หนังสือ น้ำตาหยดสุดท้าย

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=719071

โฆษณา

การสนทนาที่ให้คุณ

ควรเป็นตัวของตัวเอง คิดอะไรยังไง ควรแสดงออกมาแบบนั้น รู้ที่คิดว่ารู้ รู้นั้นๆเป็นอย่างไร ควรแสดงรู้นั้นๆออกมาตามความเป็นจริง จงกล้าที่จะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

ไม่ควรนำแนวทางการปฏิบัติของผู้อื่นมาวิพากย์ วิจารณ์ เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีชอบ,ชัง ถูกใจ,ไม่ถูกใจ ใช่,ไม่ใช่ ล้วนเกิดจากอุปทานที่ให้ค่าตามความคิดทั้งสิ้น หาใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ

การที่นำแนวทางอื่นๆมาวิพากย์ วิจารณ์ ล้วนเป็นการก่อให้เกิดเหตุใหม่ทั้งสิ้น

แม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้อื่นที่มิได้อยู่ในวงสนทนาหรือไม่ได้รู้เห็นอยู่ในเหตุการณ์ ไม่ควรนำมาวิพากย์ วิจารณ์ เพราะมีแต่การคาดเดา ให้ค่าตามกิเลสตามเหตุของแต่ละคน เหตุเก่าเพิ่งเกิดให้ผล เหตุใหม่ทำไปอีกแล้วด้วยความไม่รู้

ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น แล้วผลจะไปไหน วัฎสงสารยาวนานเพราะเหตุนี้ มองนอกตัว แต่ไม่มองในตัว ไม่รู้ชัดในตัว หากรู้ชัดภายในได้ ย่อมรู้ชัดภายนอก

เคยคิดทบทวนมั่งไหม นาฬิกาชีวิตของตัวเองนั้น เหลือเวลาในการมีชีวิตอยู่มากน้อยแค่ไหน จะไปเสียเวลากับเหตุของผู้อื่นอยู่ทำไม ทำไมจึงไม่สร้างเหตุเพื่อดับเหตุทั้งปวงที่เกิดตัวเอง

เมื่อกล้าเป็นตัวของตัวเอง จะกล้าให้คนอื่นๆสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากย์ วิจารณ์สิ่งที่เราคิด และกำลังทำอยู่ได้

การเห็นต่าง ไม่ใช่เหตุของความแตกแยกเสมอไป การเห็นต่าง หากกล้าเป็นตัวของตัวเอง ย่อมมีแต่ประโยชน์

บางสภาวะ เราไม่สามารถมองเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองตามความเป็นจริงได้ จุดบางจุด ข้อบกพร่องของตัวเองยากที่จะมองเห็นได้ หากกล้าที่จะยอมให้ผู้อื่นสามารถแสดงข้อคิดเห็นตรงๆได้ ย่อมมีแต่ประโยชน์

การปฏิบัติที่ได้ผล จะมีแต่ความเป็นอิสระจากกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ กิเลสจะเป็นนายเราน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะอยู่กับปัจจุบันทันมากขึ้น เนื่องจากสติรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต กิเลสที่เกิดขึ้น ย่อมดับไวได้มากขึ้นเรื่อยๆ

อกาลิโก

ธรรมนี้เป็นอกาลิโก คือ ไม่จำกัดกาล ไม่มีเรื่องของกาลเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่เรื่องของเหตุและผล ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากสุตตมยปัญญาหรือจินตมยปัญญา แต่เป็นเรื่องของจิตภาวนาโดยตรง

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ธรรมจะทันยุคสมัย ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ ธรรมเป็นอกาลิโกเพราะเหตุนี้ ไม่ต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของเหตุที่แต่ละคนกระทำไว้ ผลจึงมาแสดงให้ได้รับ ในรูปของเหตุปัจจุบัน

ต่อให้น้ำท่วมโลก ต่อให้ไม่มีดวงอาทิตย์ ต่อให้ไม่มีโลกใบนี้ ธรรมก็ยังคงเป็นธรรม แต่จะพบธรรมนั้นๆได้ ต้องมียานพิเศษส่วนตัว ต้องสร้าง ต้องทำกันขึ้นมาเอง คนอื่นๆทำแทนให้ไม่ได้ นี่แหละ ความพิเศษของธรรม

ผู้หลงทางในกาลเวลา

เราเองไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆเลย หลงทางในกาลเวลามายาวนาน ซึ่งไม่สามารถจะไประลึกได้หมดว่าหลงเดินทางข้ามเวลามานานเท่าไหร่แล้ว วัฏสงารเหมือนเขาวงกต ประตูทางออกมี เพียงแต่มีใครพบประตูนั้นแล้วหรือยัง

นับว่ากุศลยังมีอยู่ มีผู้ที่พบประตูทางออกนั้นแล้ว ทั้งยังได้ทิ้งแผนที่สำหรับหาประตูทางออกไว้ให้ ทุกๆคนมีแผนที่ในมือ เพียงแต่ขาดผู้นำทาง จึงต้องพึ่งพาตนเอง โดยอาศัยกำลังใจของตัวเองว่า มีคนออกไปได้ เราต้องออกได้

ถึงแม้จะมีแค่แผนที่ ยังดีกว่าเดินทางโดยไม่รู้อะไรเลย เหมือนคนตาบอด มองอะไรไม่เห็น แสงสว่างเป็นยังไงก็ไม่รู้จัก นับประสาอะไรกับประตู รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ได้แต่คาดเดาเอาเองว่า ประตูต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

มาวันนี้ เราพบประตูบานนั้นแล้ว รู้ทางออกแล้ว รู้วิธีที่จะผ่านประตูนั้น จึงมาบอกกับผู้ที่กำลังหาทางออก เหมือนเราในอดีตที่เคยเป็นมาก่อน เคยทั้งงมหา ทั้งคลำทางหา ทั้งล้มลุกคลุกคลาน เจออุปสรรคมากมาย นั่นก็เพราะเหตุที่เราทำไว้

ทางจะราบเรียบ ทางจะขรุขระ จะมีขวากหนามหรือปูด้วยพรม ล้วนเกิดจากเหตุที่สร้างกันขึ้นมาด้วยความไม่รู้ทั้งสิ้น เมื่อบอกแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ เราไม่สนใจ เรามีหน้าที่แค่บอกเท่านั้นเอง ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นเรื่องของเขา

เราจึงเดินย้อนกลับไปกลับมาแบบสบายๆ ไม่ต้องมาล้มลุกคลุกคลานแบบก่อนๆ ถึงมีหนามวางไว้เป็นระยะๆก็ไม่กลัว เพราะมันคือภาพมายา ถ้าไปยึดในสิ่งที่เห็น ก็จะเจ็บตามที่ยึด ส่วนเจ็บมากหรือน้อยแล้วแต่จะยึด

ตอนยังไม่เห็นทางที่ชัดเจน จึงพาคนหลงทางบ้าง บาดเจ็บกันบ้าง แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงเดินไปกับเรา เดินห่างๆ บางคนทิ้งเราไปก็มี เราได้แต่มองผู้คนที่จากเราไป เขาไป แต่เรายังอยู่ และยังคงเดินต่อไป แม้เดินคนเดียวก็ยังเดิน

ระหว่างเดิน ก็กล่าวโทษตัวเองตลอดเวลา เราไม่น่าเลย น่าจะเป็นแบบนั้น น่าจะเป็นแบบนี้ รู้สึกเสียใจตลอดเวลา นั่นคือบททดสอบที่จะต้องเรียนรู้ และผ่านไปให้ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ ไม่รู้ว่าสุดท้าย ประตูเปิดให้ผ่านแค่ทีละคน

ประตูมีหนึ่งประตูมีหลายประตูนับไม่ถ้วน แต่ประตูทางออกที่แท้จริงมีเพียงหนึ่ง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าประตูบานไหนคือประตูทางออกที่แท้จริง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาและที่กำลังทำให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ท่านจงมาดูเถิด

เมื่อพบทางออก พบประตูที่แท้จริง จิตจะปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย ไร้กังวล แม้กระทั่งความสงสัยใดๆตลอดจนความเคลือบแคลงในใจไม่มีอีกเลย จะระลึกถึงแต่พระคุณของผู้ที่ทิ้งแผนที่หรือเขียนแผนที่ไว้ให้

การบอกกับผู้ที่กำลังเดินหาประตู จะบอกด้วยความเมตตา จิตจะมีแต่เมตตา ไม่โกรธเคืองใดๆ หรือแม้กระทั่งไม่มีความรู้สึกผิดหวังในยามที่บอกไปแล้วไม่มีใครเชื่อ ไม่เกิดความสมหวัง หากแม้นมีคนเชื่อ รู้แค่ว่าบอกด้วยใจที่ออกมาจากใจจริงๆ

จึงไม่มีทั้งความสมหวังและผิดหวัง เพราะไม่ได้หวังผลในการบอกแต่อย่างใด

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: