม่ต้องมาเสียเงินเสียทอง มานั่งทำพิธีศพแบบสิ้นเปลืองกัน

เราบอกว่า กระดูกก็ไม่ต้องเอากลับมาทำพิธีอะไร แล้วไม่ต้องเอากลับมาบ้านด้วย ยกให้เป็นอาจารย์ใหญ่ไปเลย เอากลับมาเดี๋ยวก็เก็บรักษาไม่ดี เป็นเชื้อราเพราะความชื้นอีก สุดท้ายเอาไปลอยน้ำอีก เสียประโยชน์ไปเปล่าๆ

ภรรยาเขาบอกว่า ตั้งใจทำแบบนั้น จะไม่ทำพิธีอะไรทั้งสิ้น ถ้าตายจริง โทรฯแจ้งรพ.จุฬา ให้มารับศพไปได้เลย  นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่สามีเขาได้สร้างกุศล

เราบอกว่า เอาเงินใส่มือนะ แล้วให้พูดที่ข้างหู ให้เขาตั้งใจอธิษฐาน แล้วนำเงินนั้นไปทำบุญหรือสังฆทาน ให้ทำแบบนี้ทุกวัน เพราะยังมีโอกาสทำอยู่ ตายแล้วจะไม่ได้ทำ

เขาบอกว่า ทำทุกวันเลย เวลานั่งเฝ้า จะสวดมนต์ให้สามีฟังตลอด แล้วคอยพูดเรื่องบุญกุศลให้ฟัง นี่เขาไม่ได้บอกกับคนแถวๆบ้าน เดี๋ยวชาวบ้านจะว่าบ้า เพราะไม่เข้าใจ

เราบอกว่า ดีแล้ว คนอื่นๆช่วยอะไรไม่ได้หรอก เราน่ะแหละต้องช่วยตัวเอง  ลุงยังหายใจได้อยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม แต่ยังสามารถให้ลุงสร้างกุศลได้

พูดไปแล้ว คิดถึงแม่นะ แม่น่ะทำประกันไปหนึ่งแสนบาท แม่บอกว่าเอาไว้สำหรับงานศพ เพื่อคนอื่นๆจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน เราน่ะพูดตั้งนาน เรื่องการสร้างกุศลก่อนตาย กว่าแม่จะยอมไปทำเรื่องบริจาคร่างกาย

แรกๆไม่ยอมเลย เราต้องยกเหตุผลต่างๆให้ฟัง เรื่องงานศพก็เหมือนกัน เราบอกว่า ตายแล้วก็แล้วกัน ก็แค่ร่างๆหนึ่ง เหมือนศพทั่วๆไปไม่แตกต่างเลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา กุศลก็น้อยมากๆ สู้บริจาคร่างสร้างกุศลจะดีกว่า

แล้วไม่ต้องมาทำพิธีอะไรให้วุ่นวาย ทางรพ.เขาจัดการให้เสร็จ ให้แม่เอาเงินแสนน่ะ มาทำบุญตอนที่มีชีวิตอยู่จยังดีกว่า กุศลได้เต็มๆ  ตายไปแล้ว แม่จะทำอะไรไม่ได้เลย   แม่งอนเราไปพักหนึ่งนะ กว่าจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูด

แต่ยังมีแย้งนะว่า หากน้องๆเราคิดจะจัดงานศพ ก็ให้จัดได้  เราล่ะเซงเลย เดี๋ยวดูนะ มีทะเลาะกันอีก เรื่องเงินช่วยงานศพ นี่ก็ของกูๆๆๆๆๆๆ เพื่อนกูๆๆๆๆๆๆๆ ส่วนเราน่ะ กูไม่เอา ของเพื่อนกู กูก็ไม่เอา ใครอยากได้ เอาไปเลย

สุดท้าย พี่น้องแตกคอกันอีก เพราะเรื่องเงินช่วยในงานศพ สองงานมาแล้ว มีเรื่องมาตลอด เราน่ะคนกลาง คอยพูดทั้งสองทางไม่ให้ทะเลาะกัน ก็อีแค่เงินงานศพ เดี๋ยวตายกันเอง ทีนี้ใครล่ะแย่งกันอีก เคยคิดกันบ้างไหม

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: