พระนิพพานกับไตรลักษณ์

เพราะคิดจึงรู้

เป็นบัญญัติ เพราะอาศัยบัญญัติ เมื่อผัสสะเกิด มีการคิดพิจรณาในสิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

สภาวะ เห็นไตรลักษณ์ เห็นพระนิพพาน

คิดเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ หยุดคิดจึงรู้

เป็นปรมัตถ์ เพราะรู้อยู่กับรูปนาม เมื่อผัสสะเกิด แค่ดู แค่รู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต

สภาวะ เห็นไตรลักษณ์ เห็นพระนิพพาน

พระนิพพานกับอริยสัจจ์

เห็นอริยสัจจ์ ตัดภพตัดชาติ

เป็นปรมัตถ์ซ้อนปรมัตถ์

เห็นอริยสัจจ์ เป็นเหตุให้ตัดภพตัดชาติ เพราะจิตมุ่งพระนิพพาน ( ดับ ) อย่างเดียว

เป็นวิปัสสนาญาณ

พระนิพพาน .. รู้แล้วทึ่งมากๆ

เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า พระนิพพาน และสภาวะที่แท้จริงของพระนิพพาน แท้จริงแล้ว จริงๆนั้นหมายถึงอะไร และรูปธรรมที่แท้จริงของสภาวะนิพพานนั้นเป็นอย่างไร

เราถูกสอนมาว่า เวลาทำบุญ ให้อธิษฐานทุกๆครั้งที่ทำบุญว่า ” นิพพานัง ปัจจโย โหตุ ” ขอถึงซึ่งพระนิพพาน

พอถามคนอื่นๆว่า ทำไมต้องขอถึงพระนิพาน รูปร่างหน้าตาพระนิพพานเป็นอย่างไรเหรอ ใช่สวรรค์หรือเปล่า? สารพัดความสงสัยที่ถามๆ แต่คำตอบที่ได้มาคือ สารพัดคำตอบ

มาวันหนึ่ง ได้เจอพี่คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤษีลิงดำ เขาบอกว่า ต้องเอาปัจจุบันสิ ไปอธิษฐานแบบนั้น เมื่อไหร่จะได้ไปถึงพระนิพาน เราก็ถามนะ แล้วพระนิพานทำไมใครๆต้องอยากได้ อยากไปกัน จริงๆแล้วคืออะไรเหรอ?

พี่เขาตอบไม่ได้นะ มีแต่บอกว่า ได้ไปก็รู้เองแหละ ครูบาอาจารย์ท่านสอนมาแบบนี้ ให้ตั้งใจอธิษฐานแบบนี้ตลอดไป ไม่ต้องไปขอแบบอื่นๆ

เมื่อก่อนเราจะอธิษฐานหลังทำบุญว่า ขอให้เรียนเก่งๆ ( เรียนเก่งอยู่แล้ว แต่ยังไม่พอใจ อยากได้ที่ ๑ ตลอดไป ), ขอให้ร่ำให้รวย ( ที่บ้านพอมีพอกิน ไม่รวย )ฯลฯ เรียกว่าอะไรที่ไม่มี ขอหมด

ต่อมาเจอคนที่วัดมากขึ้น คำอธิษฐานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนมาเจอพี่คนนี้

เราก็มาร่างคำอธิษฐานขึ้นมาใหม่ โดยเอาสิ่งที่เราถูกสอนๆมา ให้เหลือแค่ข้อความที่กระชับ เขียนอยู่หลายวันเหมือนกัน แก้ข้อความใหม่หลายครั้ง กว่าจะได้ข้อความที่ถูกใจ

ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน ขอผลบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำกรรมฐานหรือถวายปัจจัยไทยทานแล้วในวันนี้ ขอผลบุญกุศลหนุนนำ ให้ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ ได้เกิดปัญญาญาณ ได้บรรลุมรรค,ผล ล่วงพ้นบ่วงมาร
เห็นแจ้งในพระนิพาน ในปัจจุบันหรือปัจจุบันธรรมนี้ด้วยเทอญ

ขอตั้งจิตอธิษฐาน – คำนี้ได้มาจากคำสอนของหลวงพ่อจรัญ การอธิษฐาน แปลว่า ตั้งใจทำ ไม่ใช่ไปขอให้ร่ำให้รวย อันนั้นเป็นการขอพร หรือให้พร

แล้วเราใช้คำว่า ” ตั้งจิต ” เติมลงไปข้างหน้า หมายถึงตั้งใจ

ขอผลบุญกุศล – ตรงนี้ได้จากคำสอนที่สอนว่า กุศลที่เราทำมาแต่ละครั้ง เปรียบเหมือนการสะสมทรัพย์ บุญก็สะสมได้

หนุนนำ – เป็นกำลังหนุนให้มีพลัง

ได้เกิดปัญญาญาณ – เมื่อก่อนไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ต้องมีความหมายดีอย่างแน่นอน อะไรที่มีคำว่า ญาณๆต่อท้าย ดีหมด เลยใส่ลงไปต่อจากปัญญา หมายถึง ปัญญาวิเศษ

บรรลุมรรค,ผล ,ล่วงพ้นบ่วงมาร – นำมาจากบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า แปลไม่ออก เขาบอกว่าให้อธิษฐานแบบนี้ ก็อธิษฐานแบบที่เขาแนะนำมา ปัจจุบันรู้แล้วว่า มรรค,ผลคืออะไร ละเอียดจริงๆ ยังไม่ได้เขียนลงในบล็อก

เห็นแจ้งในพระนิพาน – ตรงนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่รู้เลยว่าแปลว่าอะไร แล้วคืออะไร เขาแนะนำมายังไง ทำไปตามนั้น

เมื่อปฏิบัติมาถึงจุดๆหนึ่ง ในตำรามีเขียนบันทึกไว้ว่า เมื่อผู้ใดมาถึงสภาวะนี้แล้ว จิตมุ่งแต่พระนิพพานอย่างเดียว ต่อต้องให้คอพาดเขียงหัวขาด ถึงแม้ตายก็ยอม

ยิ่งคำกล่าวที่ว่า ” มีนิพพาน เป็นอารมณ์ ” ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก เราไม่เห็นนิพพานอะไรเลย ยิ่งปฏิบัติ นับวันยิ่งรู้ชัดในรูป,นามได้ดี จิตตั้งมั่น แนบแน่นได้นานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้สงสัยแบบก่อนๆคือแค่รู้ไป

เพราะพบเจอมาหลายๆสภาวะแล้วว่า ทำให้ต่อเนื่องนี่แหละ ทำมาก ทำน้อย ไม่ต้องไปกังวล ขอให้ทำเท่าที่ทำได้ แล้วจะได้คำตอบทุกๆสภาวะเอง ไม่ต้องไปถามใคร

ถามคนอื่นๆ มีแต่เป็นเหตุให้กลายเป็นความสงสัย ทั้งๆที่แค่อยากรู้ว่ามีใครเคยเจอสภาวะแบบนี้บ้าง

นี่เห็นไหม สงสัย แต่ไม่รู้ว่าสงสัย คิดว่าเป็นแค่ความคิด กิเลสมันไวนะ แต่ตอนนั้นยังแยกแยะรายละเอียดของสภาวะต่างๆแบบนี้ยังไม่ได้ เดี๋ยวนี้กระทบปั๊บรู้ทันที หยุดได้ทัน กิเลสบางตัวละเอียดมากขึ้น ต้องโง่ก่อน แล้วถึงจะอ้อ

เราก็ว่าเอ!!!! … ทำไมเราไม่รู้สึกซาบซึ้งในคำว่า ” พระนิพาน ” หรือ ” นิพพาน ” แบบที่ตำราเขียนเอาไว้เลย มีแต่ไม่อยากจะเกิดอีก ตั้งใจปฏิบัติต่อเนื่อง เพราะไม่อยากเจอคำว่าเสียใจ รู้แค่นั้นแหละ

อีกอย่าง เห็นว่า เมื่อปฏิบัติต่อเนื่อง นับวันชีวิตมีแต่ดีแล้วก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกข์น้อยลง มีความสุขทางใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทำให้เรารู้จักกับคำว่า ” พอ ” มันไม่ใช่แค่รู้สึกพอใจ มันรู้สึกถึงคำว่า ” พอ ” จริงๆ ไม่มีความอยากได้ใครดีอะไร

ไม่ได้อยากร่ำอยากรวย อยากมีอะไรๆแบบที่เวลาคนอื่นๆคุยกัน

เวลามีคนมาถามว่า ปฏิบัติเพื่ออะไร เราบอกว่า ไม่อยากเสียใจ เขาจะถามต่อว่า แล้วทำไมอธิษฐานขอไปนิพพาน เราบอกว่า เขาสอนๆมากันแบบนั้น แต่เราอธิษฐานด้วยใจที่ว่างเปล่า ไม่ได้รู้สึกพิเศษหรือรู้สึกอยากไปอะไร

เพราะไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร เขาบอกว่าต้องอธิษฐานแบบนี้ถึงจะดี ถึงจะถูกก็อธิษฐานตามที่แนะนำกันมา แต่ใจน่ะไม่ได้ไปรู้สึกอะไรด้วยหรอก เหมือนท่องปากเปล่าตามๆเขากัน

มีแต่ตอกย้ำให้ชัดๆ

เวลาที่รู้เกิดจะไหลเหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เกิดความคิดพรึ่บพรั่บในระยะสั้นๆ แต่เรื่องราวที่รู้นั้นมากมาย มีแต่สิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดพิจรณามาก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้น มาตอกย้ำให้ชัดๆว่า เราเคยทำแบบนี้มาหลายครั้ง เราเกิดมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว และนานเท่าไหร่แล้ว เป็นเหตุให้มองเห็นอีกอย่างในเรื่องของกรรม และวิบากกรรม ( เหตุกับผล ) ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

ใครว่าผลกรรมส่งผลช้า จริงๆแล้ว กรรมส่งผลตลอดเวลา มาในรูปแบบต่างๆ เช่นเรื่องการเกิดแต่ละครั้ง ล้วนคือวิบากกรรมหรือผลของกรรมที่ถูกทะยอยใช้ เพียงแต่จะรู้หรือยังเท่านั้นเอง หากยังไม่รู้ ย่อมหลงก่อเหตุใหม่ แทนที่จะยอมชดใช้

เช่น คนในสมัยก่อน ก่่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะมาเกิด เขาเล่าว่า คนในสัมยก่อนๆอายะยืนเป็นหมื่นๆปี มารุ่นหลัง อายุสั้นลงเรื่อยๆ ทำไมเป็นเช่นนั้น

ตรงนี้เป็นมุมมองของเรา

เรามองว่า ทุกคนถูกชดใช้กรรม แต่ไม่รู้ว่าถูกให้ชดใช้ โดยการเปลี่ยนเปลือก ( ร่างกาย ) เก่า ไปสู่เปลือก ( ร่างกาย ) ใหม่ ตามเหตุที่ทำมา รับผลของกรรมที่ทำไว้ อาจจะไปเกิดเป็นอะไรๆก็ตาม สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นผลของวิบากกรรม

เราเกิดมานานเท่าไหร่แล้ว แล้วก่อนที่เราจะเกิดมานั้น เราอยู่ที่ไหน มีตัวตนอย่างไร แล้วทำไมถึงมีเราเกิดขึ้นมาได้ เรื่องเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ชวนน่าสงสัย น่าค้นหาสำหรับคนบางคน

สำหรับตัวเรา เมื่อก่อนเคยคิดนะ เดี๋ยวนี้ไม่คิด เพราะสิ่งที่คิดเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยให้เราดับทุกข์ ไม่ได้ทำให้เราดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากตัวเราได้ มีแต่จะเสียเวลาในการค้นหาเรื่องนอกตัวเหล่านั้น

ถ้าได้คำตอบมา จะเชื่อได้อย่างไรว่าคำตอบนั้นคือ ความจริง เพราะเป็นแค่การอ่านหรือการฟังจากคนอื่นๆ เอาอะไรมาเป็นหลักฐานยืนยัน ไม่มีเลย มีแค่เขาเล่าว่า

ต้องรู้ ต้องแจ้งด้วยตัวเอง แล้วจะหมดสงสัย เหมือนเรื่องอริยสัจจ์ พอรู้รายละเอียดของสภาวะมากเท่าไหร่ สภาวะของอริยสัจจ์จะสั้นลง กระชับมากขึ้น

ทุกข์ คือ สภาวะบีบคั้น ความไม่ได้ดั่งใจ ( เข้าใจสภาวะทุกข์ ย่อมเข้าใจสภาวะสุข )

สมุทัย คือ เหตุของความทุกข์ ล้วนเกิดจากอุปทาน กิเลสที่เกิดจากการให้ค่ากันเอง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์หรือสุข ให้ค่าว่าดี ไม่ดี ใช่ ไม่ใช่ ถูก ผิด

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ล้วนเกิดจากเราทำหรือสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น จะดับทุกข์ทั้งปวงได้ ต้องดับที่ตัวเอง

มรรค คือ ทางหรือวิธีการ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะดับทุกข์หรือเหตุทั้งปวงได้ คือ การเจริญสติ ไม่มีวิธีอื่นๆที่จะดับทุกข์ได้สนิท วิธีอื่นมีแค่ดับชั่วคราวแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ได้อีก เรียกว่า เกิดๆดับๆไม่รู้จบ

แต่ผลของการเจริญสติ มีแต่ดับไปเรื่อยๆ สุดท้ายไม่ต้องมีอะไรที่จะต้องดับอีกต่อไป เพราะไม่มีเชื้อหลงเหลือ

สภาวะเบื่อ

ขอบอกว่าสภาวะนี่สุดยอดจริงๆ จากเบื่อสุดๆ ตอนนี้มาเป็นขี้เกียจสุดๆ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่ไม่หยุดทำ ทำมาก ทำน้อยไม่สำคัญ แต่ต้องทำ เพื่อให้มีเกราะป้องกันที่แข็งแรง

กิเลสมาหลายรูปแบบ ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ถูกทดสอบตลอดเวลา มีแก้ไขมั๊ย รู้ทันมั๊ย แล้วทำอย่างไรกับแต่ละสภาวะ มันจะมีแต่ปุจฉา-วิสัชชนาตลอด จิตกับจิต เพื่ออะไร ทำไม

หลังจากสภาวะใดสภาวะหนึ่งจบไป มักจะมีตัวรู้เกิดขึ้นเนืองๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่สภาวะเบื่อในรอบนี้ เกิดนานกว่าทุกๆครั้ง เจอกิเลสหลายตัว ทั้งความเบื่อ เบื่อมากๆ เบื่อสุดๆ ความขี้เกียจ ความง่วงแบบไม่มีสาเหตุ

เจอแค่ ๓ ตัวนี่ เล่นเอาเราเป๋เหมือนกัน แต่ปรับตัวเองได้ทัน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะโดนทั้ง ๓ ตัว มันไวมากๆเวลาเกิด ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เตรียมตัว เล่นเดี๋ยวนั้น ทำเดี๋ยวนั้น

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเจอแบบนี้ ท้อสุดๆ เดี๋ยวนี้ไม่ รู้แล้วว่าต้องทำตัวอย่างไรจึงจะเข้ากับสภาวะได้ ทำตามน้ำเท่านั้นเอง คือ ทำตามกิเลส ดีหรือไม่ดี ห่วยแตกขนาดไหน ให้แค่รู้ไป

ให้ค่าอยู่นะ แต่ไม่ไปทำให้ตัวเองทุกข์ เพียงมาปรับเปลี่ยนอิริยาบทให้เข้ากับสภาวะเท่านั้นเอง แล้วสภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจบด้วยตัวสภาวะเอง

เราถึงบอกไงว่า พอจับจุดสภาวะได้แล้ว การปฏิบัติจะสะดวกสบายมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพบแต่ความสุขทางจิตเนืองๆ โดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องสุขนอกตัว ที่ต้องอิงโน่นอิงนี่ อาศัยสิ่งโน้น สิ่งนี้มาทำให้เกิดความสุขทางใจ

เราจะแยกคำว่า ” จิต ” กับ ” ใจ ” ออกจากกันนะ ถ้าความสุขที่เกิดทางใจ นั่นคือ ยังต้องอาศัยสิ่งหรือเหตุปัจจัยจากภายนอก

ส่วนความสุขทางจิตนั้น เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติ แล้วสุขนี้จะเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่ต้องไปเจตนาทำเพื่อให้ได้สุขนั้นๆแต่อย่างใด เป็นความสุขที่สะอาด ใหม่ๆก็ระวังเหมือนกันนะ มันจะติดสุข เดี๋ยวนี้ไม่ต้องระวัง

เพราะรู้ดีว่า เดี๋ยวก็หายไปเอง ถ้าไม่ไปยึดย่อมไม่ติด เพราะถึงแม้จะเป็นสุขที่สะอาด แต่จะกลายเป็นกิเลสเล่นงานเราทันที ถ้าเราเกิดการยึดติด เป็นมาก่อนนะ ถึงเข้าใจสภาวะต่างๆเหล่านี้ดี เรียกว่าทะลุปรุโปร่งเลยก็ว่าได้ แค่สภาวะในตอนนี้นะ

ถ้าเจอสภาวะกิเลสที่ละเอียด เนียนกว่านี้ ก็ต้องโง่ก่อน โง่กับกิเลส แล้วถึงจะรู้ เราเลยชินเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะมาไม้ไหน มาแบบไหน ยอมรับได้หมด เพราะรู้ว่า เจริญสติต่อไปนี่แหละ ทำให้ต่อเนื่อง แล้วทุกๆสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง

สภาวะเบื่อที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดขึ้นนานกว่าทุกๆครั้ง สุดท้ายจบลงไปได้ พอจบก้มีความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นอีก รู้ในครั้งนี้เล่นเอาเราอึ้งไปเลย รู้แต่ไม่เคยคิดว่ารู้ อยากรู้จนหายอยาก พอได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ แต่ไม่เคยหาคำตอบเพราะรู้ดีว่าสักวันรู้เอง แล้วก็ได้รู้จริงๆ ผิดจากการคาดเดาเอาไว้มากๆ ” นิพพาน ”

ผลของจิตตั้งมั่นได้ในระดับหนึ่ง

ผลของการฝึกจิตให้ตั้งมั่นได้เนืองๆ ตั้งมั่นได้ทุกอิริยาบท จะเป็นตัวช่วยในเรื่องของสภาวะต่างๆได้เยอะมากๆ เรียกว่าอยู่ได้ทุกสภาวะ ได้ทุกอิริยาบท เราถึงไม่เกิดความทุกข์เพราะคิด ที่เกิดจากการให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้นแบบก่อนๆ

จิตที่ถูกฝึก

๑๑ พค.๕๔

จิตที่ถูกฝึกโดยการเจริญสติมาในระดับหนึ่ง ถึงแม้ยังมีการให้ค่า มีการยึดติดเพราะยังมีกิเลสอยู่ แต่จะไม่สุดโต่งเหมือนตอนที่ยังไม่ได้ฝึก

ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ ฝึกให้ชำนาญทุกๆสภาวะ ทุกๆอิริยาบท จะถูกให้เรียนรู้เดิมๆซ้ำๆทุกๆสภาวะ

ไม่ว่าจะเป็นสภาวะกิเลสตัวใดก็ตาม สภาวะที่เกิดขึ้นจะเดิมๆซ้ำๆ ตั้งแต่หยาบๆที่มองเห็นเป็นรูปธรรมได้ จนกระทั่งละเอียด ที่ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ จะไปรู้ชัดในจิตแทน ( จิตเห็นจิต ที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ )

หากสติ สัมปชัญญะ สมาธิยังไม่มากพอ จะย่ำเดิมๆซ้ำๆอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะรู้ชัดในสภาวะนั้นๆได้ แล้วสภาวะจะเปลี่ยนไปเป็นสภาวะที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะพลาดท่าเสียทีกิเลส แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้

สติไม่มากพอ สัมปชัญญะเกิดขึ้นไม่ได้

สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ สมาธิเกิดได้ ( บางคนเกิดได้ บางคนเกิดไม่ได้ แล้วแต่เหตุที่ทำมา ) แต่ไม่สามารถรู้ชัดในรูป,นามได้ เพราะสมาธิบดบังสภาวะ

มีทั้งสติ และสัมปชัญญะ แต่กำลังสมาธิไม่มากพอ จะรู้อยู่ในรูป,นาม นานๆไม่ได้ รายละเอียดของสภาวะที่เกิดขึ้นยิ่งยากที่จะรู้ชัดได้

ตั้งมั่นแค่สั้นๆ รู้แค่สั้นๆ

ตั้งมั่นได้นานและแนบแน่น รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้นานและชัดมากขึ้น

ความก้าวหน้า

นับว่าเป็นเรื่องที่ดีตามความเป็นจริง เพราะว่า สร้างเหตุกันอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น แค่เราทำใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างมันก็จะจบลงไปโดยสภาวะเอง เมื่อไม่มีการตอบโต้ เหตุใหม่ย่อมไม่มี เมื่อไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มีต่อ ทุกเรื่องราวย่อมจบลงแค่นั้นเอง

ความก้าวหน้าทางจิตดูตรงไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าก้าวหน้าจริงๆ

ดูที่การยอมรับ เวลาเกิดการกระทบ โดยเฉพาะเจ้าตัวความไม่ชอบใจที่เกิดขึ้น รู้แต่ไม่เอา คือไม่ตอบโต้ได้ นั่นแหละตัววัดผล

ส่วนในใจรู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่ไม่ส่งผลออกมาภายนอกซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการกระทำ กลายเป็นเหตุใหม่ไปทันที เหตุมี ผลย่อมมี

ไม่เที่ยง

สภาวะนี่นะ เป็นตัวสอบอารมณ์ตลอดเวลา เช้าปีติ บ่ายสังเวชใจ เพราะความไม่รู้ของคน ทำให้อีกหลายร้อยชีวิตต้องเดือดร้อน การแผ่เมตตาสามารถทำได้ตลอดเวลา ขอเพียงจิตตั้งมั่นเท่านั้นเอง ความไม่รู้ นี่แหละความไม่รู้ ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

พ่อ,แม่ สามี,ภรรยา พี่,น้อง คนรู้จัก,คนไม่รู้จัก ตลอดจนสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือที่มักจะเรียกกันว่า วิญญาณ ทุกๆสรรพนามที่นำมาเรียก ล้วนเป็นเพียงสมมุติ

เราไม่อาจจะรู้ได้ว่า ใครคนไหนสร้างเหตุร่วมมาด้วยกันอย่างไร จึงต้องมาพบเจอกันในสภาวะต่างๆ มาอยู่ร่วมกันตามสถานะของสมมุติ แต่แท้ที่จริงแล้ว เราต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากทุกคนเข้าใจหรือรู้ตามความเป็นจริงได้

สภาวะมีแต่การเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีการหวนหลังหรือคิดจะถอยหลังกลับไปอีกแล้ว ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น เรามักจะเกิดตัวรู้ขึ้นมาเนืองๆ เป็นการตอกย้ำสภาวะตลอดเวลา

เป็นเหตุให้ สภาวะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า ก้าวย่างอย่างมั่นคง เพราะนับแต่นี้ไป จะไม่มีคำว่า เสียใจ เกิดขึ้นในใจดวงนี้อีกต่อไป ไม่ว่าจะประสบด้วยเหตุอันใดก็ตาม

นี่คืออีกหนึ่งตัวรู้ที่รู้ในขณะนี้ แต่รู้นั้นๆเปลี่ยนแปรได้ตลอด คือ ทุกๆรู้ จะมีความรู้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆตามสภาวะ เป็นเหตุให้รู้นั้นๆมีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น

ความทุกข์

ความทุกข์

ความทุกข์โดยทั่วๆไปคือ ความบีบคั้น ความทนอยู่ไม่ได้ ความไม่พอใจ แล้วแต่เราจะให้ค่าที่เกิดจากอุปทานต่อสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ นั่นก็เรียกว่า ความทุกข์

หนทางดับทุกข์ ทุกข์ในใจนี้ คือ การเจริญสติ เรียกว่าเป็นฉบับพกพา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ อวัยวะร่างกายจะสมประกอบหรือไม่ สามารถทำได้ทุกรูปทุกนาม ได้ทุกกาล เรียกว่า ไม่จำกัดกาล

เรื่องวัย ร่างกาย ตลอดจนองค์ประกอบทั่วสกลกาย จะพร่องหรือเต็ม ล้วนมีค่าเท่าๆกัน ไม่มีความแตกต่างกันเลย ทุกคนสามารถทำได้หมด ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่ทำมานั่นเอง

ความดับทุกข์ คือ ดับที่เหตุ เหตุเกิดที่ไหน ที่ตัวเราของเรานี่แหละ ไม่ใช่ที่ไหนเลย

คำว่า ความดับ บางคนอาจจะเข้าใจว่า ทำให้สภาวะนั้นๆที่เรียกว่าทุกข์นั้นๆ ให้สิ้นไป หายไป จริงๆแล้ว เปล่าเลย

เรามาเจริญสติ เพื่อจะได้มีสติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ทำให้อยู่กับปัจจุบันได้ อยู่กับทุกข์ ที่เกิดจากอุปทานการให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบ เจ้าตัวกูของกูนี่แหละที่เป็นตัวก่อให้เกิดขึ้นมาเอง

เมื่อเรามี สติ สัมปชัญญะดี เราย่อมอยู่กับปัจจุบันได้ อยู่กับทุกข์นั้นๆได้ โดยไม่ไปรู้สึกอะไรกับทุกข์ที่เกิดแต่อย่างใดเลย ไม่ใช่มาทำเพื่อให้ความทุกข์ดับหายไปแต่อย่างใด

ทุกข์น่ะมีอยู่ อยู่แบบที่เคยมี เพราะสังขาร( การปรุงแต่ง ,การให้ค่า ) เราไปห้ามไม่ได้ มีแต่รู้เท่าทันได้ รู้เท่าทันต่อจิตที่กำลังจะปรุงแต่งต่อสิ่งที่มากระทบอายตนะ นี่ไง ถึงบอกว่า รู้ว่าทุกข์ แต่อยู่กับทุกข์นั้นๆได้

คนเราก็มีแค่นี้แหละ เวลาประสบสิ่งที่พอใจก็ให้ค่าว่าสุข เวลาประสบสิ่งที่ไม่พอใจก็ให้ค่าว่าทุกข์ ทั้งๆที่ ทั้งสุขและทุกข์ตามสภาวะจริงๆนั้นไม่มีอยู่จริง
แต่สุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคนนั้น ล้วนเกิดจากอุปทานให้ค่าตามความคิด ตามความรู้สึก ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆกันเอง

ถ้าสติดี สัมปชัญญะดี ย่อมรู้เท่าทันต่ออุปทาน เกิดการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยนั้นๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในจิต ทุกข์หรือสุขนั้นๆจะแค่รู้ แต่ไม่ไปเกิดความรู้สึกร่วมกับทุกข์หรือสุขนั้นๆแต่อย่างใดเลย

อธิบายยากนะ คือ มันมี แต่ไม่เอา มันแค่รู้ว่ามี แล้วก็ดับหายไป ไม่มาเกาะเกี่ยวจนกลายเป็นเหตุหรือทำให้เกิดความทุกข์นั้นๆขึ้นมา

ความหมายของคำว่า ทุกข์ ทางด้านปริยัติ

๑. ทุกขธรรม ธรรมที่เป็นทุกข์ ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕ หรือ กาย,ใจ

๒. ทุกขลักษณะ เครื่องหมายที่กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ ได้แก่การเกิดดับติดต่อกันอยู่อย่างไม่ขาดสาย

๓. ทุกขานุปัสสนา ปัญญาที่มีการพิจรณาเห็นความเป็นทุกข์อยู่เนืองๆ ในรูป,นาม ขันธ์ ๕ หรือ กาย,ใจ หรือขณะที่เห็นการเกิดดับของรูป,นาม ขันธ์ ๕ อยู่นั้น

ความรู้สึกในขณะนั้นก็เกิดขึ้นว่า กาย,ใจ นี้ เป็นของน่าเกลียด น่ากลัว ไม่ดี เป็นภัย จะหาความสุขสบายจากกาย,ใจอย่างแท้จริงนั้น หาไม่ได้เลย ได้แก่ปัญญาที่ในมหากุศล,มหากิริยาขณะกำหนดรูป,นาม ขันธ์ ๕ หรือ กาย,ใจ

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: