นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตา

เป็นเมื่อก่อนล่ะก็ งงเป็นไก่ตาแตก คำครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า นิพพานไม่ได้เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา แต่เป็นวิมุติ

เจอคำนี้เอาอีกแล้ว วิมุติคืออะไรล่ะ แปลว่านิพพานงั้นเหรอ

วันนี้กระจ่างแจ้งเลย รู้แจ้งแล้วว่า นิพพานแท้ที่จริงคืออะไร มีสภาวะอย่างไร

นี่เห็นไหม ต้องโง่มาก่อนนะ ไม่ใช่โง่กับใครหรืออะไรเลย โง่กับกิเลสของตัวเรานี่แหละ โง่ให้กับความที่ยังมีตัวเรา,ของเราอยู่ ต้องโง่ก่อนที่จะรู้

โง่อย่างไร ความผิดพลาดไง หลงสร้างเหตุไปด้วยความที่สติยังไม่ทัน รู้แล้วแต่ไม่ทันกิเลส

ความมีอัตตาตัวตน ตัวกู ของกูมันชอบแสดง มันยังยอมไม่ได้เวลาที่สติไม่ทัน แต่ยอมได้หมดจิตหมดใจ ยามสติทัน ต่อให้ต้องตายก็ยอม ไม่คิดต่อกรใดๆกับกิเลสเลย เพราะรู้แล้วว่า มันมีแต่เหตุแล้วก็เหตุ เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลอย่างแน่นอน

พอรู้ทั้งความหมายและสภาวะที่แท้จริงของคำว่า ” นิพพาน ” หรือ ” พระนิพพาน ”

โถๆๆๆๆ แท้ที่จริงแล้ว เราสร้างเหตุอันเป็นแดนเกิดของพระนิพพานมาตลอด แต่ไม่รู้เลยว่าเหตุที่สร้างอยู่นั้น เรียกว่า ” นิพพาน ”

นิพพาน เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา และไม่เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา

นิพพานเป็นอนัตตา

ไตรลักษณ์ เป็นตัวให้เห็นนิพพาน เรียกว่า เห็นแค่ชั่วขณะ

นิพพาน คือ ความดับ

ไม่มีเหตุ ไม่มีผล คือ ดับเหตุทั้งปวง ต้นเหตุของการสร้างเหตุทั้งปวง คือ กิเลส

การกระทำให้ถึงพระนิพพานคือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งมีตั้งแต่หยาบๆ จนกระทั่งละเอียด ที่เกิดจากผัสสะจนกระทั่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

สภาวะของนิพพาน ได้แก่ว่างจากกิเลสทั้งปวง ไม่มีเกิด ไม่มีการกำเริบอีกต่อไป

การเห็นไตรลักษณ์ ในชั่วขณะหนึ่ง ณ เวลานั้น จิตย่อมเกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่เกิดขึ้น

สภาวะที่เกิดขึ้นขณะนั้นคือ ว่างจากกิเลสทั้งปวงชั่วขณะ

จึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า เห็นอนัตตาคือเห็นพระนิพพาน เป็นเพียงอุบายในการสอนเท่านั้นเอง เพื่อให้เข้าใจในนิพพานได้ง่ายมากขึ้น

กล่าวตามสภาวะที่แท้จริงคือ ไตรลักษณ์ คือไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ ไม่ใช่พระนิพพาน

เพราะสภาวะของไตรลักษณ์ประกอบด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ส่วนนิพพาน คือความดับฝ่ายเดียว ไม่มีทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นองค์ประกอบ เรียกว่า ไม่มีไตรลักษณ์เป็นองค์ประกอบในสภาวะที่แท้จริงของนิพพาน

เพียงแต่การเห็นไตรลักษณ์ เป็นเหตุที่สามารถให้ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน คือ ความดับไม่มีเหลือ

การเห็นไตรลักษณ์ต้องแยกออกมาอีก

แบบหยาบๆ คือจากการการอ่าน การฟัง ( สุตมยปัญญา ) ยังมีการเกิดของกิเลส เมื่อยังมีกิเลส ย่อมมีการสร้างเหตุ ด้วยความไม่รู้

แบบกลาง จากการ น้อมเอาคิดเอา ( จินตมยปัญญา ) ยังมีการเกิดของกิเลส เป็นการถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ยังสร้างเหตุที่มีให้ค่าว่าถูก,ผิด ตามความคิดของตัวเอง ยังไม่ใช่จากการเห็นตามความเป็นจริง

แบบละเอียด จากการภาวนา จนเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นในจิต เกิดสภาวะสุมจเฉทประหาน จึงดับกิเลสสิ้นไม่มีเหลือ เรียกว่า นี่คือ นิพพานที่แท้จริง ที่ดับอย่างเดียว ไม่มีการเกิดหรือกำเริบขึ้นมาอีกของกิเลส

นิพพานเป็นอัตตา

ผู้ที่สามารถเข้าออกสมาธิได้คล่องแคล่ว สามารถบังคับสมาธิให้เกิดได้ทุกอิริยาบทตามใจนึก นิพพานจึงเป็นอัตตาเพราะเหตุนี้ เพราะบังคับให้เกิดได้

ขณะที่จิตเป็นหนึ่งหรือเป็นสมาธิ ย่อมกดข่มกิเลสต่างๆเอาไว้ ไม่ให้เกิด ชั่วขณะจิตนั้น เรียกว่า จิตถึงซึ่งพระนิพพานชั่วขณะหนึ่ง

พอหมดกำลังของสมาธิ กิเลสย่อมเกิดและกำเริบขึ้นมาใหม่ได้อีก

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะกล่าวว่า นิพพานเป็นอนัตตา หรือ นิพพานเป็นอัตตา ล้วนไม่มีใครผิด มีแต่ถูกตามความหมาย คือ ดับกิเลส หรือดับเหตุทั้งปวง ถึงแม้จะชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของพระนิพพานนั้น ไม่ได้เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา แต่เป็นโดยตัวสภาวะของพระนิพพานเอง คือ ความดับสิ้นไม่มีเหลือ ไม่มีการเกิดหรือการกำเริบของกิเลสอีกต่อไป

ส่วนอนัตตาและอัตตา ยังมีการสร้างเหตุอยู่ จึงย่อมมีผลให้ได้รับอยู่ จึงไม่ใช่สภาวะนิพพานที่แท้จริง เกิดแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง ยังเป็นแค่เปลือก แต่ยังไม่ถึงแก่น

ตราบใดที่ยังมีการสร้างเหตุของการเกิด ยังไม่ใช่ผู้ที่เห็นนิพพาน เห็นแล้วจะมุ่งดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง ส่วนจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุที่ทำมา และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย

จิตมุ่งพระนิพพาน มุ่งสร้างเหตุของการดับเหตุทั้งปวงอย่างเดียว คือ กิเลสที่มีอยู่ในจิต

เพียงแต่จะเข้าใจนิพพานได้โดยสภาวะ ต้องอาศัยทั้งอนัตตาและอัตตาในการเรียนรู้ ถ้าไม่มีทั้งอนัตตาและอัตตา จะเอาที่ไหนมารู้

เห็นอัตตาคือ เห็นความโง่ที่ยังคงมีอยู่ โง่กับกิเลสของตัวเอง

เมื่อรู้แล้ว จะเห็นความผิดพลาดได้ไวมากขึ้น แล้วจะมุ่งสร้างแต่เหตุที่เป็นการดับเหตุทั้งปวง

เห็นอนัตตา คือ เห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่ง เป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุปทานที่ยังมีการให้ค่าต่อผัสสะที่เกิดขึ้น แล้วหลงยึดมั่นถือมั่น เลยกลายเป็นการสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้

เมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ จิตย่อมเกิดการปล่อยวางลงไปเองเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ต้องคิดจะปล่อยวาง เหตุที่เกิดใหม่ ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ นับว่าเป็นการส้ร้างเหตุใหม่ที่มุ่งดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากการเห็นตามความเป็นจริง

ฉะนั้น พระนิพพาน จึงไม่ใช่สิ่งที่เกินกำลังที่ทุกๆคนจะไม่สามรถทำได้ ทุกๆคนสามารถทำได้ และถึงแม้จะยังไม่ได้ถึงแก่น อย่างน้อย ได้แค่เปลือกก็ยังดี แล้วทำความเพียรต่อไป ทำต่อเนื่อง เจริญสตินี่แหละ

สติ สัมปชัญญะและสมาธิ เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะพาทุกคนไปถึงแก่นแท้ของพระนิพพานได้

เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ เราจึงมองเรื่องพระนิพพานเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆที่อยู่ใกล้ตัว ติดตัวเราตลอดเวลา กิเลสบดบังดวงตาให้มืดบอด จิตย่อมไม่กระจ่างแจ้ง

เมื่อยังไม่เห็นตามความเป็นจริง นิพพานเลยกลายเป็นเรื่องที่นึกภาพไม่ออก คิดเท่าไหร่ๆก็ไม่ออก ต้องลงมือเจริญสติ จึงจะรู้ได้แบบหยาบๆก่อน จนกระทั่งละเอียด จึงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

ทีนี้ก็เหลือแค่สร้างเหตุที่พาไปถึงแก่นพระนิพพานเท่านั้นเอง

ข้อเตือนใจ

ยิ่งสภาวะละเอียดมากเท่าไหร่ สภาวะสุขย่อมเกิดขึ้นในจิตเนืองๆ ซึ่งเป็นหลุมพรางกับดักของกิเลสอย่างหนึ่ง จะเป็นเหตุให้เราคิดว่า ถ้าทำแบบนี้ได้ รู้แบบนี้ อยากจะเกิดอีก ไม่กลัวความทุกข์แล้ว เพราะความทุกข์ไม่สามารถทำอะไรเราได้

คิดแบบนี้ คือ ผู้ที่ตกอยู่ในความประมาท ประมาทในกิเลส หลงกับดักกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง

การเกิดแต่ละครั้ง ต้องโง่มาก่อนที่จะรู้ เรียกว่าโง่มาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ แล้วคิดเหรอว่า จะสามารถระลึกได้ทั้งหมดในสิ่งที่ทำๆมา ขนาดเอาแค่ปัจจุบันชาติ จำได้หมดไมว่าทำอะไรไว้บ้าง

แม้กระทั่งเรื่องในอดีตชาติ จำได้ไหมว่าทำอะไรไว้บ้าง ปฏิบัติไว้แค่ไหน จนมาถึงปัจจุบันสภาวะถึงได้เป็นแบบนี้ คาดเดาไม่ได้เลย ถึงบอกไงนั่นคือ โง่ แค่คิดอยากจะเกิดอีกน่ะโง่มากๆ เอาชีวิตไปเสี่ยงกับกิเลสที่มองไม่เห็น

ต้องรู้ด้วยจิต แล้วต้องฝึก ต้องทำอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเข้าใจและลึกซึ้งในกิเลสที่มีอยู่ในจิต

เราน่ะผ่านมาหมดแล้ว เคยหลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง ทั้งๆที่ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งที่รู้ ที่เห็น ยังโดนกิเลสเล่นงานเอา เลยหลงสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้

ถึงบอกไงว่า คนที่เที่ยวมาพูดว่า ตัวเองปฏิบัติแล้วได้อะไร เป็นอะไร เรียกว่าอะไรน่ะ นั่นยังโง่อยู่นะ โง่กับกิเลสของตัวเองแต่มองไม่เห็น โง่กับกิเลสส่วนลึก ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นที่แฝงอยู่ แต่เพราะกิเลสบดบังจนมืดมิด เลยมองไม่เห็น

หลงคิดว่า สบายแล้ว พ้นแล้ว อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ ที่ไหนได้ ยิ่งบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วพยายามยัดเยียด พยามสอนคนอื่นๆ นั่นแหละคือตัวสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยความโง่ของกิเลส

ผลย่อมมีอย่างแน่นอน แล้วจะมาพูดว่ามุ่งพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ได้อย่างไร

มีแต่การสร้างเหตุตามใจกิเลส ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นตามบัญญัติที่คิดว่าใช่ ถ้ามุ่งสร้างเหตุให้ถึงพระนิพพาน ต้องมุ่งดับเหตุ ไม่ใช่สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ การกล่าวโทษนอกตัวนี่ ไม่มีอีกแล้ว

เพราะเคยโง่มาก่อน จึงเข้าใจในสภาวะเหล่านี้ดี ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งเนียนมากขึ้นเท่านั้น ขนาดทำผิดศิล ยังคิดเข้าข้างตัวเองเล๊ยว่า ให้ดูที่เจตนา

ศิล

เรื่องของศิล คำว่า ” ให้ดูที่เจตนา ” หมายถึง ผลที่ได้รับ เจตนาตั้งใจทำมากเท่าไหร่ ผลย่อมได้รับตามที่เจตนา ไม่ใช่ยึดว่า ทำผิดศิลหรือไม่ ให้ดูที่เจตนา

คำว่า ” ให้ดูที่เจตนาเป็นอุบายในการสอน เพื่อให้ระมัดระวังในการกระทำ การระมัดระวัง เป็นการสร้างสติ ให้เกิดขึ้นก่อนที่จะลงมือทำ จนกว่าตัวสัมปชัญญะจะเกิดน่ะแหละ ศิลจะสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ต้องระวัง

ข้ออ้างของคนที่โกหกแม้กระทั่งตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าโกหก

ชอบกินเหล้า ก็อ้างว่า กินเหล้าไม่ผิดศิล เพราะมีสติรู้ว่าควรกินแค่ไหน เอาอะไรมาวัดล่ะ สติชั่งกิโลได้เหรอ วัดได้เหรอ โกหกตัวเองยังไม่รู้ว่าโกหก

วุ่นวายกับเมียชาวบ้าน อ้างว่าไม่ผิดศิล เพราะไม่ได้มีอะไรกัน แค่มีความสุขเล็กๆน้อยๆยามที่ได้พูดคุยกัน

ฯลฯ

มีแต่กิเลสตามใจตัวเองทั้งนั้น ศิลไม่ต้องนำมาอ้างกันหรอก นี่ขนาดแค่ศิลแบบหยาบๆ ยังมีการเลี่ยงคำภีร์ตลอด แล้วถ้าศิลขั้นละเอียดจะขนาดไหน

ใครๆที่ชอบประกาศตน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ที่มาบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร นั่นน่ะหลักฐานยืนยันว่าตกหลุมพรางกิเลสแต่ยังไม่รู้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า แค่กิเลสของตัวเองยังไม่รู้

นับประสาอะไรกับคำบัญญัติที่นำมาเรียกๆตามความอยากที่มีอยู่ จะไปรู้ได้อย่างไรว่า สภาวะที่แท้จริงของคำเรียกเหล่านั้น เป็นอย่างไร

นำเรื่องโง่ๆที่ตัวเองเคยโง่มาแบ่งปันกัน

จงอย่าไปคิดว่าปฏิบัติแล้วได้อะไร เป็นอะไร ให้ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเป็นหลัก ขนาดตอนนั้น ที่ปฏิบัติ ไม่เคยคิดว่าอยากเป็นอะไร ไม่เคยรู้จักคำบัญญัติที่นำมาเรียกๆกัน เพิ่งมารู้ในตอนหลัง ยังโดนกิเลสเล่นได้เลย เล่นเอาหลงไปพัก

ตอนนี้รู้ชัดแล้วว่า เราปฏิบัติเพื่อดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากตัวเราเอง ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อได้อะไรเป็นอะไร ตราบใดที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนเป็นเหตุของการสร้างเหตุให้เกิดขึ้นของการเกิดทั้งสิ้น

เพราะมีแต่การยึดติด มีแต่การให้ค่าจากการคิดว่าได้อะไร เป็นอะไร จึงมองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นๆ มานะตัวนี้ร้าย มีแต่อคติว่าต้องแบบนั้นดี แบบนี้ดี แบบนั้นไม่ดี แบบนี้ไม่ดี คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ย่อมมีอย่างแน่นอน

เพราะไม่สามารถอธิบายข้อโต้แย้งได้ว่า ทำไมจึงบอกว่าดี บอกว่าใช่ บอกว่าไม่ดี บอกว่าไม่ใช่ มันจึงเป็นการสร้างเหตุวิวาทะเกิดขึ้น เพราะรู้ต่างกัน เข้าใจต่างกัน เหตุเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

ส่วนการไปบอกว่า ใครใช่หรือไม่ใช่ เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรนั้น ล้วนเป็นการสร้างเหตุทั้งนั้น มีแต่กิเลส เมื่อมองไม่เห็น จึงมีการกล่าวว่าใช่หรือไม่ใช่

ใครจะใช่หรือไม่ใช่ เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไร นั่นเป็นเหตุของคนอื่นๆเขา ไม่ใช่หน้าที่ที่จะไปบอกว่าใครใช่หรือไม่ใช่ เหตุใหม่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่รู้ว่ากำลังทำให้เกิดขึ้น ผลที่ได้รับย่อมมีอย่างแน่นอน

( ตรงนี้โดนมาหมดแล้ว พอโง่ถึงได้รู้ )

จงดูกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ใช่ไปดูว่าได้อะไร เป็นอะไร

บัญญัติต่างๆที่มีไว้เป็นแนวทางนั้น ล้วนบ่งบอกไว้ชัดว่า เป็นนี้ๆละกิเลสแบบนี้ๆ จนกระทั่งหมดกิเลส เป็นเพียงอุบายในการสอน จริงๆแล้วให้ดูกิเลสที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในจิต ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น

ถ้ายังมี แล้วจะเรียกว่าละได้อย่างไร ละได้จริงต้องไม่มี จุดสุดท้ายของคำสอนทั้งหมด หรือของสภาวะทั้งหมดคือ สติ สัมปชัญญะและสมาธิเท่านั้นเอง จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริงตั้งแต่สภาวะหยาบๆจนกระทั่งสภาวะละเอียด

กิเลสเนียนมากๆ สภาวะยิ่งละเอียดมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น ดูทัน เหตุย่อมจบได้ไว ดูไม่ทัน จมกับกองกิเลสต่อไป

โฆษณา

จิตมุ่งพระนิพพาน

ไม่ว่าสภาวะจะเกิดจากผัสสะภายนอก หรือที่เกิดขึ้นภายในคือ จากจิตที่ไม่ต้องมีผัสสะภายนอกแต่อย่างใด

ผัสสะภายนอก ได้แก่ ตากระทบรูป แล้วจิตเกิดการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยที่เคยสร้างเหตุร่วมมากับสิ่งๆนั้น

ผัสสะภายใน ได้แก่ เกิดขึ้นเอง โดยที่ไม่มีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้อง

ไม่ว่าจะเกิดจากภายนอกหรือภายใน หากแค่ดู แค่ดู จะเห็นแต่ไตรลักษณ์ จิตจึงการปล่อยวาง มุ่งแต่พระนิพพานเพราะเหตุนี้ เป็นผู้ไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป มาถึงตรงนี้จิตจะเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จะแค่ดู แค่รู้

แม้ต้องตายก็ยอม เป็นผู้ไม่กลัวตาย เพราะเข้าใจถึงเหตุและผล รู้ชัดในความตายดี ว่า ความตายที่แท้จริงแล้วคืออะไร จึงเป็นผู้ไม่กลัวตายเพราะเหตุนี้ สภาวะนี้เป็นสภาวะของผู้ที่รู้อยู่ รู้ชัดในรูปนามได้ดี อันนี้พูดตามสภาวะจริงๆ

ต่อให้เจอสภาวะสุขขนาดไหน เจอสิ่งที่เรียกว่าดี ก็ไม่ยึด ไม่ดี ก็ไม่ยึด แค่ดู แค่รู้ได้มากเท่าไหร่ เห็นแต่ความไม่เที่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้มีแต่การถ่ายถอนอุปทาน กิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ จิตมุ่งแต่เพระนิพพาน เป็นผู้ไม่หันหลังกลับ

คำว่า ” จิตมุ่งพระนิพพาน ” ถ้ารู้และเข้าใจความหมายของพระนิพพานและสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริง จะร้องอ้อเลยนะว่าทำไมถึงเขียนแบบนี้

นิพพาน แปลว่า ดับ

ดับ คือ ดับเหตุที่เป็นแดนเกิด

เหตุที่เป็นแดนเกิดของเหตุทั้งปวงได้แก่ กิเลส

ดับเหตุทั้งปวง มุ่งดับที่ตัวเอง กิเลสที่ยังมีเหลืออยู่ ถูกทบทวน ถูกให้ทำข้อสอบตลอดเวลาจากตัวสภาวะ

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: