เกิดก็เพราะเหตุ ดับก็เพราะเหตุ

การที่ทุกคนได้มาพบเจอกัน ได้เกิดมาร่วมกัน ไม่ว่าจะพบกันในฐานะใดๆก็ตาม ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาร่วมกัน ส่วนจะพบกันในฐานะอะไรก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา

เมื่อหมดเหตุต่อกัน ทุกคนจึงต้องจากกัน ส่วนจะจากกันชั่วคราว แล้วมาพบกันในร่างใหม่หรือเปลือกใหม่ อยู่ที่ว่ายังมีเหตุต่อกันอีกหรือไม่

หากหมดเหตุต่อกันจริงๆ ทุกคนต้องจากกันชั่วนิรันดร์ เนื่องจากไม่ได้สร้างเหตุอันเป็นเหตุที่จะต้องมาพบเจอกันอีก

การเกิดและการตาย

คำว่า ” เกิด ” หรือ ” ตาย ” ล้วนเป็นเพียงคำสมมุติ เพื่อใช้ในการใช้ภาษาให้เข้าใจตรงกัน แต่โดยสภาวะตามความเป็นจริงของการเกิดและการตาย คือ

เกิด ก็เพราะมีเหตุ เพียงแต่สร้างเหตุมาแบบไหน ร่างกายหรือเปลือกนั้นๆ ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุที่ทำมา

ตาย ก็เพราะหมดเหตุ เพียงแต่จะหมดชั่วคราว แค่เปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างหนึ่งตามวิบากกรรมหรือเหตุที่ทำไว้

หรือ ตายเหนือตาย คือ สร้างเหตุที่ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ความไม่รู้

ด้วยความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เพราะอวิชชา ( ความไม่รู้ ) ครอบงำอยู่ เป็นเหตุให้เกิดการยึดติดในเปลือกหรือร่างกายที่มีอยู่ ยึดติดความเป็นตัวเป็นตนที่มองเห็น จึงเป็นเหตุให้เกิดความสุขหรือทุกข์เนืองๆ จากเหตุของการเกิดและการตาย

เมื่อยังมีความไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่คิด

จึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ โศกะ ปริเทวะ ความโศกพิไรรำพันเพราะเหตุนี้ น้ำตาในวัฏสงสารจึงมีมากมายเหลือคณานับเพราะเหตุนี้

น้ำตาหยดสุดท้าย

ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่อง นำตาหยดสุดท้ายขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะข้าพเจ้าไม่ต้องมามีน้ำตาให้กับความทุกข์ ความโศกเศร้า โศกาอาดรูอีกต่อไปแล้ว

เนื่องจากเข้าใจในเหตุของการเกิด และผลที่ได้รับของการเกิด เข้าใจเหตุของตาย และผลที่ได้รับของการตาย

ชีวิตหลังความตาย ตายเหนือตาย เมื่อเห็นได้ดังนี้ โศกะ ปริเทวะ จึงไม่มีเกิดขึ้นในจิตของข้าพเจ้าอีกต่อไป

เมื่อมีผู้ตกตายในครอบครัว ข้าพเจ้าจึงมิได้รู้สึกทุกข์โศกแต่อย่างใด เกิดก็เพราะมีเหตุร่วมกัน จากกันไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ก็เพราะหมดเหตุต่อกัน เพียงแต่ข้าพเจ้ายังคงทำตามหน้าที่ ที่ควรทำ แต่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลแต่อย่างใด

ความทุกข์

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงว่า ต้นตอของความทุกข์ทั้งปวงหรือทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น เกิดขึ้นเพราะอะไร จึงเป็นทุกข์เพราะเหตุนี้

เมื่อไม่ได้สร้างเหตุที่ทำให้เกิดเหตุของการดับทุกข์ ผลคือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ที่เป็นไปตามเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

โฆษณา

หลับแต่รู้กาย

๒๖ พค.๕๔

สภาวะเวลานอนหลับแล้วรู้สึกกาย กลับมาอีกหลังจากห่างหายไปหลายวัน เป็นเหตุให้รู้จักคำว่าหลับสนิททั้งคืนในช่วงนั้นอีกครั้ง แต่สภาวะไม่เที่ยง ตอนนี้หลับแต่รู้กายในยามหลับกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

สภาวะดีมั่ง ไม่ดีมั่ง ยังมีให้ค่าอยู่ เรื่องปกติ เพราะยังมีกิเลส แต่จิตไม่ไปทุกข์ กับกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะสติยังไม่ทัน ถ้าทันมันจะดับทันที จะเหลือแค่รู้ แค่ดูในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีการให้ค่าสภาวะว่าดีหรือไม่ดีแต่อย่างใด

ช่วงนี้มีตัวปัญญาเกิดขึ้นอย่างมากมาย เป็นเหตุให้นึกถึงสภาวะที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ช่วงก่อนที่สมาธิจะสูญหายไปหมด ยังจำสภาวะนั้นได้ดี การผ่านมิติจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง หลังที่หลุดจากสภาวะนั้นมา

ตัวปัญญาหรือตัวรู้เกิดขึ้นมากมาย เยอะมากๆ เหมือนดูหนังที่วิ่งผ่านหน้าไปด้วยความเร็วสูง จำไม่ได้เลยว่ามีอะไรมั่ง รู้แต่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งนั้น แล้วรู้สึกกายที่มีอยู่เหมือนไม่ใช่กาย มันกลวงๆไปหมด

เหมือนหุ่นยนต์ เหมือนอะไรสักอย่างที่ให้เราอาศัยอยู่ แต่มันไม่ได้เรียกว่ากาย มันว่างเปล่า ไม่มีคำเรียก ร่างกายจะขยับเป็นออโต้ อะไรกระทบมารู้ทันที เป็นออโต้ แบบอะไรกระทบมา จะดับหายไปทันที สมาธิเยอะมากๆ ยังจำสภาวะนั้นได้ดีนะ

ยังจำได้นะ เคยอ่านเจอในตำราที่เขียนเอาไว้ว่า ถ้าจิตเราไม่กลับมา จะทิ้งกายหยาบไว้ทางนี้ นั่นคือ อีกมิติหนึ่งของเวลา ต้องอาศัยกำลังของสมาธิที่มีกำลังมากๆ และกำลังของสติ สัมปชัญญะที่มีกำลังมากๆพอๆกัน แต่กำลังของสมาธิจะนำหน้า

กำลังของสติ จะรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ช่วงเวลาจะผ่านมิติของเวลา จะถูกพลังที่มองไม่เห็น มีกำลังมากๆดูดเข้าไปในแสงที่สว่างมากๆ

นิโรธสมาบัติ

เวลาเราคุยเรื่องการเข้านิโรธ ไม่มีใครเชื่อเรา เพราะในตำราเขียนไว้ว่า ต้องเป็นพระอนาคามีเท่านั้น ถึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้ สภาวะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เราหลุดออกมาจากสภาวะมิติของเวลา

สภาวะการเข้านิโรธเราจำได้ดี จำได้แม่นยำ เคยเข้าหลายครั้ง แต่ไม่ได้เข้านานๆเป็นอาทิตย์แบบที่ตำราเขียนเอาไว้ เกิดแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วเราไม่ได้กำหนดอะไรเลยด้วย นั่งสมาธิปกตินี่แหละ

สภาวะที่เกิดขึ้น ตรงกับตำราที่เขียนไว้ทุกอย่าง สภาวะก่อนจิตจะดับเราจำได้ดี เราจึงไปคุยกับคนที่รู้ตำรา เราบอกว่า ตำราใช่ว่าจะบันทึกข้อมูลไว้ถูกต้องเสมอไป แต่โดยส่วนรวม น่าจะเป็นดังที่ตำราเขียนเอาไว้

เพราะต้องมีกำลังของสมาธิเยอะมากๆ ต้องมีกำลังของสติเยอะมากๆ จึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้

สภาวะปัจจุบัน เราเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้แล้ว กำลังของสมาธิที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีไม่มากพอที่จะทำแบบนั้นได้

สภาวะนิโรธสมาบัติกับฌานสมาบัติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งโดยสภาวะและกำลังของสมาธิ ต้องรู้และสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ จงอย่าเชื่อ ฟังไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

พระธาตุ

เรื่องพระธาตุอีก เราบอกไปไม่มีใครเชื่อ เรื่องการที่กระดูกเป็นพระธาตุ นำมาอ้างว่าเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอนนั้น ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป การเป็นพระอรหันต์ นำเรื่องกระดูกเป็นพระธาตุมายืนยันสภาวะไม่ได้หรอก

เพราะว่า ผู้ที่มีสภาวะ อาตาปี สัมปชาโน สติมา จะมีกระดูกหรือแม้กระทั่งเส้นผม เป็นพระธาตุอย่างแน่นอน แล้วพระธาตุเส้นผมไม่ใช่เป็นที่ลักษณะของเส้นผมแบบที่นำมาพูดๆกัน แต่ในเส้นผมที่โกนหรือที่ตัดออกมานั้น จะปรากฏพระธาตุขึ้นมาเอง

ลักษณะพระธาตุที่เกิดขึ้น บางวรรณะจะมีสีขาวใส บางวรรณะมีสีแดงแบบเลือด ลักษณะรูปร่างเหมือนเมล็ดงา เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง

ส่วนที่มีผู้นำมากล่าวว่า ผู้ที่เพ่งฌาน กระดูกจะเป็นพระธาตุ สภาวะตรงนี้จะเหมือนสภาวะอาตาปีฯอยู่อย่างหนึ่งคือ

ผู้ที่มีสภาวะอาตาปีฯ จะเป็นผู้ที่ได้ฌานทุกคน ไม่มีใครไม่ได้ฌาน เพราะจิตจะทรงฌานตลอด เรียกว่า จิตเป็นสมาธิเนืองๆ

ความแตกต่าง คือ สภาวะอาตาปีฯ จะเป็นสภาวะของผู้ขัดเกลากิเลส ต้องอาศัยสมาธิกำลังระดับฌาน เป็นสัมมาสมาธิ ไม่งั้นไม่สามารถรู้ชัดอยู่ในกายได้นาน ยิ่งรู้ชัดในรูปนาม กายและจิต )ได้มากเท่าไหร่ บ่งบอกถึงกำลังของสมาธิที่มีกำลังมาก

เพราะสภาวะของสมุจเฉทประหาน จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีกำลังสมาธิระดับฌาน ไม่ใช่แค่ขณิกสมาธิ แต่ขณิกสมาธิสามารถสะสมให้เกิดกำลังเท่ากับอัปปนาสมาธิได้นั้น ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรู้ชัดในกายและจิตได้บ่อยๆ

สภาวะของผู้เห็นอริยสัจ ๔ จึงมีสภาวะก้าวกระโดดเพราะเหตุนี้ ( มีต้นทุนเดิมของสมาธิระดับฌานติดมา ) โดยไม่ต้องผ่านจนครบญาณทั้ง ๑๖

พระองค์จึงทรงยกย่องจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิเพราะเหตุนี้

สาวนสภาวะผู้เพ่งฌาน เป็นมิจฉาสมาธิ ขาดความรู้สึกตัว

การเจริญสติ

เราจึงเน้นเสมอๆว่า ทำไปเถิด ทำให้ต่อเนื่อง สภาวะดีก็ให้รู้ ไม่ดีก็ให้รู้ มันจะทุกข์เพราะการให้ค่าว่าดีหรือไม่ดี ให้ยอมรับไปตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต รู้ลงไปบ่อยๆในความรู้สึกนั้นๆ ทุกข์ซะให้เข็ดเพราะความอยาก

เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อ อยากมี อยากได้หรืออยากเป็นอะไรๆในสมมุตินั้นๆเลย

หากยังมีติดในสมุมตินั้นๆว่าได้อะไร เป็นอะไร นั่นคือเหตุทั้งนั้น มีแต่เหตุของการสร้างเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป

เราปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ การดับทุกข์คือ ดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากตัวเราเอง เหตุไม่ได้เกิดจากอะไร จากใครที่ไหนเลย เกิดจากกิเลสที่ยังมีอยู่ในจิตนี้แหละ เราจึงมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพราะสติเท่านั้นที่จะรู้เท่าทันต่อจิตทุกขณะๆได้

แต่สติที่มีอยู่ ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะรู้เท่าทันจิตได้ ขนาดจิตเราเองแท้ๆยังรู้เท่าทันไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับนอกตัว เราจึงต้องสร้างสติให้เป็นมหาสติ จึงมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อได้อะไร เป็นอะไรในสมมุติที่นำมาเรียกๆกันเลย

มีแต่กิเลสทั้งนั้น กิเลสของความอยากที่มาแสดง ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุตินั้นๆ แต่มองไม่เห็น เพราะอ่านมากไป ฟังมากไป กิเลสเลยท่วมท้นในด้วยความอยาก ทั้งๆที่จิตเป็นกุศลแท้ๆ ไม่ได้อยากไปทางอกุศลเลย

ขึ้นชื่อว่าความอยาก ไม่ว่าจะอยากทางกุศลหรืออกุศล ล้วนบดบังสภาวะ เป็นเหตุให้ไม่เห็นตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

จิตเป็นอิสระ

จิตที่เป็นอิสระ คือ จิตที่ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป ไม่ว่าจะยังมีการให้ค่าสภาวะตามกิเลสที่ยังมีอยู่ มีให้ค่าแต่ไม่ยึด รู้ว่ายังให้ค่า ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิต แล้วยินดีรับผลที่เกิดขึ้น

เมื่อยอมรับได้แบบนี้ จิตจึงไม่ไปเป็นทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด จะมีแค่รู้ แค่ดูอยู่กับสภาวะนั้นๆหรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มีเพราะยังมีเหตุ หากหมดเหตุ ผลย่อมไม่มี

ยิ่งอยู่กับปัจจุบัน คือ รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้สามารถอยู่ได้กับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น มีให้ค่าแต่ไม่ทุกข์

คิดแต่ไม่ต้องมาทุกข์เพราะคิด ที่ยังทุกข์เพราะคิด เกิดเนื่องจากการยึดติดที่ยังมีอยู่

ขอเพียงยอมรับตามความเป็นจริง ดูตามความเป็นจริงของการให้ค่า ( กิเลส ) ที่เกิดขึ้นในจิต จึงเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง ( กิเลส ) มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึง สภาวะของสติที่มีกำลังมากขึ้น

หากสติไม่มากพอ จะเห็นแบบนั้นไม่ได้ มีแต่จะไหลไปตามสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อไหลไปเช่นนั้น กิเลสที่เกิดขึ้นจึงเหมือนเพียงสายลมที่พัดมากระทบกายแล้วหายไป เรียกว่ายังดูไม่ทัน

หากดูทัน จะรู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ ความคิดไปห้ามไม่ให้คิดคงไม่ได้ ยกเว้นสติทัน ความคิดย่อมดับลงได้ไว หากสติยังไม่ทัน ความคิด ( กิเลส ) ย่อมมีกำลังมากกว่า

ความคิดมี ๒ แบบ

๑. คิดแล้วรู้

ลักษณะหรือสภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แล้วไม่เกิดความรู้สึกรำคาญความคิดนั้นๆแต่อย่างใด จิตยังคงตั้งมั่นอยู่แบบนั้น สามารถรู้ทั้งกายได้ รู้ทั้งความคิดที่เกิดขึ้นได้

๒. คิดแล้วปรุง

ลักษณะหรือสภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ไหลไปตามความคิด ไม่สามารถรู้ที่กายได้ บางครั้งก่อให้เกิดความหงุดหงิด ความรำคาญในความคิดนั้นๆ แล้วคอยเฝ้าดูว่า เมื่อไหร่ความคิดนั้นๆจะหายไป หรือจะหยุดความคิดนั้นได้อย่างไร

พฤษภาคม 2011
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: