แสดงวิโมกขมุขสังคหะ

สุญฺญตานุปสฺสนา อนิตฺตานุปสฺสนา อปฺปณิหิตานุปสฺสนา เจติ ตีณิ วิโมกฺขมุขานิ จ เวทิตพฺพานิ.

วิโมกฺขมุขมี ๓ อย่าง คือ

๑. สุญฺญตานุปสฺสนา คือ การหลุดพ้นด้วยการพิจรณาว่าเป็นของสูญ

๒. อนิตฺตานุปสฺสนา คือ การหลุดพ้นด้วยการพิจรณาเห็นว่าไม่มีนิมิต

๓. อปฺปณิหิตานุปสฺสนา คือ การหลุดพ้นด้วยการพิจรณาเห็นว่าไม่เป็นที่ตั้งของตัณหาปณิธิ

อธิบาย คำว่า วิโมกมุข แยกเป็น ๒ บท คือ วิโมกฺข บทหนึ่ง มุข บทหนึ่ง

วิโมกฺข แปลว่า การข้ามพ้นกิเลส

มุข แปลว่า เป็นประตูหรือเป็นปาก หมายความว่า เป็นประตูเข้าทางอริยมรรค ได้แก่

๑. สุญฺญตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนัตตลักขณะ

๒. อนิตฺตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนิจจลักขณะ

๓. อปฺปณิหิตานุปสฺสน วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากทุกขลักษณะ

สุญฺญตวิโมกฺขมุข หมายความว่า ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนา กำลังดำเนินไปอยู่ รูป,นามสังขารมีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลงๆ เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาดหายไปดับไป

ลักษณะอาการอย่างนี้ชื่อว่า สุญฺญตวิโมกฺขมุข คือ ดับทางอัตตา หรือเข้าสู่มรรคทางอนัตตา

อนิตฺตวิโมกฺขมุข หมายความว่า ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนา กำลังดำเนินไปอยู่ รูป,นามสังขารมีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่งเป็นธรรมดา แล้วค่อยๆเร็วเข้าๆในที่สุดดับไปเลย

ลักษณะอาการอย่างนี้ชื่อว่า อนิตฺตวิโมกฺขมุข คือ ดับทางอนิจจังหรือเข้าสู่มรรคทางอนิจจัง

อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข หมายความว่า ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนา กำลังดำเนินไปอยู่ เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาอย่างแรงกล้า เช่น เกิดแน่นหน้าอกเรื่อยขึ้นมาถึงลำคอในที่สุดก็ดับไป

ลักษณะอาการอย่างนี้ชื่อว่า อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข คือ ดับทางทุกขัง หรือเข้าสู่มรรคทางทุกขัง

นักศึกษาทั้งหลายพึงจำไว้ให้มั่นว่า การที่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาจะเข้าสู่มรรคญาณ บรรลุพระนิพพานได้นั้น จะต้องเข้าทางพระไตรลักษณ์ คือ อริจจลักขณะ,ทุกขลักขณะ,อนัตตลักขณะ

โดยเข้าตามประตูทั้ง ๓ ตามวาสนาบารมีที่ตนได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ชาติก่อนดังกล่าวมานี้เท่านั้น จะเข้าทางอื่นนั้นไม่ได้ จะติดขัดด้วยประการทั้งปวง

และการที่ผู้ปฏิบัติจะรู้แน่แท้แก่ใจตนว่า ตนได้เคยสร้างสมอบรมบารมีมาทางไหน ย่อมจะรู้ได้อย่างแน่นอนในฐานะวุฏฐานคามินีวิปัสสนากำลังเป็นอยู่ โดยแสดงพระไตรลักษณ์ที่มีกำลังมากที่สุดให้ปรากฏเห็นอย่างชัดเจนนี้เอง

เพราะพระไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน แก่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจนได้บรรลุอริยมรรค,อริยผลอย่างชัดเจนทุกคนไป

เหตุนี้ จึงมีข้อควรทราบคือ อาจมีผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีความมึนเมาด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิกิเลส สำคัญว่าตนเป็นผู้วิเศษ มีจิตสว่างสงบได้พบพระนิพพานแล้ว โดยที่ตนไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ( ไม่ผ่านวิปัสนาญาณ )มาเลย

ได้แต่คิดนึกไปด้วยอำนาจจินตามยปัญญา แล้วสั่งสอนคนทั้งหลายด้วยภาษาอันเข้าใจบ้าง,ไม่เข้าใจบ้างอย่างผิดแบบแผน โดยนัยที่ว่า

พระนิพพานนั้นไม่ต้องไปปฏิบัติให้เหนื่อยยากลำบาก เพียงแต่ทำจิตให้ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ก็เป็นสุญญตานิพพานแล้ว

เรื่องนรก,สวรรค์เป็นเรื่องของคนพาล,คนโง่ เป็นเรื่องของเด็กอมมือที่ยังมีอุปทานยึดอยู่เท่านั้น หรือบางทีผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีอาการยิ่งกว่าทิฏฐิวาทีตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่เคยบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาอีกเช่นกัน

อยู่ๆก็จะกล่าวออกมาว่า ตุ๊เจ้าขา ( ตุ๊ เป็นภาษาทางเหนือ ใช้เรียกพระภิกษุ ) เราเป็นผู้สำเร็จแล้ว ได้มรรค,ผล,ธรรมวิเศษ สำเร็จวิปัสสนาแล้ว ได้วิโมกธรรมสูงสุดของพระพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ก็มี

ตามตัวอย่างที่ยกมานี้ แสดงว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีภาวนามยปัญญา ไม่รู้จักวุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ คือ ลักษณาการที่จะก้าวเข้าสู่มรรคทางพระไตรลักษณ์ว่า ตนเข้าถึงโดยพระไตรลักษณ์อย่างไหน และพระไตรลักษณ์นั้นมีลักษณะอาการเป็นอย่างไร

ถ้าเขาเหล่านั้นไม่รู้แจ้งชัดในปัญหาที่ว่า มานี้แล้ว มรรค,ผลที่เขาเข้าใจเอาเองนั้นก็ไม่ใช่มรรค,ผลที่ประเสริฐ

ถึงจะมั่นใจว่าเป็นมรรค,ผล ก็คงไม่ใช่มรรค,ผลในพระบวรพุทธศาสนา แต่เป็นมรรค,ผลจอมปลอม เป็นการเข้าใจผิด ยึดถือในการปฏิบัติอันไม่ถูกต้อง

อันมรรค,ผลที่แท้จริงนั้น ย่อมปรากฏมีแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนาอันประเสริฐสูงสุดของเราเท่านั้น

โดยเหตุนี้ ตามคำกล่าวของเขาเหล่านั้นก็เป็นการได้มรรค,ผลนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่มรรค,ผลที่แท้จริงนั่นเอง

จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา หลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ

วิโมกขมุข

แปลว่า หนทางแห่งความหลุดพ้นโดยวิเศษจากกิเลสทั้งปวง ได้แก่ อนุปัสสนาทั้ง ๓ เพราะเป็นหนทางสู่การปล่อยวางตามความเป็นจริง ไม่ได้เกิดจากการน้อมเอาคิดเอาหรือมีตั้งใจทำให้เกิดขึ้นมา

เป็นหนทางนำออกจากโลก คือ โลกุตตระ เป็นหนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ คือ พระนิพพาน ได้แก่ การไม่เกิดอีกต่อไป

โฆษณา

ตำรามีประโยชน์ ย่อมมีโทษแฝงอยู่

ตำราต่างๆเกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยเฉพาะตำราสอบอารมณ์ มีประโยชน์ไม่ใช่ไม่มี แต่ก็มีโทษแฝงอยู่

เกิดเนื่องจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ที่อยากมี อยากได้ อยากเป็นแฝงอยู่ อาจจะยังดูกิเลสตัวนี้ยังไม่ออก เพราะเนียนมากๆ

ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านฉลาดในการเขียน คนไหนเห็นสภาวะตามความเป็นจริงหรือไม่ หากนำมาจากการอ่านในตำราแล้วนำไปเทียบเคียงกับสภาวะ ท่านจะรู้ทันที ฉะนั้นตำราจึงมีหลุมพรางดักกิเลสไว้เยอะ ยกตัวอย่างมาให้อ่านบางส่วน

นามรูปปริจเฉทญาณ ที่ ๑

ในการบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาและได้บรรลุถึงญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณนี้แล้ว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดในภายหลัง จึงขอชี้แจงดังนี้ว่า…. ฯลฯ

การนึกเอาเดาเอาอย่างนี้เป็นเพียงสุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการได้ศึกษา ได้สดับรับฟังมา และจินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการแห่งตนเท่านั้น ยังไม่เข้าถึงขั้นภาวนามยปัญญาฯลฯ

ฉะนั้น นักศึกษาทั้งหลายพึงทำความเข้าใจว่า ความรู้เห็นทั้งปวงในเรื่องวิปัสสนานั้น เป็นความรู้ที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาญาณโดยเฉพาะ ไม่ใช่ความรู้เห็นที่เกิดขึ้นจากการคอดเอา,นึกเอา,เดาเอา หรือจากคนอื่นๆบอก

ซึ่งเป็นความรู้ความเห็นที่ไม่แน่นอน แต่ญาณหรือความรู้เห็นอันเกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนาที่กำลังกล่าวถึงในเรื่องวิปัสสนาญาณนี้ เป็นความรู้เห็นที่แน่นอนเด็ดขาด อันจะเป็นภาวนามยปัญญาได้อย่างแท้จริง เพราะมีอำนาจตัดกิเลสตัณหาได้ในที่สุด

เมื่อโยคาวจรบุคคลมีความรู้สึกปรากฏขึ้นว่า มีรูปกับนามเพียง ๒ อย่างเท่านั้น ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่ใช่เรา,เขา เข้าใจถูกต้องอย่างนี้ ก็จะประหาณสักกายะทิฏฐิได้ เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ์แล้ว

………………………………………………………………………………………….

นี่คือหลุมพรางกับดักของกิเลสหลุมใหญ่มากๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่อยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไรๆในสมมุติบัญญติ เสร็จกิเลสตรงนี้มาหลายคนแล้ว

ดูตรงที่ท่านอธิบายไว้ว่า ” เมื่อโยคาวจรบุคคลมีความรู้สึกปรากฏขึ้นว่า มีรูปกับนามเพียง ๒ อย่างเท่านั้น ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่ใช่เรา,เขา เข้าใจถูกต้องอย่างนี้ ก็จะประหาณสักกายะทิฏฐิได้ ”

สภาวะแบบนี้ เรียกว่า น้อมเอาคิดเอาเอง ไม่ใช่เกิดจากภาวนามยปัญญาหรือวิปัสสนาญาณแต่อย่างใด

เหตุเพราะว่า ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ๑ ปัจจยปริคหญาณ ๑ สัมมาสนญาณ ๑ ล้วนเป็นฐานให้เกิดสภาวะอุทยัพพยญาณ เรียกว่า เป็นอารมณ์บัญญัติมาก่อน ก่อนจะก้าวสู่สภาวะปรมัตถ์ที่แท้จริง คือ สภาวะของอุทยัพพยญาณ

นามรูปปริจเฉทญาณ ๑ ปัจจยปริคหญาณ ๑ สัมมาสนญาณ ๑ ถ้าไม่ได้รู้แจ้งในสภาวะด้วยตนเอง แต่ฟังจากคนอื่นบอก หรือรู้จากการอ่าน ล้วนเป็นเพียงสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญาเท่านั้น

อุทยัพยยญาณ

ไตรลักษณ์ ประตูทางเข้าของอริสัจจ์

สังขารุเปกขาญาณ ประตูทางเข้าของพระนิพพาน

สภาวะของจุตตถฌานกับสังขารุเปกฯ ๒ สภาวะนี่อธิบายได้ง่ายมากๆ สามารถจับแยกสภาวะออกจากกันให้เห็นได้ชัดเจน ถ้าไม่เคยผ่านฌานมาก่อน จะอธิบายสภาวะทั้งสองให้เห็นแตกต่างได้ยาก

เพราะทั้งสองมีสภาวะที่เหมือนกันคือ สภาวะอุเบกขา เพียงแต่แตกต่างกันที่เหตุของการเกิดสภาวะอุเบกขา

ญาณแต่ละญาณ จะเป็นทางเข้าของสภาวะแต่ละสภาวะ แม้กระทั่งสภาวะของอริยสัจ ๔ และพระนิพพานก็ไม่มีข้อยกเว้น

เหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงกล่าวยกย่องจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิไว้เพราะเหตุนี้ ไม่มีใครไม่ได้ฌานยามที่ผ่านแต่ละประตู ต้องอาศัยกำลังแห่งสมาธิในองค์ฌาน

เหตุเน้นเรื่องการเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพราะการเจริญสติให้ผลทั้งสมถะและวิปัสสนา คือได้ทั้งสติ สัมปชัญญะ( สัมมาสติ ) และสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ เน้นสภาวะยืนกับนั่งให้ทำติดไว้เป็นหลักเพราะเหตุนี้ ส่วนจะทำมากหรือน้อยแล้วแต่เหตุ

ส่วนใครไม่ชอบยืนหรือนั่งไม่เป็นไร ให้ทำในแบบที่ตัวเองชอบหรือทำแล้วถนัด ให้ทำแบบนั้นไปก่อน จนจิตสามารถตั้งมั่นได้ เพราะยังไงก็ตาม สุดท้ายหนีไม่พ้น ยืนกับนั่ง จะเป็นไปตามสภาวะเอง

เพียงแต่แรกเริ่มนั้น ทำไปตามเหตุของแต่ละคนที่เคยกระทำมา ทำแบบนั้นไปก่อน เรียกว่าทำตามกิเลส ( ความชอบ )

หนังสือหรือตำรา ที่นำมาใช้ในการหาความรู้เกี่ยวกับคำบัญญติในสภาวะต่างๆ ได้นำมามารวมๆกัน จุดเด่นของแต่ละตำราไม่เหมือนกัน

คัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่รจนาโดยพระพุทธโฆสเถระ ท่านย่อสภาวะเหลือนิดเดียว เรียกว่าถ้ายังไม่เห็นสภาวะตามความเป็นจริง อ่านของท่านแล้วเข้าใจได้ยาก ได้แต่คาดเดาเอาเท่านั้นเอง เพราะท่านเขียนไว้แค่เรื่องเกิดดับ แต่ไม่แจงรายละเอียดของสภาวะ มีแต่แจงรายละเอียดที่เป็นบัญญัติเอาไว้ สภาวะท่านเขียนไว้เพียงว่า

อุทยัพพยญาณ ได้เห็นแล้วซึ่งความเกิดขึ้นและดับไปของธรรมทั้งหลาย ที่มีความเกิดและความดับอยู่เป็นปกตินั่นแลหนอ

( สภาวะนี้เป็นประตูทางเข้าของอริยสัจจ์ โดยมีกำลังของฌานเป็นบาท จึงจะเห็นสภาวะอริยสัจจ์ตามความเป็นจริงได้ จะนำรายละเอียดของสภาวะมาแสดงในครั้งต่อไป )

วิปัสสนาทีปนีฎีกา รจนาโดย หลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ ท่านอธิบายทั้งบัญญัติและสภาวะไว้เยอะมาก ซึ่งได้นำสภาวะทั้งสองท่านมารวมเป็นในแบบของเรา

ซึ่งถ้าให้เราเขียนเอง เขียนไม่ได้แบบนี้หรอก เราไม่มีความรู้ทางด้านปริยัติ รู้แต่สภาวะ

ส่วนตำราของหลวงพ่อโชดก นำมาใช้เป็นบางส่วน เพราะส่วนมากถ้าคนที่ยังไม่เห็นแจ้งในสภาวะ อ่านแล้วอาจเป็นเหตุให้เกิดการคาดเดาสภาวะเอาเอง เราเลยนำมาเป็นบางส่วน เช่น นามรูปริจเฉทญาณ ๑ ปัจจยปริคหญาณ ๒

สัมมาสนญาณ ๓ ทั้ง ๓ ญาณนี้เป็นเพียงสภาวะของบัญญัติ ใช้การน้อมเอา คิดเอาเองได้ อาจจะเกิดจากการอ่าน จากการฟัง จากคนอื่นๆบอกอีกที ไม่ใช่รู้ด้วยตัวเอง ทั้ง ๓ ตำราจะเขียนตรงกันหมด

นิพพาน เรื่องใกล้ตัว

นิพพานเห็นได้ตั้งแต่หยาบๆ โดยการน้อมเอาคิดเอา จนเห็นไตรลักษณ์

นิพพานเห็นแบบละเอียด เห็นเองรู้เองโดยผ่านไตรลักษณ์ ( วิปัสสนาญาณ ) จนกระทั่งจิตเกิดการปล่อยวางเอง ( สังขารุเปกขาญาณ ) โดยที่ตัวกู ของกูที่ยังมีอยู่ไม่ได้คิดจะปล่อยวาง แต่เกิดขึ้นเอง เห็นเอง รู้เอง นิพพานแบบละเอียดจึงเกิดเพราะเหตุนี้ โดยปราศจากการคิดเอา น้อมเอา

เนื่องจากพระนิพพานที่เคยได้ยินมา ดูเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ ผู้ที่อ้างว่าพบพระนิพพาน จึงถูกยกให้เป็นผู้วิเศษ ผู้วิเศษเลยหลงติดกับกิเลส แต่ไม่รู้ว่าหลง เหตุจากการสรรเสริญเยินยอ การให้ค่าที่ยังมีอยู่

แทนที่จะพบพระนิพพานตามสภาวะที่แท้จริง นิพพานเลยกลายเป็นเรื่องไกลตัวไป เพราะเหตุนี้

นิพพานเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะอยู่ในกายและจิต ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วแต่เหตุที่ทำมา แค่อย่าหลงยึดติดในคำบัญญัติที่มีเรียกไว้เท่านั้นเอง ให้ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่ไปดูว่าได้อะไร เป็นอะไร

ที่ว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนยังติดกับดักกิเลส มีแต่การสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น หากเห็นแจ้งในสภาวะนิพพานจริงๆ ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม จะมุ่งดับที่เหตุของการสร้างเหตุ ( กิเลส )

แม้แต่การกล่าวเพ่งโทษก็ตาม จะไม่มีการพูดว่ากล่าวกับผู้อื่นว่า ระวังการปรามาส การที่มีการกล่าวกับผู้อื่นเช่นนี้ สภาวะก็คือ การยึดติดที่คิดว่าได้อะไรเป็นอะไร

เพราะถ้ารู้เห็นสภาวะตามความเป็นจริงของอริยสัจจ์ ย่อมเข้าใจถึงเหตุและผล

ไม่ว่าจะปรามาสหรือการด่าชาวบ้าน ไม่แตกต่างกันเลย ล้วนเกิดจากเหตุทั้งสิ้น เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล ใครว่าใคร คนนั้นรับผลไป ไม่ใช่คนที่ไม่ได้กระทำมารับผลแทน ทุกอย่างมันมีเหตุ ยึดติดแต่ไม่รู้ว่ายึดติด

การขอขมาหรือการขออโหสิกรรมต่อกัน เป็นอุบายในการถ่ายถอนพยาบาทที่เกิดจากความไม่พอใจที่มีต่อกัน ที่เกิดความพยาบาทเข้าแทรกแต่ไม่รู้ว่าพยาบาท

จะขอขมาหรือไม่ขอขมา สิ่งใดที่กระทำลงไปแล้ว ล้วนส่งผลทั้งสิ้น เพียงแต่เมื่อได้กล่าวการอโหสิกรรมต่อกัน นั่นคือ ลดการพยาบาทต่อกัน ส่วนจะลดได้แค่ไหน อยู่ที่จิตของผู้นั้น ย่อมรู้ดีที่สุด

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: