ยาพิษ

คำสรรเสริญเปรียบประดุจยาพิษ หากผู้ใดได้ยินได้ฟัง เปรียบประดุจได้ดื่มกินแล้วหลงติดใจในยาพิษและคำสรรเสริญนั้นๆ หากขาดการคิดพิจรณา ย่อมตกหลุมพรางในกิเลส

ไม่ว่าจะสมถะนำหน้า วิปัสสนาตามหลัง

ไม่ว่าจะวิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง

ไม่ว่าจะทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

สภาวะที่แตกต่างกันไปทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา ไม่ใช่ว่าใครทำแบบไหนได้สะดวก ได้ถนัด จะวิเศษวิโสหรือเป็นผู้มีบุญบารมีมากกว่าคนอื่นๆหรือวิธีอื่นๆ

มีแต่กิเลสกลับมองไม่เห็น นั่นเพราะสติยังไม่สามารถรู้ทันต่อสังขาร การปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้น หากสามารถรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จะไม่กล่าวเช่นนั้นเลย

เฉกเช่นเดียวกับการให้คำสรรเสริญและคำชมแก่ผู้อื่น เปรียบเหมือนกับการหยิบยาพิษให้แก่ผู้อื่น ผลที่ได้รับคือ ผู้อื่นย่อมหยิบยื่นยาพิษคืนกลับมาให้กับตัวเอง เหตุที่แสดงคือ มานะกิเลส กูรู้ กูดี กูเก่งเกิดขึ้น

เมื่อมีมานะกิเลสเกิดขึ้น ย่อมมีการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ เลยขาดความรู้สึกตัว ไม่สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้ และคิดว่าสามารถสอนหรือแนะนำให้คนอื่นๆรู้ตามได้ จึงเกิดสัญญาวิปลาสในรู้นั้น โดยการนำไปสร้างเหตุ เช่น

เริ่มไปวิพากย์ วิจารณ์แนวทางปฏิบัติอื่นๆ ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วคนที่มีเหตุร่วม ย่อมหลงทางหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เรียกว่า สองต่อ เห็นผิดคนเดียวยังไม่พอ ลากคนอื่นๆให้เห็นผิดตามไปด้วย

ใครจะเป็นอะไร อย่างไร นั่นคือ เหตุของเขา แต่เหตุของตัวเองที่กำลังก่อให้เกิดขึ้นใหม่ดูทันไหม หากดูทันย่อมหยุดระงับดับลงไปได้ หากดูไม่ทันย่อมหลงสร้างเหตุต่อไป ภพชาติจึงยืดยาวต่อไปเรื่อยๆเพราะเหตุนี้

เรื่องการวิพากย์ วิจารณ์ แนวทางการปฏิบัติของท่านอื่นๆ

เหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิม มักจะเรียกว่า ประวัติศาสตร์ สภาวะตรงหน้านี้ก็ไม่แตกต่างกับเรื่องในอดีตที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็น เพียงแต่ว่า ใครจะรู้จักเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีในอดีตไว้บ้าง หรือทำเหมือนในอดีตที่เห็นอยู่ แต่ไม่รู้ว่ากำลังทำเลียนแบบ

พระอาจารย์ทั้งหลาย ไม่มีการเว้นท่านใดท่านหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลส ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วๆไป ตั้งแต่ที่เป็นพระจนกระทั่งฆราวาส เหตุที่ท่านทำไว้ ผลจึงเป็นเช่นนี้

แถมมีคนกำลังทำเลียนแบบ แต่ไม่รู้ว่าเลียนแบบ เพราะกิเลสกูรู้ กูดี บดบังดวงตาไม่ให้เห็นสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จึงพยายามโอ้อวดในสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้ และรู้ที่คาดเดาเอาเองนั้น คิดเอาเองว่าทำถูกมากกว่าแนวทางอื่นๆ

เมื่อคิดเช่นนั้น จึงก่อให้เกิดการกระทำ เริ่มหยิบยกแนวทางอื่นๆมาวิพากย์ วิจารณ์ ซึ่งสภาวะนั้นๆ หรือเหตุนั้นๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่กำลังนำมาวิพาก วิจารณ์

อดีตสร้างไว้อย่างไร ปัจจุบันผลย่อมเป็นเช่นนั้น หากยังไม่หยุดการกระทำ อนาคตยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง

อีกอย่าง ไม่เห็นว่าท่านจะผิดตรงไหน ที่ว่าผิดเพราะไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้องในความคิดของคนที่เห็นต่างไปจากท่านเท่านั้นเอง ใครจะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำร่วมกันมาทั้งนั้น

ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ทั้งยัดเยียด ทั้งแจก ทั้งแถม ทั้งสรรเสริญเยินยอยังไงก็ไม่มีวันเชื่อ

ถ้าสร้างเหตุมาร่วมกัน ห้ามไม่ให้เชื่อ ห้ามยังไงก็ไม่มีวันฟัง ไม่ต้องแจก ไม่ต้องแถม ไม่ต้องมายกยอ มีแต่วิ่งตามไปทันที นี่เรื่องปกตินะ

เพราะเมื่อยังไม่เข้าใจ จึงมองเรื่องปกติให้เป็นเรื่องผิดปกติไป

เมื่อไปทำให้เป็นเรื่องผิดปกติ เหตุจึงมี

เหตุเกิดจากอุปทานให้ค่าว่าถูกหรือผิดตามความคิด ตามกิเลสที่ยังมีอคติ แต่มองไม่เห็น

เมื่อเหตุมี ผลย่อมมี ไม่แตกต่างจากเรื่องที่หยิบยกมาเลย

อย่างน้อยเรื่องของท่านๆนั้น มีตัวอย่างที่ดีที่เห็นได้ชัดคือ ท่านกล้าเป็นตัวของตัวเอง พูดแบบอิสระ คิดอะไรยังไง รู้เห็นยังไง พูดหรือทำตามนั้น เพราะนั่นคือสภาวะ อย่างน้อยไม่โกหกตัวเอง มันคือสภาวะของท่าน กิเลสของท่าน

ผิดกับหลายๆเหตุที่ได้เจอมา จากหญิง ทำตัวเป็นชายบ้าง จากเด็กทำตัวเป็นผู้ใหญ่บ้าง จากชายทำตัวเป็นหญิงบ้าง บ้างสลับสับเปลี่ยนเป็นทั้งหญิง,ชายและเด็ก ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง เพราะกลัวการไม่ยอมรับในความคิดเห็นที่ตนแสดง หรือจากเหตุอื่นๆ ต้องมีเหตุอย่างแน่นอน ไม่งั้นต้องกล้าเป็นตัวของตัวเอง

หากมั่นใจในแนวทาง ในสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้ ต้องกล้าเป็นตัวของตัวเอง เป็นเพศอะไร วัยยังไง แสดงไปตามความเป็นจริง ความรู้ไม่ได้มีการแบ่งแยกเรื่องเพศ เรื่องวัย แต่ดูตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต กิเลสไม่มีเพศ ไม่มีวัย ไม่มีกาลเวลา

ตราบใดที่ยังขาดความมั่นใจ ยังไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นอิสระของตัวตนที่แท้จริงที่เป็นอยู่ ความเป็นอิสระที่มองเห็นชัดๆแค่นี้ยังทำไม่ได้

นับประสาอะไรกับการเห็นตามความเป็นจริง มีแต่เห็นตามความคิดที่เกิดจากการให้ค่าและคาดเดาเอาเอง พยาบาทแต่ไม่รู้ว่าพยาบาท ตามล้างตามเช็ดกันไม่เลิกลา ตามวิพากย์ วิจารณ์

จงให้การอภัยแก่กันและกัน ให้เป็นอภัยทาน จิตจะได้ผ่องใส เป็นเหตุให้เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตชัดขึ้นมาบ้าง ใครจะสร้างเหตุอะไรยังไง ย่อมรับผลไปตามนั้น ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความผิดพลาดย่อมมี เป็นเรื่องธรรมดา

แค่วางใจลงในเหตุของคนอื่นๆ แล้วมุ่งชำระขัดเกลาจิตของตัวเองให้สะอาด ให้ความขุ่นมัวหายไป เกิดสภาวะจิตเห็นจิตได้เมื่อใด โลกทั้งใบไม่มีค่าอะไรเลย อยู่ก็เพราะยังมีเหตุ ดับก็เพราะหมดเหตุ ยิ่งเหตุของผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลย

เราควรเกื้อกูลกันในฐานะสัตว์โลกที่ร่วมชะตากรรมด้วยกัน จงให้ความเมตตาแก่กันและกัน หากเห็นเหตุของผู้ใดแล้วคิดว่าเขามีความเห็นผิดไปจากความเห็นของตัวเอง

ถ้าจะเมตตากัน จงยกในสิ่งที่คิดว่าตัวเองนั้นรู้ มาแสดงให้ดู

ส่วนจะเชื่อกันหรือไม่ ไม่ควรเอาตัวกูของกูที่มีอยู่เข้าไปยัดเยียด

เชื่อกันก็เพราะมีเหตุ ไม่เชื่อกันก็เพราะมีเหตุ แต่สามารถพูดคุยกันได้

คนที่รู้ที่เห็นตามความเป็นจริงของกิเลสตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เขาไม่มาโอ้อวดตนเอง ทั้งไม่มาแสดงทั้งท่าที ทำนองว่าได้อะไร เป็นอะไรในสมมุติบัญญัตินั้น เพราะมันมีแต่กิเลส มีแต่จะเป็นการสร้างเหตุ

เขามีแต่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดว่าเขารู้ เขาเห็น แต่ไม่ไปยัดเยียดรู้ที่คิดว่ารู้นั้นๆให้กับใคร ไม่ต้องไปยกย่องสรรเสริญใครๆว่าดีหรือมีบุญบารมีเพื่อให้มาเชื่อถือแนวทางของตนเองแต่อย่างใด

เพราะรู้แล้วว่า การยกยอก็คือเหตุ การเพ่งโทษก็คือเหตุ เขาจะมุ่งตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา เป็นผู้ปราศจากอคติต่อทุกๆแนวทาง ทุกรูปแบบ ไม่มีมากล่าวว่าดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่

ผู้รู้แล้ว ย่อมหยุดตัวเอง ผู้ที่ยังไม่รู้ ย่อมสร้างเหตุต่อไป เรื่องธรรมดา

ส่วนตัวเองนั้น ยังมีความไม่รู้อยู่ ยังมีกิเลสอยู่ เพราะเคยผ่านสภาวะเหล่านี้มาแล้ว รับผลแล้ว จึงเพียงนำประสบการณ์ให้เป็นธรรมทาน

โฆษณา

การปฏิบัติเป็นเรื่องของจิต

การปฏิบัติเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ แต่ก่อนที่จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิตได้ ต้องอาศัยรูปหยาบๆก่อน คือ กายนี่เอง รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดในจิตมากขึ้นเท่านั้น กายจึงสำคัญเพราะเหตุนี้

การรู้ มีแต่เรื่องของกิเลส ไม่ใช่ไปรู้นอกตัว รู้ชัดในภายในให้ได้ก่อน จึงเป็นเหตุให้รู้ชัดภายนอกได้โดยไม่ต้องไปอยากรู้อะไร

การปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติเพื่อได้อะไร เป็นอะไร การที่กล่าวว่าได้อะไร เป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ ล้วนเกิดจากการให้ค่าทั้งสิ้น เกิดจากกิเลสในจิตที่ยังมีการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นให้ค่าแล้วก่อให้เกิดการกระทำออกมา นี่คือเหตุ

แต่เพราะความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในรู้นั้นๆ ซึ่งมีแต่กิเลส แต่ยังมองไม่เห็น เพราะตัวตัณหาความทะยานอยากที่เกิดขึ้นในจิต บดบังสภาวะไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

เพียงหมั่นรู้ชัดในกายได้เนืองๆ แล้วจะรู้ชัดในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมรู้ชัดในจิตมากขึ้น ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิตนี่เอง

สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไม่ว่าจะการใช้ชีวิตทางโลกและทางธรรม ( การปฏิบัติ ) สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการที่มีสติที่แข็งแรง ย่อมเป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิดได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุนี้ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น

ฉะนั้น การปฏิบัติแบบไหนๆล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่า การปฏิบัตินั้นๆสามารถทำให้รู้ชัดในกายได้หรือไม่ หากปฏิบัติแล้ว ยังไม่สามารถรู้ชัดในกายได้ นั่นหมายถึง ตัวสัมปชัญญะยังไม่เกิด มันมีแค่นี้เอง

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: