เห็นอริยสัจจ์

การเห็นอริยสัจจ์เป็นเพียงแค่มรรค ยังไม่ใช่ผลที่แท้จริง จึงเป็นที่มาของคำว่า โสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผล

เพราะจะต้องเกิดปัจจเวกขณญาณ คือ

สำรวจทบทวนดูมรรค ๑

สำรวจทบทวนดูผล ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้ว ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ยังหลงเหลืออยู่ ๑

สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน ๑

เพราะว่า พระอริยบุคคลท่านนั้น สำรวจทบทวนดูมรรคว่า ” ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่แล้ว ” ๑

จากนั้นสำรวจทบทวนดูผลว่า ” อานิสงส์นี้ ข้าพเจ้าได้รับแล้ว ” ๑

จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ต้องฆ่าด้วยมรรค ๓ เบื้องสูงว่า ” กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ๆของข้าพเจ้ายังเหลืออยู่ ” ๑

และในที่สุดทบทวนดูพระอมตนิพพานว่า ” พระธรรมนี้ ข้าพเจ้าแทงตลอดด้วยอารมณ์แล้ว ” ๑

พระโสดาบันอริยสาวกมีปัจจเวกขณะ ๕ ฉันใด แม้พระสกทาคามีและพระอนาคามีทั้งหลาย ก้มีปัจจเวกขณะ ๕ ฉันนั้น แต่ของพระอรหันต์ไม่มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่เหลือแล ( เพราะท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว )

ที่เรียกว่า ปัจจเวกขณะ ( การสำรวจทบทวน ) รวมทั้งหมดจึงมี ๑๙ ประการด้วยฉะนี้

ปัจจเวกขณะญาณของพระโสดาบัน ๕ พระสกทาคามี ๕ พระอนาคามี ๕ ของพระอรหันต์ ๔ รวมเป็น ๑๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

” สมาธิมานนฺตริกญฺมาหุ ”

” ซึ่งปราชญ์ทั้งหลายเรียกกันว่า อานันตริกสมาธิ ( คือ มรรคสมาธิซึ่งให้อริยผลในทันที ” )

และตรัสไว้ว่า

” ….. ทนฺธํ อานนิตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยาย ”

” ….. ( เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน ) บุคคลนั้นจึงบรรลุอานันตริกสมาธิ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายช้า ” ดังนี้เป็นต้น

บทความปัจจเวกขณะญาณ ที่นำมาอ้างอิง นำมาจากหนังสือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ รจนา สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( อาจ อาสภมหาเถร ) แปลและเรียบเรียง

ผลญาณ

การประหาณกิเลสในมรรคญาณ เรียกว่า สมุทเฉทปหาน

การประหาณกิเลสในผลญาณ เรียกว่า ปฏิปัสสัมภนปหาน

มีอุปมาเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ฟืนอยู่ บุคคลต้องการจะดับไฟจึงเอาน้ำไปรดที่ฟืนนั้น ไฟก็จะดับไป เมื่อไฟดับแล้วยังมีไอเหลืออยู่ ต่อเมื่อเอาน้ำรดอีก ๒-๓ ครั้ง ไอก็จะเงียบหายไป ข้อนี้ฉันใด เมื่อกิเลสได้ถูกประหาณโดยมรรคญาณเป็นสมุทเฉทแล้ว

แต่อำนาจของกิเลสนั้น ยังคงเหลืออยู่ เช่นเดียวกับเอาน้ำรดไฟจนดับแล้ว ยังมีไอเหลืออยู่

และการเอาน้ำมารดอีก ๒-๓ ครั้ง จนไอเงียบหายไปนั้น เปรียบเหมือนการประหาณอำนาจของกิเลสโดยผลญาณนั่นเอง ฉะนั้นจึงเรียกว่า ปปฏิปัสสัมภนปหานดังนี้ ผลญาณนี้จัดเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิโดยอนุโลม

อริยบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจรณามรรค,ผล,นิพพาน เฉพาะท่านที่เป็นพหุสูตคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลือ

ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้นไม่ได้พิจรณาสอบสวนเพราะไม่รู้ปริยัติ แต่ทำการกำหนดต่อไป

จาก วิปัสสนาทีปนีฎีกา รจนาโดย ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ

โฆษณา

อุลลปนาธิปายโสดาบัน

อุลลปนาธิปายโสดาบัน

ได้แก่ผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุมรรค,ผล แต่คิดว่าตนเองบรรลุมรรค,ผล จากการอ่าน การฟัง หรือการปฏิบัติแต่ยังอยู่ในขั้นจินตามยปัญญา แล้วพบเจอสภาวะต่างๆ คาดเดาเอาเองว่า สภาวะที่ตนเองได้พบเจอนั้นตนเองได้บรรลุมรรค,ผลแล้ว

อธิมานิกโสดาบัน

ได้แก่ ผู้ที่เข้าใจผิดว่าตนเองได้บรรลุมรรค,ผลแล้ว โดยมีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเคยได้ยินว่า สภาวะอย่างนั้นเป็นการแสดงว่าได้มรรค,ผลแล้วประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง เพราะได้ฟังเทศน์ลำดับญาณของอาจารย์ ซึ่งเข้าใจเอาเองว่า เป็นการรับรองของอาจารย์อีกประการหนึ่ง

การได้ฟังเทศน์ลำดับญาณไม่ได้หมายความว่า อาจารย์รับรองว่า ผู้นั้นได้บรรลุมรรค,ผลเพียงแต่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติได้มีโอกาสสำรวจตัวเองว่า การปฏิบัติของตนนั้นมีสภาวธรรมต่างๆเกิดขึ้นตรงกับที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาไว้หรือไม่

บุคคลทั้งสองประเภทนี้จะชอบโอ้อวดว่าได้ แต่พอนานๆเข้า จิตใจที่ตนยึดมั่นถือมั่นอยู่ในองคคุณของพระโสดาบันก็จืดจางลง เป็นเหตุให้ประพฤติปฏิบัติตนขาดไปจากองคคุณนั้นๆ มีการล่วงอกุศลกรรมบถ เช่น เสพสุราและกล่าวมุสาวาทเป็นต้น

อริยโสดาบัน

เป็นผู้ที่ได้อริยมรรค, อริยผลอย่างแท้จริง การประพฤติปฏิบัติใดๆ ถึงแม้จะเป็นเวลาภายหลังการปฏิบัติไปแล้ว ช้านานเพียงไรก็ตาม ก็จะไม่มีการเสื่อมไปจากองคคุณแห่งโสดาบันเป้นอันขาด

เพราะการบรรลุอริยมรรค,อริยผลอย่างแท้จริงนั้น ได้ประหาณกิเลสซึ่งจะทำให้ปฏิบัติผิดไปจากองคคุณนั้น เป็นสมุจเฉทไปแล้ว

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: