การเห็นสภาวะสันตติ-ฆนะ ในแง่ของบัญญัติ

ใน ๖ ส่วน ในแง่ของการยก ( เท้าขึ้น ) ธาตุทั้ง ๒ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ มีประมาณต่ำ อ่อน ส่วนอีก ๒ ธาตุ ( คือ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ) มีประมาณมาก มีกำลังในการย่างเท้าและในการย้ายเท้าก็เหมือนกัน

ในการหย่อนเท้าลง ธาตุทั้ง ๒ คือ เตโชธาตุ วาโยธาตุมีปริมาณต่ำ อ่อน ส่วนอีก ๒ ธาตุ ( คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ ) มีประมาณมาก มีกำลัง ในการเหยียบและกดก็เหมือนกัน

ครั้นโยคีทำ ( ระยะของการก้าวเท้าก้าวหนึ่ง ) ให้เป็น ๖ ส่วนอย่างนี้แล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยความเติบโตขึ้นตามวัยนั้น

โดยส่วนทั้งหลาย ๖ ( ของก้าวเท้าก้าวหนึ่ง ) เหล่านั้น ยกขึ้นอย่างไร?

โยคีท่านนั้นพิจรณาเห็นอยู่ดังนี้ว่า ” ธาตุทั้งหลายในที่เป็นไป ในการยกเท้าขึ้นก็ดี รูปทั้งหลายใดอาศัยธาตุนั้นก็ดี สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดยังไม่ทันถึงการย่างเท้า ก็ดับไปในการยกเท้าขึ้นนี่เอง

เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด จึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนึ่ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปในการย่างเท้า ยังไม่ทันถึงการย้ายเท้า….

ที่เป็นไปในการย้ายเท้า ยังไม่ถึงกับการหย่อนเท้าลง ….

ที่เป็นไปในการหย่อนเท้าลง ยังไม่ทันถึงการเหยียบ …..

ที่เป็นไปในการเหยียบ ยังไม่ถึงกับการกด ก็ดับไปในการเหยียบนั่นเอง

สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในนั้นๆ ( มีการยกเท้าขึ้นเป็นต้น ) ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้ ( และ ) นอกนี้ ก็ทำเสียงตฏะตฏะแตกเป็นปล้องๆ เป็นข้อๆ เป็นท่อนๆ ณ ที่นั้นๆ นั่นเอง

เหมือนเมล็ดงา ที่เขาวางลงบนแผ่นกระเบื้องอันร้อน ทำเสียงตฏะตฏะ ( เปรี๊ยะๆ ) แตกไป ฉะนั้น

เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ” ฉะนี้แล

การกำหนดรู้รูปของโยคีท่านนี้ แจ้งสังขารทั้งหลายที่เป็นปล้องๆอย่างนี้ เป็นการกำหนดรู้ที่ละเอียดอ่อน

ฉะนั้น การใช้คำในการสอดแทรกการอธิบายของตำราต่างๆ ท่านผู้เขียนตำราจะมีหมายเหตุไว้ว่า ทำไมจึงเรียกแบบนั้นแบบนี้ เพราะบางคำ หาคำเรียกที่ชัดเจนลงไปไม่ได้ เช่น

วิปสฺสติ สมฺมสนฺติ ววฏฺฐเปต ปริคฺคคณหนฺติ ปริจฺฉินฺทติ แปลกันมาทางปริยัติว่า วิปสฺสนฺติ, วิปัสสนา = เห็นแจ้ง

สมฺมสนฺติ, สมฺมสน = พิจรณา

ววฏฺฐเปนฺติ, ววฏฺฐานํ ( หรือ ววตฺถานํ ) = กำหนด

ปริคฺคโห, ปริคฺคหิตํ = ยึดถือ,หวงแหน

ปริจฺฉินฺทนฺติ, ปริจฺเฉโท = กำหนด,จำแนก,ขอบเขต แต่ในทางปฏิบัติ มีความหมายตามไขคำว่า

วิปสฺสนฺติ = เห็นด้วยวิปัสสนาญาณ ( ตามลำดับญาณนั้นๆ )

สมฺมสนฺติ, สมฺมสนํ = กำหนดรู้ อธิบายว่า กำหนด ( เฉยๆ ) ไม่รู้จะกำหนดไปทำไม?

และจะแปลว่า พิจรณา ( ตามที่เรียนมาทางปริยัติ ) ก็เช่นกัน จะมัวไปพิจรณาอยู่ทำไม? กำหนดรู้ไปเลย

และท่านใช้ชื่อญาณด้วย คือ สัมมาสนญาณ = ญาณกำหนดรู้

ววฏฺฐเปนฺติ ก็แปลว่า กำหนดรู้ เช่น จตุธาตุววฏฺฐาน = กำหนดรู้ะาตุ ๔

ปริคฺคณฺหนฺติ,ปริคฺคเหตฺวา,ปริคฺโห,ปริคฺคหตํ ก็แปลว่า กำหนดรู้

ซึ่งในฎีกา ( ปรมตฺถมญฺชูสา,ติตยภาค, น. ๔๘๘-๙ ) ให้แปลอย่างนั้น โดยอธิบายไว้ว่า

” ปริคฺคเหตฺวาติ ญาเณน ปริจฺฉิชฺช คเหตฺวา = กำหนดถือไว้ ด้วยญาณ ”

ส่วน ปริจฺฉินฺทนฺติ แปลว่า จำแนก,กำหนด จึงแปลไว้ในที่นี้ ตามแนวไขคำ

สิ่งที่นำมาแสดงตรงนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ในแง่ของสภาวะที่ต้องอาศัยบัญญัติในการคิดพิจรณา แต่โดยตัวสภาวะที่แท้จริง จะรู้ขึ้นในจิตเอง ไม่มีคำเรียก ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่จะรู้โดยตัวสภาวะที่มาแสดงให้เห็นเอง

ฉะนั้นการตีความในพระไตรปิฎก ต้องแม่นโดยตัวสภาวะก่อน จึงจะนำมาสื่อในแง่ของบัญญัติที่เป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนได้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นณขณะนั้นๆโดยตัวของสภาวะเองนั้นเป็นอย่างไร

การรู้ จะรู้ทีละขั้น คือ รู้แบบหยาบๆตามกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิ แล้วรู้นั้นๆจะมีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆตามสภาวะที่มาแสดงให้เห็น เรียกว่า มหาปัจจเวกขณะ

โฆษณา

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: