ได้ความรู้เกี่ยวกับงานศพ

เคยนิมิตล่วงหน้ามานานแล้ว ตอนนั้นคิดว่านิมิตที่เห็นคงหมายถึงตัวเราเอง คิดว่าตัวเองต้องตาย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา เป็นนิมิตที่เกี่ยวกับรพ.ที่ไม่รู้จัก เห็นคนป่วย เห็นคนตาย แล้วมีเสียงบอกว่ายังไม่ถึงเวลา

ต่อมาเราป่วยเป็นไข้ทับฤดู เป็นหนักมากๆคิดว่าคงต้องตายอย่างแน่นอน เพราะเลือดออกเยอะขนานั้น ผ้าอนามัยที่ใช้ตกวันละ ๒ ห่อๆละ ๒๐ แผ่น มีอาการ BLEED ตลอด บางครั้งออกมาเป็นลิ่มๆกองโต

เราได้อาศัยการเจริญสติ อาศัยการพักจิตในสมาธิ ผลตอบรับคือ เรารอดตาย มีชีวิตมาอยู่ถึงวันนี้ได้เพราะผลของการเจริญสตินี่แหละ ขอเพียงมีสติ ไม่ตกใจ จะสามารถรักษาตัวเองได้โดยใช้สมาธิรักษา

พร้อมๆกับรักษาวิธีโบราณคือ การอบตัวด้วยสมุนไพร อาบน้ำด้วยน้ำสมุนไพร ก็ไม่คิดว่าวิชาครูพักลักจำทั้งหลายที่เราได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยเราได้เยอะมากๆยามที่คิดอะไรไม่ออก สติจะเป็นตัวบอกเองว่าควรทำอะไรอย่างไร

ต่อมามีนิมิตเกี่ยวกับรถตู้ แล้วมีความรู้สึกถึงความตายยังคงมีอยู่ ก็คิดว่า ตัวเองคงต้องตายเพราะอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถตู้ เราแค่รู้ไป ไม่ได้กลัวความตาย เพราะเชื่อในเรื่องของเหตุและผล เจริญสติต่อไป มีแต่สติเท่านั้นที่จะพาเราไปถูกทาง

มาวันนี้ได้คำตอบทั้หมด ที่แท้นิมิตทั้งหมด เป็นเรื่องของน้องชาย น้องชายป่วยเข้ารพ. และเสียชีวิตจริงๆ ส่วนรถตู้ พอเห็นรถตู้ที่งานศพของน้องชาย ร้องอ้อเลย น้องชายทำงานหน่วยกูชีพหรือกู้ภัย เขาจะมีรถตู้ในการใช้เดินทาง

ได้ความรู้เกี่ยวกับงานศพ

บ้านเราจัดงานศพมาถึง ๓ งานแล้ว ตอนนั้นเรายังรู้ชัดในกายและจิตได้ขนาดนี้ จึงแยกแยะถูก,ผิดยังไม่ได้ชัด กิเลสยังหนาอยู่ ย่อมเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง

๑. ดอกไม้จันทร์ อันนี้เป้นความเชื่อที่บอกต่อๆกันมา แต่มันส่งผลจริงๆแบบไม่น่าเชื่อ

ดอกไม้จันทร์เขาห้ามหยิบส่งให้กันหรือหยิบแทนกัน ทำแบบนั้นจะกลายเป็นงานรื่นเริง นี่คือที่เพิ่งได้ยินมา

เหตุจากงานศพของน้องชายคนที่แล้ว มีแขกที่ยังไม่ได้หยิบดอกไม้จันทร์ แล้วแม่หยิบดอกไม้จันทร์วิ่งไปส่งให้กับแขก น้องชายคนที่แล้วเสียครบหนึ่งปี ปีนี้น้องชายคนเล็กเสียต่อ บ้านเราจึงมางานศพหัวปีท้ายปี

๒. การแบ่งเงินให้กับบุคคลที่เหลืออยู่ หลังจากจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆหมดแล้ว

ความผิดพลาดคือ ครู เราเองผิดพลาดมาถึง ๓ งาน ถึงได้เข้าใจว่าควรทำอย่างไรเกี่ยวกับเงินที่ใส่มาซอง ซึ่งแต่ละคนย่อมมีเพื่อน เรียกว่า ของใครของมัน

ที่ว่าผิดพลาดคือ เราเป็นคนชี้โพรงให้กระรอก เป็นคนพูดว่าควรจัดการเงินที่เหลือจากงานศพอย่างไร เหตุเกิดจาก

งานแรก พ่อเราเสีย เราเห็นว่าพ่ออยู่กับน้องสาวอีกคน ส่วนน้องสาวอีกคนไปๆมาๆ พ่อไม่ได้อยู่ด้วย ส่วนน้องชายอีกสองคนไม่ต้องไปพูดถึง เจอกันบ้าง ไม่เจอบ้าง บ้านเราพ่อแม่เลิกกันตั้งแต่น้องชายคนเล็กยังจำความไม่ได้

แม่คือจุดที่เราไม่เคยสนใจ หรือให้ความสนใจให้แม่มีส่วนร่วม เพราะมองว่า แม่ทิ่งพ่อ ทิ้งเราไปตั้งแต่เล็กๆ เงินทำศพ พ่อทำไว้ให้แม่ แต่ทำไว้ในชื่อของแม่ แม่จึงไม่ได้เงินเพราะเหตุนี้ แต่จะเป็นลูกๆได้เงินแทนยามที่แม่ตาย

คือพ่อเป็นข้าราชการ เขาจะมีเงินฌานปนกิจ สุดแต่ว่าจะใช้ชื่อสามีหรือภรรยาก็ได้ แต่พ่อใช้ชื่อแม่ ซึ่งเราเองเพิ่งรู้ เลยไม่รู้จะถามพ่อได้ยังไงว่าทำไมพ่อถึงทำแบบนั้น

อันนี้เราคาดเดาเอาเอง คาดเดาว่า พ่อไม่มีเงินเก็บ หากแม่เป็นอะไรไป พ่อจะได้เงินตรงนี้มาทำงานศพให้กับแม่ แต่พอดีพ่อมาเสียไปก่อน เงินตรงนี้ก็เบิกไม่ได้ จะเบิกได้ต่อเมื่อแม่เสียชีวิตแล้วเท่านั้น

ในเมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่ควรมีสิทธิจัดการทุกๆอย่างในเรื่องของเงินช่วยเหลือทั้งหมด เนื่องจากแม่คือหัวหน้าครอบครัว แม่กลับมาหลังจากพ่อเสียแล้ว

แต่ตอนนั้น น้องๆยกหน้าที่ให้เราจัดการเรื่องทั้งหมด ทั้งๆที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจึงตัดสินใจโดยพลการว่า เงินที่เหลือทั้งหมด ยกให้น้องคนที่พ่ออยู่มาด้วยตลอด และคอยดูแลพ่อทุกๆเรื่อง นี่คือ ความไม่รู้ ผิดพลาดไปหนึ่งงาน

เราไปให้ค่าว่า พ่ออยู่กับใคร ใครเป็นคนดูแล คนๆนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับเงินทั้งหมด สรุปคือ น้องคนนี้ได้เงินคนเดียว

ยังไม่จบนะความโง่หรือความไม่รู้ของเรา

น้องอีกคนที่ไม่ได้อยู่ด้วย บอกว่า เขาต้องลงชื่อคนที่ให้ซองมาเพราะต้องใช้หนี้กัน เราก็งงๆ เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเงินที่ใส่ซองมาช่วยในงานศพคือการใช้หนี้ ไม่รู้เรื่องจริงๆเลยนะ

น้องบอกว่า ก็เขาช่วยเรามา เราก็ต้องช่วยเขากลับ แม้ในงานอื่นๆก็ตาม น้องจะทำบัญชีเขียนเก็บไว้หมด นี่คือความผิดพลาดในงานแรก เพราะเราไม่ได้จัดการอะไร

ความผิดพลาดในงานที่ ๒

งานนี้เป็นงานศพของน้องชายคนที่ ๒ เหตุการณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง คือ น้องชายคนนี้อยู่กับน้องคนเดิม ผลคือ เงินทั้งหมดที่เหลือจากการจัดงาน น้องคนนี้ได้รับคนเดียว

ความผิดพลาดครั้งที่ ๓

งานนี้เป็นงานศพของน้องชายคนสุดท้อง กว่าจะเข้าใจคำว่าใช้หนี้ กว่าจะรู้ว่าควรจัดสรรเรื่องเงินยังไง เล่นเอาคนในบ้านต้องตกตายไปถึง ๓ ศพ ทุกอย่างมันมีเหตุนะ เหตุให้เราเรียนรู้ทุกๆเรื่อง แล้วก็เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

มางานศพนี้ มีเรื่องเดิม คือเรื่องระหว่างน้องสองคน การเจริญสติ ทำให้สติเราทันปัจจุบันมากขึ้น ปัญญาเกิดไวมากขึ้น

น้องอีกคนเขายอมรับในกิเลสที่เขามีอยู่แบบตรงๆ คนนี้เราแนะนำเกี่ยวกับการเจริญสติให้ แบบสอดแทรกเป็นขณะๆ ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพราะน้องยังไม่รู้เรื่อง ในเรื่องพวกนี้ จะรู้จักแค่สวดมนต์ ทำสมาธิเท่านั้นเอง

น้องบอกว่าเขาเองน่ะมีความโลภ แต่ความโลภของเขาคืออยากรวย อยากช่วยเหลือคนอื่นๆ ไม่ใช่โลภเพื่อตัวเขาเอง แม้แต่สามีเขาก็ชอบช่วยเหลือเงิน ไม่อยากได้อะไรของใคร สองคนนี่มีนิสัยเหมือนๆกัน แม้กระทั่งเรื่องการบริจาคทาน

เรื่องเงินที่เหลือจากงานศพในครั้งนี้ น้องชายคนนี้ไปๆมาๆระหว่าง ๒ บ้าน เพียงแต่ว่า น้องคนที่ยอมรับกิเลสของตัวเอง จะเป็นคอยช่วยอุปถัมป์เรื่องเงินทองของกินให้ ตั้งแต่ยังไม่ทำงาน จนกระทั่งทำงานแล้ว

เรามาเข้าใจในเรื่องเงินที่ว่าใช้หนี้กันก็จากการกระทำของเพื่อนเราเอง ตามหลักแล้ว เพื่อนใครจะให้ซองกับคนนั้น จริงๆแล้วเราไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะเราถือว่าเราไม่ได้อยู่ด้วย เงินพวกนี้เลยไม่สนใจ ใครส่งมาใส่กระเป๋า แล้วให้น้องหมด

เพื่อนเราไม่ส่งซองให้กับเรา พร้อมกับพูดว่า ต้องใช้หนี้กันนะ เขาจึงต้องส่งให้กับมือน้องของเรา เราฟังแบบไม่ได้ใส่ใจ คือ มองว่า จะให้กับใครก็ตามใจ เพราะเราไม่เคยสนใจเงินพวกนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ได้อยู่ด้วยนี่นะ นี่แหละความไม่รู้จริงๆ

สรุปคือ ตามหลักของความเป็นจริง โดยตัวสภาวะที่แท้จริง เราไม่ควรเอาเราที่มีอยู่เข้าไปตัดสินแทนว่า คนไหนควรได้หรือไม่ควรได้ เพราะเราเอาความคิดของเราเป็นหลัก นี่แหละความไม่รู้ในตอนนั้น

เงินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายต่างๆจนหมดสิ้นแล้ว หลังงานศพ คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้ายังมีแม่หรือพ่ออยู่ ต้องให้พ่อหรือแม่เป็นคนจัดการ

การแบ่งเงิน

เราไม่ควรมองว่าใครเป็นคนดูแลใคร เพราะใครดูแลใครนั้น ใครทำใครได้ผลรับตรงนั้นอยู่แล้ว ต้องแบ่งเงินออกเท่าๆกัน มีคนเหลือเท่าไหร่ ต้องแบ่งให้เท่าๆกัน รวมทั้งของแม่ด้วย ต้องแบ่งให้แม่เท่าๆกับน้องๆหรือคนที่เหลือทั้งหมด

จะมาอ้างไม่ได้ว่า ใครอยู่กับใครหรือใครเป็นคนช่วยเหลือใครอยู่ เพราะทุกคนต่างมีหน้าที่ของแต่ละคน จะมาเกาะกลุ่มกันอยู่ได้อย่างไร

ส่วนเรา ในเมื่อเราไม่ได้สนใจหรืออยากได้เงินตรงนั้น เราจะให้เงินตรงนั้นแก่ใคร อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเรา ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้คิดแบบนั้นเลย นิดเดียวไม่มี ไม่เอาคือไม่เอาจริงๆ แล้วก็บอกว่า ใครดูแล คนนั้นได้ไป นี่แหละหนาเหตุ

มาวันนี้กระจ่างแจ้ง รู้เลยว่าควรทำอย่างไร เรื่องทั้งหมดเราผิดเอง ที่เป็นเหตุให้น้องเราที่เหลืออยู่หมางใจกัน กลายเป็นว่า มีน้องคนหนึ่งเป็นผู้รับฝ่ายเดียว ส่วนอีกคนทั้งๆที่มีส่วนร่วมกับถูกมองข้ามไป

แม้กระทั่งเงินซอง น้องที่เป็นฝ่ายไม่ได้อะไรเลย ได้นำเงินในซองที่ได้รับมา นำไปออกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วนำส่วนที่เหลือคืนให้กับน้องอีกคนที่เป็นฝ่ายรับอยู่คนเดียว ซึ่งน้องคนนี้บอกว่าเงินให้แม่ไปทั้งหมด มันไม่ยุติธรรมกับน้องอีกคน

ถึงแม้ว่าจะให้แม่หรือไม่ให้ก็ตาม ไม่ยุติธรรม เพราะมันมีส่วนของน้องอีกคนที่ไม่ได้รับ ซึ่งถ้าน้องได้รับ น้องจะจัดการอะไรยังไงนั่นเรื่องของน้อง นี่แหละความไม่รู้ ยังมีอีก ยังไม่จบ

ฝ่ายน้องคนที่ได้รับมาตลอด

เราถามเรื่องซองของน้องคนที่ไม่ได้อะไร น้องคนนี้บอกว่า น้องคนนั้นไม่เคยให้ซองมาเลย เราก็เลยไปถามน้อง น้องบอกว่า ก็คืนให้ไปหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะเอาซองที่ไหนไปให้อีกล่ะ

นี่แหละนะเหตุของความไม่รู้ ของน้องที่เอาเปรียบพี่ แต่ไม่รู้ว่าเอาเปรียบ เอาเปรียบมาตลอด แล้วเมื่อเราย้อนถามกลับไปว่า ไหนว่าน้อง( พี่ )ไม่เคยให้ซอง แล้วรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เขียนไปให้น่ะ คืนเงินให้กับเขาหรือเปล่าล่ะ

ในเมื่อเขานำเงินในซองไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆในงานหมดแล้ว เขาจะเอาซองที่ไหนมาให้ล่ะ แล้วมาพูดได้ยังไงว่าน้อง( พี่ ) ไม่เคยให้ซอง เท่านี้แหละ น้องคนนี้ว่าเราทันทีว่า เราน่ะเป็นต้นเหตุให้พี่น้องแตกแยกกัน ทำให้ผิดใจกัน

เราเลยบอกว่า โง่แล้วยังอวดฉลาดอีกนะ โง่มากๆ เราน่ะรู้เรื่องมาตลอด เพียงแต่ไม่ได้ฟังความข้างเดียว น้องยอนมาว่าเออโง่ จะคอยดูว่าน้อง( พี่ ) จะมาพูดอะไรกับเขา แต่ตัวเขาเองตั้งใจไว้ว่า หลังจากงานแล้ว จะให้เงินที่เหลือกับน้อง(พี่)

เพราะน้องชายคนนี้ น้อง( พี่ ) คนนี้เป็นคนให้ความช่วยเหลือมาตลอด นี่แหละนะ สรุปคือเราผิดเอง เพราะเราไปชี้โพรงไว้ให้ตั้งแต่แรกทำนองว่า ใครอยู่กับใครหรือดูแลใคร คนนั้นได้เงินไปทั้งหมด นี่แหละความผิดพลาดของเรา

จากสภาวะตรงนี้ ทำให้เราได้เห็นจิตส่วนลึกของคนรอบๆตัวเรา คือ จิตของน้องเรา เขาไม่ได้คิดให้ความช่วยเหลือหรือดูแลแบบที่จะให้จากใจจริงๆ กิเลสบดบังเอาไว้ เป็นเหตุให้ เขาคิดว่าเขาควรเป็นฝ่ายได้ คนไหนดูแล คนนั้นได้ไป

นี่แหละธรรมชาติของคน โลภะส่วนลึกไม่มีการยกเว้นไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนๆ แม้กระทั่งการดูแลพ่อแม่พี่น้อง ล้วนมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่จ้องจะเอาแต่ไม่รู้ว่าจ้องจะเอา พอตายโครม ออกมาหมดเลย ความโลภ

ถ้าถามว่าน้องผิดไหม ไม่มีใครผิด แต่เพราะกิเลสบดบังดวงจิตให้มืดบอดอยู่ ส่วนตัวเราในตอนนั้นก็ยังแยกแยะสภาวะตามความเป็นจริงยังไม่ได้ จึงได้ให้คำแนะนำไปแบบผิดๆ ผิดจากสิ่งที่ควรจะเป็น

ขอโทษ

วันนี้ตอนเย็น โทรฯไปหาน้องคนน้อง พร้อมกับบอกว่า ขอโทษ เราผิดมาตั้งแต่ต้น ในการที่แนะนำให้เขาทำแบบนั้น และน้องอีกคน(พี่ ) ก็เห็นด้วย เหตุมันจึงมีผลเป็นเช่นนี้

เราขอโทษที่ว่าเขาโง่ เพราะกำลังโกรธที่ไม่ยอมฟังอะไรเราเลย เราพูดถึงสิ่งที่ผิดพลาดผ่านมาทั้งงานของพ่อและงานของพี่ชายเขาซึ่งเป็นน้องชายเรา และต่อด้วยงานนี้ งานน้องชายคนสุดท้อง

เราอธิบายในสิ่งที่เขาควรทำ ไม่ใช่ไปคิดว่าใครอยู่กับใคร คนๆนั้นจะต้องได้รับเงินทั้งหมด พี่น้องมีกี่คนต้องหารเท่าๆกัน รวมทั้งแม่ด้วย ส่วนใครจะนำเงินนั้นให้กับใครหรือนำไปทำอะไร นั่นเรื่องของเขา เพราะมันคือสิทธิของเขา

การที่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่ นั่นคือสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เลี้ยงดูเพราะมีข้ออ้างหรือต้องการผลประโยชน์ ใครสร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ตรงนั้นมันได้อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องเงิน ต้องแบ่งตามความเป็นจริง ตามพี่น้องและแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เราแนะนำไปแค่นี้ ส่วนน้องจะทำตามหรือไม่ นี่คือเหตุของน้องเอง และเงินในส่วนที่เราจะได้รับ เรายกให้น้องคนนี้ทั้งหมด (คนที่ว่าเป็นฝ่ายรับมาฝ่ายเดียวมาตลอด ) เนื่องจากเคยมีหนี้สินติดค้างกันอยู่ ส่วนถ้าได้มากกว่าหนี้สินที่ติดค้างไว้ก็ยกให้หมด ถ้าได้น้อยกว่าหนี้สินที่ติดค้างไว้จะทะยอยใช้ให้

เรื่องแม่

แม่ได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ แม่เคยเรียกเราไปคุยถึงส่วนที่เราจะได้ ตอนนั้นด้วยความไม่รู้ของเรา เราจึงบอกกับแม่ไปว่า ตัดเราออกไปได้เลย เราไม่ต้องการ แม่จะยกส่วนนี้ให้กับใครเป็นเรื่องของแม่ ตรงนี้เราทำพลาดไป จริงๆแล้ว เป็นเรื่องของอนาคต เราควรปล่อยให้แม่จัดการตามที่วางแผนเอาไว้ แล้วถ้าได้เงินมาจริงๆ เราสามารถแบ่งให้น้องที่เหลือทั้งสองคนให้เท่าๆกัน แต่ช่างเถอะ ทุกอย่างคือเหตุ

โฆษณา

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: