รู้แบบสมถะคู่กับวิปัสสนา

รู้แบบสมถะคู่กับแบบวิปัสสนา คือ การมีสมาธิและสติเสมอกัน โดยความหมายว่า เป็นธรรมเทียมคู่กัน ไม่ก้ำเกินกันและกัน

เช่น สามารถรู้ชัดในกายและจิต ( ความคิด,ความรู้สึก ) พร้อมๆกับรู้ถึงกำลังของสมาธิ (มาก, น้อย ) ที่กำลังเกิดขึ้น

สภาวะนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เจริญสติ

จะเกิดขึ้นทั้งในผลของสมถะนำหน้า วิปัสสนาตามหลัง

จะเกิดขึ้นในผลของวิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง

รู้แบบ วิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง

รู้แบบวิปัสสนา มี ๒ แบบ

๑. รู้โดยการใช้ความคิดพิจรณา ( โยนิโสมนสิการ )

เช่น การเอาจิตจดจ่อรู้ในความคิดพิจรณา อาจจะยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาคิดพิจรณา หรืออสุภะ หรืออะไรก็ได้ที่นำมาคิดพิจรณา

๒. รู้อยู่ในกายและจิต ( มีรูปนามเป็นอารมณ์ ) คือ ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกายและจิต

รู้อยู่ในกาย ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ ,ท้องพองยุบ,ชีพจรเต้น,เสียงหัวใจเต้นฯลฯ

รู้ชัดในจิต ไม่ว่าความคิดที่เกิดขึ้น หรือความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิต สามารถรู้ชัดได้

รู้แบบที่ ๑ คือ การใช้ความคิดพิจรณา ( โยนิโสมนสิการ )

การเอาจิตจดจ่อรู้ในความคิดพิจรณาแบบนี้ สมาธิย่อมเกิดขึ้นได้

รู้แบบนี้ เรียกว่า รู้แบบ วิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง

รู้แบบที่ ๒ รู้อยู่ในกายและจิต ( มีรูปนามเป็นอารมณ์ )

เช่น รู้กายได้ ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ ,ท้องพองยุบ,ชีพจรเต้น,เสียงหัวใจเต้นฯลฯ การเอาจิตจดจ่อรู้ไปแบบนี้ สมาธิย่อมเกิด

หรือ รู้ในจิต ไม่ว่าความคิดที่เกิดขึ้น หรือความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิต สามารถรู้ชัดได้ การเอาจิตจดจ่อรู้ไปแบบนี้ สมาธิย่อมเกิด

รู้แบบนี้ เรียกว่า รู้แบบ วิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง

รู้แบบ สมถะนำหน้า วิปัสสนาตามหลัง

การรู้แบบสมถะ คือ

รู้โดยการใช้คำบริกรรมภาวนา เช่น พุทโธ,พองหนอ ยุบหนอ,นะมะพะทะ ตลอดจนคำบริกรรมภาวนาแบบอื่นๆ

สมถะ เกิดจาก การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเป็นเหตุให้จิตเป็นสมาธิ รู้แบบนี้เรียกว่า รู้แบบสมถะ

รู้ได้แบบดังที่กล่าวมาก่อน เรียกว่า สมถะนำหน้า

เสร็จแล้วมารู้ได้แบบนี้

รู้ชัดในกายและจิต คือ ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สภาวะคือ

รู้ชัดในกายได้ ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ ,ท้องพองยุบ,ชีพจรเต้น,เสียงหัวใจเต้นฯลฯ

รู้ชัดในจิต ไม่ว่าความคิดที่เกิดขึ้น หรือความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิต สามารถรู้ชัดได้

รู้แบบนี้ เรียกว่า วิปัสสนาตามหลัง

สติเป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้

มาถึงสภาวะตรงนี้ ตัวปัญญาจะเกิดอย่างต่อเนื่อง เวลาเกิดผัสสะทุกๆครั้ง หากมีความชอบใจหรือไม่ชอบใจ จะยอมรับตามความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ

มีคำติติงหรือถูกว่ากล่าวมา จะกลับมาย้อนพิจรณาตัวเอง ในสิ่งที่ถูกนำมาว่า จะคิดพิจรณากลับไปกลับมา จิตจะไม่มีอาการดื้อด้าน ค้านหัวชนฝาว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ตราบใดยังมีช่องให้คนอื่นๆว่าได้ จะกลับมาพิจรณาทุกๆครั้ง

ไม่ใช่ไปยกตนข่มท่าน นั่นก็คือเหตุ

ไม่ใช่ไปคิดว่าตัวเองวิเศษเลิศเลอกว่าคนอื่นๆ นั่นก็คือเหตุ

สิ่งใดก็ตามที่มีความรู้สึกเกิดขึ้นไปในแนวทางว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นๆ หรือผิดแผกแตกแยกไปจากคนอื่นๆ ล้วนเกิดจากอุปทานทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

หากรู้จักภายใน ย่อมรู้จักภายนอก ย่อมเข้าใจถึงเหตุและผล เพราะเขา,เรา ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย แต่ที่ทำให้ดูให้แตกต่างกัน เหตุเพราะกิเลสเท่านั้น เพียงแต่จะรู้ชัดตรงนี้กันแล้วหรือยัง

หากแม้นระลึก ( มีสติ รู้อยู่ ) อย่างนี้ได้เนืองๆ กระทบปั๊บรู้ๆๆๆๆๆ การยึดมั่นถือมั่นย่อมลดน้อยลงไป สุดท้ายเป็นเรื่องปกติไปทันที จะมองทุกๆเรื่องเป็นเรื่องปกติ ไม่มีมาว่าดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่แต่อย่างใด

หากรู้แล้ว ย่อมรู้จักให้อภัยและมีแต่ความเมตตา กิเลสในใจเป็นตัววัดผลของการปฏิบัติ ยิ่งว่าผู้อื่นมากเท่าใด ผลย่อมกลับคืนมากมาเเท่านั้น เหตุย่อมไม่จบ ภพชาติย่อมยืดยาวออกไป

เราสร้างเหตุเพื่อการดับที่ต้นเหตุไม่ดีกว่าหรือ? แต่นั่นแหละ ใครเชื่อใคร ใครไม่เชื่อใคร ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่ทำร่วมกันมาทั้งสิ้น เหตุมี ผลย่อมมี

ทุกๆความผิดพลาดที่ผ่านมา ทุกๆความล้มเหลวที่เคยคิดว่าล้มเหลว สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นครู สภาวะที่เกิดขึ้นในชีวิต คือการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่แท้จริง

ครูที่แท้จริงของเรา คือ กิเลสนี่เอง กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในจิตล้วนเป็นครู มีทั้งครูภายนอกและภายใน เรียนรู้ภายใน ย่อมรู้ทั้งภายในและภายนอก ทั้งสภาวะภายในภายนอกล้วนเป็นข้อสอบมีทั้งบัญญัติ ( คาดเดา,การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น) และ ปรมัตถ์ ( ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น)

การตั้งใจเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ผลที่ได้รับคือ เป็นเหตุให้ชีวิตของเราไปตามกระแสโลก แต่ไม่ไหลไปตามกระแสโลก โลกเป็นอย่างไร เป็นอย่างโลก อยู่กับโลกได้ทุกสภาวะ แต่ไม่ไหลไปตามกิเลสที่มากระทบแต่อย่างใด หากแม้นมีไหล จะหยุดได้ไวมากขึ้น คือ อยู่กับปัจจุบัน

กิเลสมี เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มันมีแค่นั้นเอง เราแค่รู้ แค่ดู อยู่อย่างเป็นสุขมากขึ้นเรื่อยๆ แค่รู้ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เกิดความพอใจในสิ่งที่ตนมี ( ทางโลก ) และตั้งใจทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง

สภาวะดีก็แค่รู้ ไม่ดีก็แค่รู้ เพราะย่ำมาจนชิน รู้ดีว่า มันไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา คาดเดาอะไรไม่ได้ เพราะเหตุนี้ จึงเป็นเหตุให้อยู่ได้ทุกๆสภาวะทางโลก

ส่วนทางธรรม จะแค่ดู แค่รู้มากขึ้นเรื่อยๆ

นี่แหละตัวปล่อยวางที่แท้จริง จิตปล่อยวางได้จะมีแค่รู้ แค่ดู

สภาวะดีให้รีบทำ

คำว่า สภาวะดี หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตขณะนั้นๆ หากรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย นั่นน่ะโอกาสทอง เพราะเป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย

สภาวะไม่ดีให้รีบทำ

คำว่า สภาวะไม่ดี หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตขณะนั้นๆ หากรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกห่วยแตก สิ่งต่างๆที่เกิดในจิตที่ว่าไม่ดีนั้น ดูทันไหม ถึงบอกว่าให้รีบทำ

ถ้าตัวสัมปชัญญะยังไม่เกิดจะไม่รู้ชัดในความรู้สึกนั้นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจะเหมือนสายลมที่พัดผ่านไป เป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุไปเรื่อยๆแบบ NON STOP เพราะทำตามความรู้สึกชอบหรือชังที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ

ถ้าตัวสัมปชัญญะเกิดจะรู้ชัดในความรู้สึกหรือความคิดนั้นๆ จะเห็นแต่ความเลวของตัวเอง เห็นแต่ความผิดพลาดของตัวเอง เห็นแต่กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ใช่ไปเห็นนอกตัวแต่อย่างใด

นี่แหละ สติเป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้เพราะเหตุนี้

รู้ตัว( สติ )กับรู้สึกตัว ( สัมปชัญญะ = รู้ชัด )

รู้ลงไปบ่อยๆในสิ่งที่เกิดขึ้น ( รู้ชัดในกายและจิต )

ย่อมเป็นเหตุให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม ( สติ+ สัมปชัญญะ = สมาธิ )

เป็นเหตุให้ รู้ชัดในจิต ( กิเลส )

เหตุนี้จึงเป็นที่มาของสภาวะจิตเห็นจิต ได้แก่ จิตนึกคิดอะไรก็รู้ชัด จิตรู้สึกอย่างไรก็รู้ชัด

เมื่อรู้ชัดแบบนี้ได้เนืองๆ ผลคือ จะเห็นแต่ความไม่เที่ยงของทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก

ทุกๆครั้งที่เห็นความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปัญญาขึ้นเนืองๆ ปัญญาที่เกิดขึ้น มีแต่มุ่งดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง ( กิเลส ที่เกิดขึ้นในจิต )

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: