มิจฉาทิฏฐิในเรื่องสมาธิ

ลักษณะของผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องของสมาธิ มี ๒ สภาวะ คือ

๑. ชอบกล่าวเพ่งโทษสมาธิที่มีกำลังน้อย แต่กล่าวสรรเสริญสมาธิที่มีกำลังมาก

๒. ชอบกล่าวเพ่งโทษสมาธิที่มีกำลังน้อย แต่ชอบกล่าวสรรเสริญสมาธิที่มีกำลังมาก

เรื่องของสมาธิ จะเป็นสัมมาทิฏฐิได้ ต้องรู้ทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

ตลอดจนรายละเอียดของสภาวะทั้งหมด ซึ่งสามารถนำมาถ่ายทอดให้เป็นรูปธรรมให้เห็นชัดเจนได้ ไม่ใช่นำแค่ตัวบัญญัติมาอธิบาย แต่ไม่สามารถอธิบายในแง่ของสภาวะได้

เฉกเช่นเดียวกับสมถะและวิปัสสนา

ถ้าผู้ใดกล่าวยกย่องสมถะ แต่กล่าวเพ่งโทษวิปัสสนา หรือกล่าวยกย่องวิปัสสนา แต่กล่าวเพ่งโทษสมถะ

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสภาวะของผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องของสมาธิ บ่งบอกสภาวะถึงไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริงทั้งสมถะและวิปัสสนา หากเห็นจริงแล้ว จะไม่มีอคติทั้งสมถะและวิปัสสนา

ผู้ใดที่ชอบกล่าวอ้างว่าตนเป็นโน่นเป็นนี่ตามบัญญัติ แต่ยังมีสภาวะมิจฉาทิฏฐิในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ย่อมแสดงว่า ยังไม่ได้แจ้งในมรรค ๘

ฉะนั้นการที่มีสภาวะเช่นนี้ ย่อมชื่อว่า เป็นผู้มีสัญญาวิปลาส ซึ่งเกิดจากการให้ค่า การคาดเดาสภาวะที่เกิดขึ้น แต่หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

หากเห็นแล้ว ย่อมไม่เพียรสร้างเหตุแห่งการเกิด

เมื่อใดที่ละตัวตนได้ในระดับหนึ่ง เมื่อนั้นย่อมไม่มีอคติต่อทุกๆสภาวะ ต่อทุกๆรูปแบบ ไม่มีการให้ค่าว่าอะไรดีหรือไม่ดี ไม่สุดโต่ง ไม่มีการยึดติดทั้งรูปและอรูป

ลักษณะของจิตที่เกิดปัญญา

จิตจะมีสภาวะแจ่มใส เบิกบาน รู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้น ความคิดที่เกิดขึ้นจะมีแต่เรื่องราวของสภาวะ ซึ่งแล้วแต่ว่าจิตจะคิดพิจรณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา เกิดเอง เป็นเอง โดยที่จะไปคาดเดาไม่ได้

ลักษณะของผู้ที่รู้เห็นตามความเป็นจริงในระดับหนึ่ง

จะมีลักษณะที่เห็นได้เด่นชัดมากๆ คือ ไม่มากล่าวว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร เพราะสิ่งที่กล่าวออกมานั้น ล้วนเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ที่อยากมี อยากได้ อยากเป็นที่เกิดขึ้นอยู่ในใจ

สภาวะกิเลสตัวนี้จะมีสภาวะที่ละเอียดมากๆ หากกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิไม่มากพอ ยากที่จะมองเห็นหรือรู้ชัดในสภาวะกิเลสตัวนี้ได้

ต้องอาศัยการเจริญสติในการขัดเกลากิเลสอย่างต่อเนื่อง จึงจะรู้ชัดในสภาวะเหล่านั้นได้ หมั่นเพ่งโทษตัวเอง คอยจับจ้องกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

จะรู้เห็นแบบนี้ได้ ต้องมีกำลังของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่แนบแน่นมากพอ

ผู้ที่รู้แล้วเห็นแล้วในระดับหนึ่ง จะมุ่งแต่พระนิพพาน คือ ความดับ

ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีการสร้างเหตุแห่งการเกิดอีกต่อไป จึงมีแต่ความดับเพียงฝ่ายเดียว

จะดับเหตุทั้งปวงได้ ต้องดับที่ตัวเอง ต้องเรียนรู้ในตัวเองให้แจ่มแจ้ง ไม่ใช่ไปดับนอกตัว

หากยังมีการให้ค่าว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นเหตุสร้างการเกิดขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น เมื่อมีเกิด ต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล แล้วจะดับได้อย่างไร ในเมื่อยังสร้างเหตุของการเกิดอยู่

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: