น้ำตาหยดสุดท้าย

วันนี้เป็นวันที่ปลื้มปีติมากๆๆๆ ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ จิตรู้ชัดในรูป,นามได้ดี มีคำถาม ถามขึ้นมาว่า พระอัญญาเห็นอะไร?

เหมือนมีคนถามคำถามกับเรา แต่เราชินกับสภาวะจิตถามจิตแบบนี้แล้ว เลยไม่รู้สึกแปลกใจอะไร พอได้ยินคำถาม เราก็คิดนะ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา พระองค์ทรงอุทานว่า อัญญาสิเห็นแล้วหนอ ซึ่งคำถามนี่เราเคยถามท่านมหาไว้ว่า ท่านอัญญาเห็นอะไร ซึ่งเขาบอกว่า เห็นอริยสัจ ๔

จิตนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก โสฬสญาณหรือญาณ ๑๖ ต่างหาก หาใช่อริยสัจจ์ไม่ ท่านอัญญาได้ผ่านสภาวะอุทยัพพยญาณ การเห็นไตรลักษณ์เป็นครั้งแรกต่างหาก

เป็นเหตุให้พระองค์ทรงอุทานเช่นนั้น เพราะเป็นที่ยืนยันได้ว่า พระธรรมที่พระองค์ทรงพบนั้น ไม่ผิดอย่างแน่นอน สามารถสอนให้คนอื่นๆเดินตามหรือทำตามได้ และสามารถเห็นได้ด้วยตนเอง

เฉกเช่นที่พระองค์ทรงค้นพบพระธรรมนี้ด้วยตัวของพระองค์เอง

การเห็นไตรลักษณ์ครั้งแรก เริ่มที่อุทยัพยญาณ ซึ่งสภาวะนี้เราเคยนำไปเล่าให้พระอาจารย์ฟังว่า เราได้เห็นอะไร ที่มันไม่มีคำเรียก แต่มีคนบอกกับเราว่าเราได้เห็นการเกิดดับของรูปนาม

ซึ่งพระอาจารย์บอกว่า ถ้ามีคำเรียก เป็นสัญญาวิปลาส เราบอกว่ามันไม่มีคำเรียก แต่มันรู้ คำเรียกนั้นคนอื่นบอกมาอีกที

เราเห็นสภาวะนี้ตอนที่ผ่านทุกขเวทนาทางกาย ปวดหลังสุดๆ เสียงดังเปรี๊ยะ เหมือนแผ่นหลังเราแยกออกจากกัน เหมือนร่างเราถูกจับฉีกแยกออกจากกัน เราจำสภาวะนี้ได้ดี

แล้วเราเห็นแสงสว่างเต็มไปหมด แล้วเห็นเวทนาตั้งแต่กำลังเกิด ขณะที่เกิด จนกระทั่งหายไป หลังจากนั้น จำได้ดีสภาวะนี้ มันมีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมา เราไม่ได้คิดอะไรเลย

ตัวรู้นั้นขึ้นมาว่า ทุกสิ่งมีแต่รูปนามกับสมมุติเท่านั้นเอง มันรู้แบบนี้จริงๆ ทั้งๆที่เราไม่ได้เรียนอภิธรรม เรามารู้ทีหลังว่า สิ่งที่รู้นั้นเป็นอภิธรรม หรือ ขันธ์ ๕

สุดท้ายมีแค่ สิ่งที่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง ตั้งแต่นั้นมาเป็นเหตุให้เรารู้จักคำว่า สภาวะและกิเลส จำได้ดีนะ จำไม่มีลืมในการเห็นครั้งแรก

สภาวะนั้นจะเกิดแค่ระยะเวลานานเท่าไหร่เราไม่รู้ แต่รู้สึกเหมือนแค่แว๊บเดียว ตั้งแต่นั้นมา เราเริ่มเห็นไตรลักษณ์จากการเดิน ๖ ระยะ เริ่มรู้จักคำเรียกต่างๆ เช่น อนิจจานุปัสสนาที่แท้จริง

แล้วสภาวะของเราใช้รูปนามมาตลอดตั้งแต่นั้นมา สภาวะไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่รู้ว่าเรียกว่าไตรลักษณ์ มารู้ที่หลังทั้งนั้นเลย

ตั้งแต่แจ้งสภาวะของนิพพาน จิตเบิกบาน โปร่งโล่งเบาสบายมากๆ ตัวรู้หรือตัวปัญญาผุดขึ้นมามากมาย เรื่องของพระอัญญานี่ เป็นสิ่งที่เราเคยสงสัยนานมาแล้ว จนลืมไปแล้ว วันนี้ได้คำตอบชัดเจน

เพราะเมื่อแม่นยำในสภาวะ จิตจะเหมือนแก้ว ส่องสภาวะได้ทะลุ เห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ เรียกว่าพูดอะไรมาจะรู้เลยว่า อยู่ในสภาวะไหน เรียกว่าอะไร จะรู้ทันที

น้ำตาร่วง

ไม่คิดนะว่าจะมีการน้ำตาร่วงอีกครั้ง เกิดปีติ เกิดความอัศจรรย์ในจิต ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ รู้สึกมหัศจรรย์จริงๆแบบบอกไม่ถูก

เราน่ะหลงกิเลสตั้งนาน หลงว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วเรียกว่าอะไร กว่าจะชัดแจ้งได้ กว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริงได้ กินเวลาไปหลายปี หลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง

ตั้งแต่ปี ๔๘ นี่ปี ๕๔ เป็นเวลา ๖ ปี กับสภาวะปัจจเวกขณญาณ ทบทวนกิเลส ส่วนสภาวะนิพพานไม่ต้องพูดถึง รู้โดยแก่นแท้ ตอนนั้นยังไม่รู้จริงๆ รู้แค่ว่าดับที่เหตุเท่านั้นเอง

ไม่ได้รู้ซึ้งถึงตัวสภาวะที่แท้จริง

จะไม่ให้รู้สึกปีติจนน้ำตาร่วงได้ยังไง รู้แต่ไม่เคยรู้สภาวะที่แท้จริง ทั้งที่สร้างเหตุของสภาวะนิพพานมาตลอด แต่ไม่เคยรู้เลย จนกระทั่งจิตมันไม่สนใจเรื่องเป็นอะไร ได้อะไรจริงๆ

เรียกว่า ความอยากต่างๆแทรกไม่ได้แล้ว จิตรู้ชัดในรูปนามมาตลอด โดนทดสอบมาตลอด ไม่เคยถอยหนี ยืนนิ่งๆ เอาสติตั้งรับ เกิดอะไรก็ยอม สุดท้าย จิตปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง

พอแจ้งในสภาวะของนิพพานที่แท้จริง ตัวรู้หรือปัญญาเกิดขึ้นมากมาย ไขข้อข้องใจทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องที่เคยข้องใจมานานแล้ว ยังมาตอบคำถามให้ เรียกว่า สิ้นสงสัยจริงๆ

คือเราไม่เคยสงสัยในพระรัตนตรัยเลย เชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนว่ามีอยู่จริง เพียงแต่ยังมีอยู่บ้างที่สงสัยในเรื่องของบางสภาวะเวลาที่มีคนนำมาสนทนา

วันนี้กระจ่างแจ้งทุกๆเรื่อง เรียกว่าสิ้นสงสัย ไม่มีการสงสัยอะไรอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังคงเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เห็นแต่ความไม่เที่ยงตลอดเวลา เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบัน

โฆษณา

เห็นอริยสัจจ์ ตัดภพตัดชาติ

ผู้ที่เห็นอริสัจจ์โดยสภาวะของอริยสัจจ์ที่แท้จริง เรียกว่า เป็นการตัดภพตัดชาติอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ถูกรู้นั้น เป็นการรู้แบบตัดภพตัดชาติ

คือ รู้จักตัวกู ของกู โดยสภาวะที่แท้จริง ทิฏฐิกิเลสตัวนี้แหละ ที่เป็นตัวก่อภพก่อชาติ ตรงไหนมีตัวกู ของกู ตรงนั้นมีย่อมเหตุ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

หากเห็นตัวกูที่มีอยู่จริงๆ ผู้นั้นจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ มุ่งดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง ( กิเลส ) ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม แต่สภาวะจะดำเนินไปเอง

เหตุที่แสดงให้เกิดขึ้น

จะไม่มีการไปกล่าวโทษนอกตัว แต่มุ่งชำระจิต ขัดเกลาจิตของตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน ไม่ว่าที่คิดว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดทั้งสิ้น

เพราะสิ่งที่คิดว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นการคาดเดา เกิดจากอุปทานที่ไปให้ค่าต่อผัสสะ ให้ค่าตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่กับสิ่งๆนั้น ให้ค่าตามกิเลสที่มีอยู่ อยู่ที่ว่า สติจะรู้เท่าทันไหม ถ้ารู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิตได้ สภาวะย่อมจบได้ไว

หากยังไม่สามารถรู้เท่าทันได้ เหตุย่อมเกิดยืดยาวต่อไปอย่างแน่นอน แล้วจะเรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้อย่างไร มีนิพพานเป็นอารมณ์จริงๆ มันต้องดับ ต่อให้ใครมาฆ่าก็ยอม ไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น เพราะเข้าใจในเหตุทั้งปวง

กลัวตายกับผู้ไม่กลัวตาย

คำว่ากลัวตาย กับคำว่า ผู้ไม่กลัวตาย ต้องแยกสภาวะให้ออก

เหตุที่บอกว่า แม้แต่ใครจะฆ่าก็ยอม ยังมีความกลัวตายอยู่ ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ยังกลัวตายอยู่นะ เพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ ยังมีการยึดติดกับกายนี่อยู่ จึงยังมีการกลัวความเจ็บอยู่ จึงเป็นคนที่มีความกลัวตาย

เหตุที่ว่าใครจะทำร้ายๆอะไรๆ แม้ถึงขั้นต้องเสียชีวิตหรือต้องตายก็ยอมนนั้น ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ยังกลัวตายอยู่ แต่ก็ยอม เพราะเข้าใจถึงเหตุและผลได้ดี ว่า วันนี้ไม่ตาย วันหน้าก็ต้องตาย อยู่ที่ไหนๆถึงเวลาก็ต้องตาย

จึงไม่คิดตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น จิตมีแต่ให้การอภัยและให้การอโหสิกรรมต่อคนที่มาทำร้ายหรือหมายปองชีวิต เพราะเคยทำกับเขาไว้ เขาจึงมาทำกับเราเช่นนี้ หากเรายังยอมไม่ได้ นั่นคือ เหตุไม่จบ เมื่อเหตุไม่จบ ผลย่อมมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

คำนินทา

เรื่องกลัวตายกับไม่กลัวตาย สภาวะนี้ไม่แตกต่างกับสภาวะอื่นๆ เป็นตัววัดผลว่า เห็นตามความเป็นจริงได้จริงหรือไม่ มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้จริงหรือไม่ นึกถึงพระพุทธเจ้า เรื่องการนินทา

ตอนที่พระอานนท์มังนะจำไม่ได้ ที่ขอให้พระองค์หนีคนที่นินทา พระองค์ทรงตรัสว่า อานนท์ ไม่ว่าจะหนีไปที่ไหนๆ ไม่มีพ้นไปจากคำนินทาได้ คำตรัสนี้ลึกซึ้งนะ พระองค์ทรงสอนเรื่องของเหตุและผล

ตราบใดที่ยังมีผล เหตุย่อมมี ถ้ายอมชดใช้ ผลย่อมหมดไป เหตุย่อมไม่มี นี่คือ การดับเหตุอย่างแท้จริง

ส่วนคำสอนต่างๆในเรื่องการนินทานั้น ล้วนเป็นเพียงอุบาย ไม่ให้ไปผูกจิตเอาไว้กับกิเลส ซึ่งเป็นเหตุของการก่อภพก่อชาติ เช่นเดียวกับอุบายในการสอนเรื่องความง่วง ที่พระพุทธเจ้าทรงให้อุบายกับพระโมคคัลลานะ

จิตนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก รู้ชัดในสภาวะหนึ่ง ตัวปัญญาแจ่มชัดขึ้นไปอีก

พระอัญญาเห็นอะไร?

ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สัพพันตัง นิโรธธัมมัง สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๕ กลุ่มพระปัญจวัคคีย์

ทันทีที่โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงเกิดปีติโสมนัส ด้วยทรงเห็นว่ามีผู้สามารถรู้แจ้งตามพระองค์แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า

“อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
โกณฑัญยะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
โกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ”

โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานขึ้นต้นด้วยคำว่า “อัญญาสิ” จึงได้มีคำหน้าโกณฑัญญะว่า ‘อัญญา’ เป็น ‘อัญญาโกณฑัญญะ’ มานับแต่วันนั้น

พร้อมกับได้ดวงตาเห็นธรรม อัญญาโกณฑัญญะก็หมดความสงสัยในพระพุทธเจ้า จึงทูลขอบวช พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไปโดยชอบเถิด”

จบพระพุทธดำรัสอัญญาโกณฑัญญะถือว่าได้บวชเป็นพระสมบูรณ์แบบในพระพุทธศาสนา และปรากฏชื่อว่า ‘พระอัญญาโกณฑัญญะ’ มานับแต่วันนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะบวชด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา และได้เป็นพระสงฆ์สาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้าด้วยประการฉะนี้

ครั้นทรงสอนพระอัญญาโกณฑัญญะให้ได้ดวงตาเห็นธรรมและทรงบวชให้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนพระวัปปะกับพระภัททิยะ และพระมหานามะกับพระอัสสชิ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรมและทรงบวชให้ตามลำดับดังกล่าวแล้ว

พระอัญญาเห็นอะไร? ใช่อริยสัจ ๔ ตามที่เขาเล่าว่ากันมากระนั้นหรือ?

นี่เป็นสภาวะของอนัตตา
ก่อนเห็นอริยสัจจ์ ต้องเห็นแจ้งในสภาวะนี้ก่อน

 

ตอนที่พระอัญญาบอกสภาวะกับพระพุทธเจ้าว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งๆนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอุทานว่า อัญญาสิเห็นแล้วหนอๆ

อัญญาสิเห็นอะไร ซึ่งเราเคยถามคำถามนี้กับคนอื่นๆ คำตอบที่ได้มาคือ พระอัญญาเห็นอริยสัจจ์

มาวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว พระอัญญาไม่ได้เห็นอริยสัจจ์ แต่เห็นไตรลักษณ์

สติ สัมปชัญญะต้องดี สมาธิต้องดี เรียกว่า รู้ชัดอยู่ในรูปนามได้ดี จึงจะเห็นอย่างนั้นได้

 

หมายเหตุ;

เวลาอธิบาย ต้องแยกสภาวะออกจากกัน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สัพพันตัง นิโรธธัมมัง สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”

ตรงนี้หมายถึง อริยสัจ 4
ส่วนตรงนี้
“อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ โกณฑัญยะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ”

ได้แก่ อนัตตา

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง “อนัตตา”

ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) กับ ใจที่รู้อยู่

สามารถมีเกิดขึ้น

1. ขณะดำเนินชีวิต

2. ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(รูปฌาน,อรูปฌาน)

3. ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

 

 

 

นิพพาน-ผล

การเห็นอริยสัจ ๔ ( สัจจานุโลมิกญาณ ) เป็นเพียงแค่มรรค ยังไม่ใช่ผล จะเกิดปัจจเวกขณญาณ ทบทวนสภาวะกิเลสที่เหลืออยู่ และที่สำคัญที่สุด ต้องแจ้งสภาวะของนิพพาน โดยตัวสภาวะจริงๆ จึงจะเรียกว่า ผล

จึงเป็นที่มาของคำว่า โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

การเห็นอริยสัจจ์ในครั้งแรก ไม่ว่าจะเห็นโดยสุตตะ จินตะ หรือาภาวนา ( ญาณ ๑๖ ตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป )

ผู้ที่เห็นอริสัจจ์ครั้งแรก จะมีสภาวะเหมือนๆกันหมด คือ เจอตัวโมหะ แต่ไม่รู้ว่าเจอ หลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง หลงว่าได้อะไร เป็นอะไร เพราะความหลงที่ยังมีอยู่ จึงกลายเป็นการสร้างเหตุไปไปด้วยความไม่รู้

เพราะความหลง จึงเป็นที่มาของโสดาบัน ๓ ประเภท อุลลปนาธิปายโสดาบัน ๑ อธิมานิกโสดา ๑ อริยโสดาบัน ๑

สภาวะของผู้ที่เห็นอริยสัจจ์

จะมีสภาวะมุ่งดับที่เหตุหรือกิเลสของตน คือ มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ถ้าไม่รู้ปริยัติ จะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนมุ่งทำอยู่นั้น เรียกว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์

แม้กระทั่ง ผู้ที่รู้ปริยัติ ก็ไม่แน่ว่าจะรู้จักสภาวะของการมีนิพพานเป็นอารมณ์หรือเปล่า

ในแนวทางปฏิบัติ

ผู้ที่เกิดปัจจเวกขณญาณ สภาวะจะไม่มีตกต่ำไปกว่าอุทยัพพยญาณ จะมีสภาวะเป็นปรมัตถ์ตลอดไป เรียกว่า จิตเป็นสมาธิเนืองๆ รู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ดีทุกอิริยาบท ผ่านญาณแต่ละญาณจะเห็นแต่ไตรลักษณ์

เห็นความเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ เห็นโทษของการเกิด เห็นการเกิดคือความโง่ ความประมาทที่มีอยู่ ทำให้การเกิดเป็นของที่น่ากลัว การกระทำจึงมุ่งดับเหตุที่ตนเอง เลิกเพ่งโทษผู้อื่น

ส่วนจะเกิดปัจจเวกนานขนาดไหนนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา เห็นแต่ไตรลักษณ์ตลอด จนจิตเกิดการปล่อยวางโดยไม่ต้องคิดปล่อยวาง อะไรกระทบมาก็แค่ดู แค่รู้

เมื่อจิตวางอุเบกขาลงไปได้ เรียกว่าไม่มีกิเลสเข้ามาแทรก จะเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะที่ติดข้องอยู่ หลงกิเลสในบัญญัติ เมื่อเห็นกิเลสตัวนี้ได้ จิตจะปล่อยวางในสิ่งที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร จิตกลับมาเป็นปกติแค่ดู แค่รู้อยู่อย่างนั้น

แล้วพอแจ้งในสภาวะของนิพพาน ทุกๆสภาวะที่ค้างคาใจ หรือมีคำถามที่คิดไว้อยู่ในใจ จะได้รับคำตอบทุกๆคำตอบ เรียกว่า ปิดข้อโต้แย้งได้หมดโดยตัวของสภาวะเอง

สภาวะแรกของการเห็นแจ้งในพระนิพพาน

เมื่อแจ้งในพระนิพพาน สภาวะแรกที่เจอคือ จิตเบิกบาน โล่ง เบาสบาย มีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมากมาย ไหลออกมาดั่งสายน้ำ พุ่งออกมาพรวดๆๆๆๆ ครั้งนี้ไม่ต้องจดบันทึกแต่อย่างใด เพราะเป็นการทบทวนสภาวะทั้งหมดให้รู้ละเอียดมากขึ้น

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หรืออิริยาบทย่อยอื่นๆ จิตเป็นสมาธิได้ตลอด รู้ชัดในกายได้ดี เห็นจิตได้ชัดแจ่มแจ้งกว่าเมื่อก่อน กิเลสนี่ชัดแจ๋วกว่าเมื่อก่อน เห็นได้ชัด ย่อมดับได้ไว

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: