เป็นเรื่องแปลก

๒ มิย.๕๔

มีเรื่องที่เราขบคิดมาตลอด แต่ยังไม่ได้คำตอบจากตัวรู้ เชื่อว่าสักวันได้คำตอบอย่างแน่นอน เพราะทุกๆเรื่องที่เคยสงสัยได้คำตอบทุกๆคำตอบว่าคืออะไร เป็นเหตุให้สิ้นสงสัยในเรื่องการปฏิบัติทุกๆแนวทาง

มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ยังไม่ได้คำตอบ เป็นเรื่องของผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง ทำไมทุกคนต้องเจอความรู้สึกตัวเดียวกันหมด คือ มีความรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวเองจะต้องตาย ความรู้สึกนี้ไม่มีผลต่อการปฏิบัติใดๆ

เห็นอะไรบางอย่างในความรู้สึกนี้ เพิ่งเห็นนะ ปกติแล้ว ถ้าคิดว่าตัวเองจะต้องตาย ต้องรีบทำความเพียร เพราะคิดว่าเวลาเหลือน้อย แต่เรากลับไม่เป็นแบบนั้น เราคงใช้ชีวิตปกติ ปฏิบัติปกติ ทำตามสภาวะ ไม่มีความขยันเพิ่ม

เห็นกิเลสสภาวะของความอยากที่คอยเข้าแทรก เพิ่งเห็นนะ เพิ่งเห็นแบบชัดๆ ดูที่ตัวสภาวะ

” ปกติแล้ว ถ้าคิดว่าตัวเองจะต้องตาย ต้องรีบทำความเพียร อาจจะคิดว่าเวลาเหลือน้อย ”

นี่คือ สภาวะของกิเลสความอยากที่มีโอกาสเข้าแทรกได้ โดยที่เจ้าของความรู้สึกไม่รู้ตัวเลย

สภาวะเราก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ตกหลุมพรางของความอยาก กิเลสตัวนี้จะเข้าแทรกแซงทุกสภาวะ เป็นเหตุให้เกิดการยึดติดแต่ไม่รู้ว่ายึดติด คำว่า ” ต้องรีบทำความเพียร เพราะคิดว่าเวลาเหลือน้อย ”

นี่คือ สภาวะของความอยากเข้าแทรก มันคือการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ามี สิ่งที่คิดว่าเป็น นี่แหละ ยึดแต่ไม่รู้ว่ายึด

ถ้าถามว่า แล้วไม่ใช่การประมาทเหรอ ถ้าไม่คิดแบบนั้น ทำไมไม่เร่งทำ อาจจะต้องเกิดอีกก็ได้

ตรงนี้มีคำตอบนะ การอยู่กับปัจจุบันดีที่สุด หากแม้นยังมีเหตุ ผลย่อมมี เราไปให้ค่าต่อตัวสภาวะไปล่วงหน้าเอง หากจะต้องตาย ยังไงก็ต้องตาย หากจะต้องเกิด ยังไงก็ต้องเกิด สร้างเหตุที่ปัจจุบันดีที่สุด

สิ่งที่เกินปัจจุบัน ล้วนเป็นกิเลสทั้งนั้น นี่แหละเหตุของการตกหลุมพราง ด้วยความไม่รู้ แก้ไขสภาวะแต่ไม่รู้ว่าแก้ไข ทำไมต้องรีบทำ ทำไมต้องขยัน จะไปตกเป็นเหยื่อของกิเลสอีกทำไมล่ะ

เคยเจอคำพูดหนึ่งของคนที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร เขาพูดทำนองว่า เขาพยายามชะลอเรื่องการปฏิบัติ ตราบใดที่เขายังจัดการอะไรยังไม่เสร็จ นิพพานเขายังไม่ไป

เราฟังแล้วคิดเลย เวรกรรมจริงๆ เขาไม่รู้จักสภาวะของพระนิพพานจึงได้พูดเช่นนี้ คนนี้เป็นคนดังนะ เป็นคนที่ได้รับเชิญแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ

คือ เรามองเหตุที่เขาทำอยู่ เขาอาจจะพบธรรมเห็นธรรมจริง แต่ยังไม่เห็นสภาวะที่แท้จริงของพระนิพพานจึงทำให้พูดแบบนี้ เขาอยู่ในส้นทางของมรรค ยังไม่ใช่ผล

มีเยอะนะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสภาวะแบบนี้ มีเยอะมากที่อยู่แค่เพียงเส้นทางของมรรค แต่ยังไม่ใช่ผล หลายๆคนประสบสภาวะตรงนี้เมื่อเข้าสู่เส้นทางของมรรค คือ ตกหลุมพรางกิเลส

ของสภาวะว่าได้อะไร เป็นอะไรในบัญญัติที่มีไว้ เป็นเหมือนกันหมดเลย ไม่มียกเว้นผู้ใดเลย จนกว่าจะปล่อยวางในสิ่งที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไรให้หมดสิ้น สภาวะจึงจะดำเนินต่อไป

แม้นรู้ปริยัติใช่ว่าจะรอดจากสภาวะนี้ เพราะพอพูดถึงพระนิพพาน ล้วนมีแต่การคาดเดาว่า นิพพานจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ แต่ตัวสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริง อธิบายออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมไม่ได้

ตรงนี้คาดเดา

คือเริ่มเข้าใจในความรู้สึกของพระพุทธเจ้าว่า ครั้งแรกเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้ ทำไมทรงปริวิตก เพราะพระธรรมนี้เป็นสภาวะที่ละเอียดมากๆ

ถ้าเปรียบเทียบกับเราหรือคนทั่วๆไป ความรู้สึกคงไม่แตกต่างกัน เพราะทุกคนมีความรู้สึกเหมือนๆกันหมดว่าตัวเองต้องตาย เรียกว่ารู้สึกว่าจะต้องตายตลอดเวลา มันรู้สึกแบบนั้น ชีวิตหรือการกระทำจึงระวังในเรื่องของการสร้างเหตุ

แล้วมีครุ่นคิดเหมือนๆกันว่า ทำยังไงหนอจึงจะให้คนอื่นๆรู้เหมือนที่เรารู้ เราเคยเป็นนะ ความรู้สึกเช่นนี้ในตอนแรกๆ พอสติมา จิตกลับอยู่ที่ปัจจุบัน มองเห็นแต่เพียงว่า เหตุมี ผลย่อมมี เลยไม่คิดห่วงคนอื่นๆอีกต่อไป ดูตามความเป็นจริง

พบธรรมเห็นธรรม ทำไมต้องตาย

สภาวะตรงนี้ ยังไม่มีคำตอบว่าทำไมต้องมีความรู้สึกว่าตัวเองต้องตาย แม้กระทั่งคนที่พบเห็นเหมือนกัน ต้องมีความรู้สึกเหมือนๆกัน เพียงแต่น้องคนนี้เขาเจาะจงปีที่ต้องตายว่าเป็นปี ๕๖

แล้วน้องคนนี้ มีอะไรเหมือนๆเราหลายๆอย่าง เขามองเห็นทั้งอนาคตและอดดีตของคนที่เข้าไปคุยกับเขา เรียกว่ารู้เรื่องของคนๆนั้นหมด แม้กระทั่งคิดอะไรในใจ เขาก็รู้ เขาบอกว่า เขาไม่พูดให้คนๆนั้นรู้ เพราะมันคือเหตุของคนอื่นๆ

เรื่องการถ่ายเทสมาธิ เขามีสภาวะเป็นผู้รับ ไม่ใช่ผู้ให้ เขาเองรู้เรื่องนี้ดี และยังรู้จักคนอื่นๆที่เป็นพวกถ่ายเทสมาธิเหมือนกัน พวกนี้จะมีสภาวะเหมือนกันหลายๆอย่าง

การถ่ายเทสมาธิจะทำกันแบบง่ายๆ คือ พูดคุยปกติ แล้วสมาธิจะไหลไปหาให้กับผู้ที่มีสภาวะเป็นผู้รับเอง นี่สำหรับผู้ที่รู้จักสภาวะพวกนี้ เขาจะขออนุญาติก่อนว่า ขอสมาธินะ

ส่วนผู้ที่มีสภาวะเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว พวกนี้จะรู้สึกเหนื่อยง่ายเวลาที่อยู่ในหมู่คนเยอะๆ เพราะสมาธิจะไหลไปหาคนที่มีสภาวะเป็นผู้รับตลอด บางคนหยุดตัวเองได้ บางคนหยุดตัวเองไม่ได้

ส่วนเรานั้น มันมีความรู้สึกว่าไม่วันนี้พรุ่งนี้เราต้องตาย ไม่ได้เจาะจงปี มันรู้สึกแบบนั้น มาช่วงนี้ความรู้สึกว่าต้องตายแน่นอน มันรู้สึกได้เด่นชัดมากๆ เป็นเหตุให้เราเร่งเขียนหนังสือน้ำตาหยดสุดท้าย กับ มรรคาอนาลัย ให้เสร็จ

เพื่อให้เป็นที่ระลึกในงานศพของตัวเราเอง หรือแม้เรายังไม่ตาย หากหนังสือเสร็จแล้ว เราจะทำแจกเป็นธรรมทาน จนกว่าเราจะตายจริงๆ นี่ตั้งใจไว้แบบนี้

ตอนนี้ได้รู้เรื่องสภาวะของกามราคะ-ปฏิฆะ ได้คำตอบจากตัวรู้ที่เกิดขึ้น พอรู้แล้วร้องอ้อเลย เป็นเช่นนี้เองเหรอ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เคยสงสัย และได้คำตอบแล้วว่าอะไร ทำไม

สภาวะนี้ต้องเป็นสมุจเฉทประหานเท่านั้น ไม่แตกต่างในเรื่องของโสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล เหมือนๆกัน ต้องผ่านมรรคก่อน จึงจะเกิดปัจจเวกอีกครั้ง จะเห็นสภาวะพระนิพพานที่ละเอียดขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องอื่นๆที่มีคนนำมาพูดๆกัน เรื่องความกำหนัดในกามอะไรนั่น เป็นแค่กิเลสหยาบๆ เป็นการขัดเกลาสภาวะแบบหยาบๆ มีเรื่องของกิเลสความอยากมี อยากได้ อยากเป็น เข้าแทรกด้วย แต่ตัวผู้ที่นำมาพูดนั้น พูดด้วยความไม่รู้

คิดถึงแต่ความตาย

๑ มิย.

ไม่ยึดเสียได้ สบายโคดๆ

ความรู้สึกในช่วงนี้คือ สบายโคดๆ ทำตามสภาวะอย่างเดียว ตัดตัวอยากลงไปได้ระดับหนึ่งนี่สบายสุดๆเลย ตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมากมาย มีแต่รายละเอียดของสภาวะต่างๆที่สามารถอธิายให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่คิดประมาทอีกเลย

ผัสสะที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สติทันมากขึ้น บางสภาวะกระทบปั๊บ ดับทันที กลายเป็นแค่ดู เห็นแต่เหตุในอดีตที่ทำไว้ แล้วดับทันที ไม่ต้องดูต่อ บางสภาวะผ่านไปแล้ว จิตจะมาทบทวนพิจรณา มองเห็นการคิดแก้ไขสภาวะ

คือ ไม่ว่าจะร้อน หนาว เย็น ชอบหรือชัง ไม่ว่าสภาวะใดๆที่เกิดขึ้นในจิต ยามที่มีผัสสะเกิดขึ้น บางครั้งยังมีดูไม่ทัน กิเลสไวมากๆ พอเวลาเกิดความคิดพิจรณาขึ้นมา จะย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา มองเห็นช่องโหว่

จิตจะร้องอ้อๆๆๆๆ สภาวะมาสอนให้เรียนรู้ ให้อยู่ได้กับทุกสภาวะ ไม่ว่าจะร้อน หนาว ชอบ ชังฯลฯ เรียกว่า ไม่ว่าสภาวะใดๆเกิดขึ้น ต้องอยู่กับสภาวะนั้นๆได้ โดยไม่ไปทุกข์หรือสุขกับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ช่วงนี้จิตเบิกบานจริง มีความอยากนะ อยากเขียน อยากเล่า แต่สนใจเรื่องปฏิบัติมากกว่า การบอกเล่านี่ ถือว่าเปลี่ยนอิริยาบทเท่านั้นเอง ยืนเมื่อยแล้วก็เดิน แล้วนั่งต่อ พอเบื่อก็เล่นเกมส์บ้าง เกมส์ ZUMA นี่แหละ สมาธิเกิดเรื่อยๆระหว่างเล่น

เล่นแก้เบื่อ ไม่ได้เล่นเพราะอยากเล่น ถ้าตอนไหนอยากเล่นก็จะเล่น ไม่สนใจว่าจะเป็นสมาธิแบบไหนๆ หรือจะเป็นอะไร หรือใครจะมาคิดอะไร นั่นคือเหตุ มองแค่นั้น ผลคือผู้คิดเป็นคนรับ ใครทำ คนนั้นรับไป

วิธีแก้เบื่อ หรืออุบายในการรักษาจิตของเรามีหลายรูปแบบ เรียกว่าสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาวะได้ตลอด ทันมากขึ้น ทุกข์น้อยลง แค่แว่บๆ แล้วดับหายไป ยังมีชอบ ชัง แต่ไม่ไปทุกข์กับการให้ค่า

๓ มิย.๕๔

ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ช่วงนี้มีความรู้สึกว่าตัวเองจะต้องตาย มันรู้สึกได้ชัดมากๆ ไม่ได้กลัวตาย เพียงแต่รู้สึกเสียดายว่า ถ้าต้องตายไปตอนนี้ สิ่งที่รู้ทั้งหมดคงสูญสิ้นไปกับตัวเรา

นึกถึงสิ่งที่ได้รู้ ก็เข้าใจอยู่หรอกว่า พระธรรมนี้อยู่เหนือกาลเวลา ผู้ใดสร้างเหตุมาแค่ไหน ย่อมรู้ไปตามสภาวะของคนๆนั้นแค่นั้น อาจจะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนานเท่าไหร่ไม่อาจจะรู้ได้ คาดเดาไม่ได้

ทุกอย่างแล้วแต่เหตุที่ทำมาทั้งในอดีตและเหตุปัจจุบันที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นเนืองๆ ส่งผลทุกๆการกระทำ เราเองกว่าจะมาถึงจุดๆนี้ใช่ว่าจะเดินทางแบบสะดวกสบาย ต้องล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เพราะขาดคนนำทาง

ทำแบบสะเปะสปะ เพราะไม่เข้าใจในเรื่องของสภาวะ ไม่รู้เรื่องของกิเลส ทั้งๆที่ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบทไหนๆ กิเลสอยู่คู่กับเราตลอดเวลา ไม่เคยรู้เรื่องราวตรงนี้เลยจริงๆ นิดเดียวก็ไม่รู้ ว่าต้นตอของเหตุที่แท้จริง อยู่ในตัวเรานี่เอง

มีแต่วิ่งหา เขาว่าที่ไหนดี ชวนกันไปก็ไปตามเขา เพราะมีจิตชอบในทางนี้อยู่แล้ว ใครชวนไปไหนไปหมด ไปทุกภาค ทุกที่ ไปแล้วก็งั้นๆ ฟังธรรมแล้วตื่นเต้น ฟังไปสักพักก็งั้นๆ ปฏิบัติแล้วก็งั้นๆ เพราะทำไม่ถูกจุด ทำเพราะตามคนอื่นๆเขา

ไม่ได้ทำเพราะรู้เหตุของการทำที่แท้จริง ว่าทำเพื่ออะไร ทำไมต้องทำ ที่ทำๆมาไม่ค่อยจะเห็นผลเพราะอะไร ไม่เคยรู้เลย ทำไม่ถูกจุดจะไปเห็นผลชัดๆได้ยังไง เห็นแค่ลูบๆคลำๆ แต่ไม่รู้ว่าลูบคลำ เป็นเหตุให้สุขๆทุกข์ไปตามเหตุที่ทำ

ถึงแม้ว่าจะสุขๆทุกข์ก็ยังทำ อย่างน้อยสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ถึงแม้จะทุกข์ ชีวิตก็ยังดีขึ้น ทุกข์ไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร สุขไม่รู้ว่าสุขเพราะอะไร ได้แต่คาดเดาว่า เพราะทำแบบนี้ ชีวิตจึงดีขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากความศัรทธาที่มีอยู่เป็นทุนเดิม

๔ มิย.๕๔

น่าเบื่อเช่นนี้เองหนอ

ชีวิตต่อให้มีความสุข ที่คิดว่าสุข สุดท้ายเห็นแต่ความเบื่อหน่าย ชีวิตไม่ได้มีอะไรเลย ทำงาน กิน พูด ยืน เดิน นั่ง นอน ถ่ายฯลฯ มีแค่นี้เอง นอกนั้นหาสาระอะไรในชีวิตไม่ได้เลย เห็นแต่เหตุและก็เหตุ

เห็นแต่ผลของเหตุที่ทำไว้ มาแสดงให้ได้รับในรูปแบบต่างๆ อะไรๆที่เคยมองว่าคนนั้นเอาเปรียบ คนนี้เอาเปรียบ ไม่ว่าจะในชีวิตแบบไหนๆ ทั้งหมดเกิดจากความไม่รู้ จึงได้กล่าวโทษนอกตัว ผลคือ ความขุ่นข้องใจที่เกิดขึ้น

เมื่อคืนมีความคิดว่ารู้สึกสบาย เช้ามาถูกสภาวะสอนเลย อะไรล่ะสบาย ให้ค่าเองทั้งนั้น มองไปเห็นแต่ความเบื่อหน่าย ไม่เห็นมีแก่นสารอะไรที่จะยึดถือได้ ไม่มีความเที่ยงแท้ปรากฏให้เห็นสักอย่างเดียว จิตเกิดความเบื่อหน่าย ขี้เกียจ สบาย เบื่อ ทั้ง ๔ สภาวะจะเกิดสลับไปมาแบบนี้

ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้สมาธิเป็นที่พักของจิต คงจะรู้สึกแย่นะ เพราะเวลาเกิดอาการเบื่อ มันจะเบื่อแบบสุดๆ เบื่อแบบไม่มีที่จะอยู่ ต้องอาศัยให้จิตพักในสมาธิ ช่วยได้เยอะมากๆ

เพราะเมื่อเกิดสภาวะเบื่อ จิตจะไม่เอาอะไรเลย เหมือนคนขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร นั่งยังไม่อยากจะนั่ง เห็นอะไรเบื่อไปหมด ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น เราจึงชอบพักในสมาธินานๆ พอออกมาจากสมาธิรู้สึกดีขึ้น จิตมีกำลังมากขึ้น

อาการเบื่อเริ่มคลายไป การใช้ชีวิตกลับมาเป็นปกติ บางคืนไม่ยอมหลับยอมนอน ตาสว่างอยู่อย่างนั้น หางานทำเพื่อให้เหนื่อย เมื่อเพลียจะได้ง่วง ผิดคาดนะ ตาสว่างเหมือนเดิม บางคืนนอนแล้ว รู้ชัดในกายอยู่อย่างนั้น

เหตุมี ผลย่อมมี เราทำตามสภาวะมาตลอด รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น ยอมรับตามความเป็นจริง ไม่โกหกตัวเอง สมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา ถ้าไม่มีสมาธิคงจะลำบากมากๆ จิตคงจะเหน็ดเหนื่อยกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะอื่นๆไม่เท่าไหร่ สภาวะเบื่อนี่สิ สุดๆเลย มันบั่นทอนจิตมากที่สุด ทำให้ไม่อยากขยับเขยื้อนทำอะไร พักนี้สภาวะนี้เกิดบ่อยมากๆ

เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

ผลของการทำต่อเนื่อง ดดยที่เราไม่ได้คิดแก้ไขสภาวะ มีอะไรเกิดขึ้น ยอมรับไปตามนั้น มีบ้างพอใจ ไม่พอใจ เรื่องปกติของคนที่ยังมีกิเลส เพียงแต่เราอาจจะมีบ้างที่เผลอจะแก้ไขสภาวะ พอสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

มองผลที่ได้รับออกทันทีว่าจะออกมารูปแบบไหน กิเลสจะเปลี่ยนรูปแบบทีนที เนียนและละเอียดมากขึ้น เราไม่อยากเริ่มต้นใหม่อีก นับว่ายังดี ผลของการทำต่อเนื่อง สติทันปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่คิด แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

ถ้าลงมือทำไปแล้ว เสร็จเลยสิเรา ไม่อยากเหนื่อยใจกับกิเลสอีกแล้ว เหนื่อยกาย พอพักก็หาย แต่เหนื่อยใจ หายยากยิ่งนัก ต้องพักในสมาธิอย่างเดียว พักในสมาธิมากๆก็ไม่ดี จิตจะไม่ยอมเอาอะไรเลย เพราะพอรู้ว่าความสงบอยู่ตรงไหน

จิตจะวิ่งไปจับที่ตรงนั้นทันที ไม่ยอมออกมารับรู้ภายนอก นี่แหละต้องรู้ให้ทัน ดูให้ทัน ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาวะ มีสติกับสมาธินี่แหละเป็นอาวุธรับมือกับกิเลสที่มาหลากหลายรูปแบบ เนียนและละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ

กลางคืน บางคืนจิตรู้ชัดในกายทั้งคืน บางคืนนอนไม่หลับ เราจะเรียกสภาวะพวกนี้ว่า สภาวะยาขยัน เพราะขยันจริงๆ ไม่ยอมหลับยอมนอน เหตุมี ผลย่อมมี แล้วสภาวะจัดสรรให้เราอีกครั้ง เป็นเหตุให้ได้พักจิตในสมาธิอย่างเต็มที่

ไปเจอร้าน mass ที่ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ จริงๆแล้วตั้งใจจะหาซื้อเก้าอี้สำหรับนั่งทำงาน ผลพลอยได้ของเหตุที่ทำมา ถึงบอกไง แล้วสภาวะจะจัดสรรให้เอง เจอโซฟา ซึ่งจะปรับเอนไปตามน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงไปบนโซฟา

ยังไม่รู้นะว่าจะออกมาเป็นแบบไหน เท่าที่ลองที่ร้านแล้ว ยอมรับว่าถูกใจ น่าจะเป็นอุการณ์ช่วยเราได้ยามที่เกิดสภาวะยาขยัน

๖ มิย.

สภาวะเบื่อเริ่มกลับมาอีก เมื่อมีสภาวะเบื่อเกิดขึ้น สภาวะที่เรียกว่าไม่อยากทำอะไร จะเกิดขึ้นคู่กัน

วันนี้สภาวะไม่ดีเลย สมาธิมีลักษณะแปลกๆ ไม่แรงแบบก่อนๆ แต่รู้ชัดในกายได้ปกติ ลักษณะของสมาธิในช่วงนี้ จะเกิดแบบเนิบๆ ธรรมชาติ คือ เวลาเป็นสมาธิจะไม่รู้สึกเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้ลักษณะที่เกิดขึ้นของสมาธิ เป็นแบบธรรมดามากๆ

เหมือนเรายืน เดิน นั่ง นอนปกติ เหมือนเราทำอะไรๆปกติ จะไม่มีลักษณะเด่นชัดว่าอันนี้ คือ สมาธิ แต่รู้ว่าเป็นสมาธิ เพียงแต่มีลักษณะเหมือนเราทำงานปกติ ใช้ชีวิตปกติ ลักษณะของสมาธิก็เป็นแบบนั้น คือ ปกติ

อธิบายดูออกจะวกวน เพราะไม่รู้จะสื่อออกมายังไง พูดง่ายๆคือ ถ้าเริ่มแรกเมื่อก่อนจะให้จิตเป็นสมาธิ เราต้องเอาจิตจดจ่อ ต้องทำให้เกิด จึงจะเกิดสมาธิได้ แต่สภาวะตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ต้องไปตั้งใจทำ ไม่ต้องไปพยายามทำให้สมาธิเกิด

สมาธิจะเกิดเอง เป็นเองแบบธรรมดาๆ เหมือนเราหายใจ หรือใช้ชีวิตแบบปกติ ตอนนี้มีลักษณะของสมาธิเป็นแบบนั้น

ตัวช่วยเยอะ

สภาวะเบื่อ ต้องใช้ตัวช่วยสารพัดรูปแบบ รู้อยู่ในกายมากๆก็เบื่อ ดูหนังบ้าง เล่นเกมส์บ้าง เดินจงกรมบ้าง หางานทำไม่ให้ว่าง ไม่งั้นจะเบื่อสุดๆถ้าต้องทำอะไรซ้ำซากจำเจ มันจะเห็นแต่ความเบื่อ

แม้กระทั่งการรู้อยู่ในกาย บางครั้งพักจิตเป็นครึ่งวัน กว่าจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้ สดชื่นไม่นาน เบื่ออีกแล้ว ยิ่งมองชีวิตประจำวันยิ่งน่าเบื่อ เหมือนดูหนังวนซ้ำๆรอบแล้วรอบเล่า เรื่องเดิมๆซ้ำๆ

ชีวิตมีแค่นี้เอง ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีวิต สลับกับการเจริญสติ ทั้งวันมีแค่นี้เอง

๗ มิย.๕๔

เห็นแต่เหตุ แล้วก็เหตุ

ไม่ว่าจะทำอะไรหรือดูอะไรก็ตาม จะมองเห็นแต่เหตุ แล้วก็ผลของเหตตที่สร้างขึ้นด้วยความไม่รู้ มันมีแต่ความผิดพลาดแต่ไม่รู้ว่าผิดพลาด

ดูหนัง ย้อนดูจิตตัวเอง เห็นแต่เหตุตลอดเวลา

เป็นหนึ่งเดียว

การที่จะชนะกิเลสหรือรู้เท่าทันกิเลสที่มีอยู่ในจิต เราต้องมีสภาวะเป็นหนึ่งเดียวกับกิเลสให้ได้ก่อน ต้องเรียนรู้กิเลสที่มาในรูปแบบต่างๆ มาในรูปของผัสสะ ( การกระทบ ) ที่เกิดขึ้น

มีตั้งแต่สภาวะหยาบๆ คือ มองเห็นได้ชัด จนกระทั่งสภาวะละเอียด คือ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ( ตานอก ) แต่ต้องมองด้วยตาใน

สิ้นสงสัย

การที่จะสิ้นสงสัยทุกๆสภาวะลงไปได้ ต้องเห็นแจ้งด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากคำบอกเล่าของผู้อื่น คำศัพท์หรือคำบัญญัติที่ใช้ในการเรียกสภาวะต่างๆ ใช่ว่าจะชัดเจน ถ้าเป็นการให้ค่าตามความคาดเดา

การคาดเดาก็คือการคาดเดา แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง ผ่านสภาวะแต่ละสภาวะไปได้ ตัวปัญญาหรือตัวรู้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ การเกิดของตัวปัญญา เกิดไม่แน่นอน ส่วนมากเกิดในอิริยาบทอื่นๆมากกว่าเกิดขณะนั่งสมาธิ

บางทีเกิดขณะทำงานบ้าน เช่นล้างชาม ถูกบ้าน อะไรก็ได้ที่มีจิตจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ปัญญาจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เกิดแบบหยาบๆก้อน เหมือนต่อจิ๊กซอ ให้มาทีละคำ แล้วขยายคำให้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนเรื่อง สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อาตาปี สมัปชาโน สติมาฯลฯ หลายๆเรื่องที่ได้เขียนไว้ ล้วนเกิดขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่ได้ไปท่องจำหรือนำมาจากที่ไหนๆเลย ในตำราก็ไม่มีเขียนบอกไว้ ที่มีเขียนไว้ มีแต่สภาวะหยาบๆ

ไม่สามารถแยกออกมาได้ชัดเจนว่า สติ โดยสภาวะคืออะไร สัมปชัญญะ โดยสภาวะคืออะไร มีลักษณะแบบไหน จะแยกออกจากกันให้เห็นชัดได้อย่างไร เท่าที่อ่านเจอมีแต่บอกว่า สติคืออะไร สัมปชัญญะคืออะไร มีแค่นั้นเอง

เหมือนถอดสมการออกมาทีละขั้น พอรู้ในขั้นของสติ ทำสติให้เป็นมหาสติ คือ สัมมาสติ นี่ชี้ชัดได้เลยว่า อย่างไรจึงชื่อว่า สัมมาสติ สภาวะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร รู้ชัดแบบนี้ได้ สิ้นสงสัย

ต่อมา สัมมาสมาธิ กว่าจะรู้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเข้าออกสมาธิได้ทุกระดับ ต้องรู้ชัดทุกๆสภาวะของสมาธิ โดยองค์ประกอบมีอะไรบ้าง สภาวะที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ต้องแจ้งในสภาวะจริงๆ จึงจะแยกรายละเอียดออกมาได้

จะรู้ทีละขั้น รู้แบบหยาบๆ ไม่แตกต่างจากการรู้ในสภาวะอื่นๆเลย ต้องชำนาญในสภาวะนั้นๆแล้ว จึงจะแจงรายละเอียดต่างๆของสภาวะออกมาได้ ซึ่งเมื่อก่อนเคยนำข้อเขียนของคนอื่นๆมาลง นี่แหละหนาความไม่รู้

สภาวะของสมาธิแต่ละระดับ จะมีความชัดเจนในสภาวะนั้นๆ แม้แต่ฌานแต่ละฌาน ต้องเข้าออกจนชำนาญ ทำได้ทั้งหลับตาและลืมตา เรียกว่า สามารถกำหนดเข้าได้ดังใจนึก จึงจะแยกรายละเอียดต่างๆของสภาวะออกมาได้

สภาวะของฌานต่างๆ ถูกแก้ไขข้อมูลที่เคยเขียนไว้ แก้แล้วแก้อีกกว่าจะจับรายละเอียดที่แท้จริงของสภาวะได้หมด จนตอนนี้เรียกว่าหลับตาพูดได้เลย เพราะมันแจ้งอยู่ในจิต รู้ชัดทุกอิริยาบท ไม่ใช่ไปคัดลอกจากตำรา แล้วนำมาตีความ

สภาวะอื่นๆก็เช่นกัน ถูกแก้ไขตลอด จากแบบหยาบๆ รายละเอียดเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในพระไตรปิฎก เป็นฉบับย่อของสภาวะ ไม่ใช่โดยรายละเอียดของสภาวะที่แท้จริงทั้งหมด การให้ค่าคาดเดาเกิดเพราะเหตุนี้ ทำยังไม่ถึง ยังไม่แจ้ง

ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ถึงแม้จะไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก ยังไงๆก็ยังมีการให้ค่าอยู่ดี เพราะยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่า

การให้ค่ามีทั้งคุณและโทษ

การให้ค่า ถ้ายอมรับตามความเป็นจริงว่า นี่ให้ค่านะ แล้วแค่ดู แค่รู้กับสภาวะนั้นๆไป มีชอบ มีชัง มีอารมณ์สารพัดของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพียงยอมรับตามความเป็นจริงทีเกิดขึ้นในจิต ไม่โกหกตัวเอง ไม่สร้างภาพ

ยอมรับได้หมดใจว่าตัวเองนี้เป้นยังไง เลวแค่ไหน ยอมรับได้หมด ไม่หาข้ออ้างสร้างเหตุให้ตัวเองดูดี แล้วสภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นี่คือ คุณของการให้ค่า เพราะเป็นตัวชี้ชัดว่า ยอมรับตามความเป็นจริงได้แค่ไหน

เมื่อมีคุณ ย่อมมีโทษเป็นเรื่องธรรมดา

การให้ค่า มีโทษต่อเมื่อ ให้ค่ายังไม่พอ ยังก่อให้เกิดการกระทำขึ้นมาอีก สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ว่าสิ่งๆนั้นไม่ดี เช่น มีคนมาด่าว่าเรา เราให้ค่าตามผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ค่าว่าเขาด่า จิตมีความโกรธ แทนที่จะยอมรับว่าโกรธ

แล้วแค่รู้ ดูจิตของตัวเองไปว่า รู้สึกอะไรอย่างไรบ้าง กลับก่อเหตุใหม่โดยการตอบโต้ออกไป ก็ไม่ผิดนี่ ใคราจะไปยอม นี่แหละความไม่รู้ โง่กับกิเลสแต่ไม่รู้ว่าโง่ กิเลสมาหลายรูปแบบ เพื่อทดสอบสภาวะ มาทั้งแบบหยาบๆและละเอียด

การถูกคนอื่นด่าเพราะมีเหตุ เคยสร้างเหตุอะไรมาบ้างไม่สามารถไประลึกได้หมดเลย แล้วกี่ภพกี่ชาติที่เคยสร้างเหตุด้านนี้มาล่ะ ระลึกไม่ได้เลยนะ สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเหตุที่เคยทำไว้ในอดีต

เวลาที่เดินผ่านไป แค่เข็มนาฬิกากระดิก สภาวะปัจจุบันกลายเป็นอดีตไปทันที แต่ไม่เคยรู้ตรงนี้เลยว่าอดีตกำลังส่งผลมาให้ได้รับในสภาวะที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เหตุจึงเกิดใหม่ไม่รู้จักจบสิ้นเพราะเหตุนี้ ในเมื่อสร้างเหตุของการเกิด ย่อมมีผลให้ได้รับไปในทางของการเกิด

จึงหลงเวียนว่ายตายเกิด เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนเปลือก เปลี่ยนภพไปตลอดเพราะเหตุนี้แหละ นี่แหละโทษของความประมาท ความไม่รู้ รู้แล้วจะสำรวม สังวร ระวังในการสร้างเหตุของการเกิด

อย่าไปอยากเป็นอะไรเลย

๑ มิย.๕๔

เรื่องความอยากนี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่า พอแจ้งในสภาวะที่แท้จริงแล้ว ความอยากที่เคยมี ที่เคยคิดว่าได้อะไรหรือเป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ หายหดหมดสิ้นไปจากจิตทันที โง่มาตั้งนาน แต่ไม่รู้ว่าโง่

ความอยากตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้น ที่ปิดกั้นจิตไม่ให้เห็นตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เมื่อมองไม่เห็นจึงเป็นเหตุให้เกิดสัญญาวิปลาส หากมีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง เห็นเหตุ ย่อมรู้ผลทันที ไม่ต้องให้ใครมาบอก

กิเลสที่คิดว่าได้อะไรเป็นอะไร เป็นเหตุให้สร้างเหตุไปด้วยความหลง เหมือนหลงลาภยศสรรเสริญ แต่ไม่รู้ว่าหลง เหตุจากความประมาท คิดว่าอยู่เหนือคนอื่นๆ วิเศษกว่าคนอื่นๆ ความคิดเห็นของตัวเองถูกหมดทุกอย่าง คนอื่นผิดหมด

ใครกล่าวไม่ถูกใจตัวเอง อ้างทันที อย่าปรามาสนะ ไม่งั้นจะไม่เห็นธรรม นี่!!! ลักษณะความโง่ทั้งนั้น โง่กับกิเลสของตัวเองด้วยความหลงในบัญญัติต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าหลง

อยากสอน ทั้งๆที่ยังสอนตัวเองให้รู้ตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง ยังมองไม่รู้ ดูไม่ออก แต่อยากจะสอน ชอบสอน เพราะโมหะครอบงำ เชื่อว่าทำแบบนี้ไปถึงฝั่งอย่างแน่นอน มีแต่พายวนอยู่ในวัฏฏะต่างหาก

พระนิพพาน โดยสภาวะไม่ได้เป็นกิเลส แต่กลายเป็นกิเลสทันทีเมื่อมีความอยากเข้าแทรก เพราะไม่รู้จักสภาวะที่แท้จริงของพระนิพพาน นับวันจึงหลงส้รางเหตุให้ห่างไกลพระนิพพาน เพราะเหตุนี้ เนื่องจากไม่แจ้งสภาวะที่แท้จริง

มีแต่สภาวะของพระนิพพานที่ให้ค่าตามการอ่าน มีแต่การคาดเดา ว่าพระนิพพานจะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ โดนกิเลสหลอกเอาก็ยังไม่รู้ตัว

หลงสภาวะ

สร้างเหตุให้ผู้อื่นอื่นหลงสภาวะมากเท่าไหร่ ผู้นั้นย่อมแจ้งในสภาวะพระนิพพานตามความเป็นจริงได้ยาก เหตุเพราะจิตส่งออกนอกเนืองๆ โดยการให้ค่าสภาวะนอกตัว เป็นเหตุให้ผู้อื่นหลงสภาวะ เหตุมี ผลย่อมมี

อย่าอยากสอนเลย

กิเลสทุกๆตัวที่เกิดขึ้นในจิต ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย เหมือนกันหมด คือมีความอยากเข้าแทรกตลอด แต่มองไม่เห็นความอยากในสภาวะนั้นๆพอใจก็อยาก ไม่พอใจก็อยาก แต่มองไม่เห็นความอยาก

โทสกิเลส

โทสกิเลส ได้แก่ ความขัดเคืองไม่พอใจในอารมณ์ที่มากระทบ จำแนกออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. โทสะที่เป็นอปายคมนียะ คือ นำไปสู่อบายภพ ได้แก่ ความโกรธที่ดุร้าย สามารถล่วงอกุศลกรรมบถ เช่น การทำปานาติบาตเป็นต้น

โทสะชนิดนี้ พระอริยบุคคลละได้อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ครั้งยังเป็นโสดาบันบุคคล

๒. โทสะที่ไม่เป็นอปายคมนียะ คือ นำไปสู่อบายไม่ได้ ได้แก่ ความขัดใจโกรธเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ถึงกับล่วงอกุศลกรรมบถ

โทสะชนิดนี้ที่เป็นโอฬาริกะ คือ อย่างหยาบ พระอริยบุคคลละได้อย่างเด็ดขาดตั้งแต่ยังเป็นสกทาคามีบุคคล

แต่ส่วนสุขุมะ คือ โทสะอย่างละเอียดประณีตสุขุมนั้น ผู้ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีเท่านั้นจึงจะสามารถละได้อย่างเด็ดขาด เป็นอันว่า อนาคามิมรรคนี้ ประหาณโทสกิเลสได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉท

ดูกิเลส อย่าดูตำรา

ตำราและ เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่กิเลสต่างหากที่เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะ รู้ตำรามาก ได้แค่การจดจ้องดูสภาวะแล้วให้ค่า ว่าสภาวะนั้นๆคืออะไร ล้วนไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริง สภาวะตามความเป็นจริงคือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

รู้สึกเห็นใจกับหลายๆคนที่ติดขัดสภาวะตัวอยาก แต่ไม่รู้ว่าติด อยากได้อะไร เป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ กิเลสตัวนี้มีสภาวะที่ละเอียดมากๆ อยากแต่ไม่รู้ว่าอยาก บางคนสมาธิเยอะมาก จึงเป็นตัวช่วยในการบดบังสภาวะของกิเลสได้อย่างดี

ซึ่งได้พบเจอกับสภาวะเหล่านั้นมาแล้ว จึงเข้าใจดีว่าเป็นอย่างไร นับว่ากุศลยังมีอยู่ ไม่ใช่จากใครที่ไหนทำให้หรอก เหตุนี่แหละ เหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบันทุกๆขณะจิต ที่ส่งผลให้ทุกๆสภาวะผ่านไปด้วยดี เป็นไปตามสภาวะ

เหตุดีของเราคือ ไม่รู้ปริยัติเลยแม้แต่สักนิดเดียว จึงไม่ยึดติดตำรา พระไตรปิฎกไม่เคยอ่าน ตำราต่างๆไม่เคยอ่าน เรียกว่าไม่รู้จักกับคำศัพท์ต่างๆทั้งสิ้น สมมุติ,บัญญัติก็ไม่รู้จัก ทุกๆสิ่งที่รู้ ล้วนเป็นผลของการสร้างเหตุในการปฏิบัติทั้งนั้น

เมื่อรู้แจ้ง รู้ชัดในสภาวะสภาวะที่แท้จริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ยอมรับตามความเป็นจริงได้กับสิ่งที่เป็นอยู่ ย่อมรู้แจ้งสภาวะที่แท้จริงของอริยสัจจ์ จนกระทั่งละความอยากมีอยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสภาวะต่างๆ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน

สภาวะตอกย้ำชัดๆ

๑๗ พค.๕๔

หลังๆไม่ได้ลงบันทึก ได้เขียนๆลงในสมุดเกี่ยวกับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น

การคาดเดา ให้ค่า

มีบางครั้งที่มีการคาดเดา ให้ค่าต่อสภาวะนั้นๆอยู่ แค่ให้ค่า แต่ไม่ได้ยึด ฉะนั้น เมื่อเวลาเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะตรงกับสิ่งที่คิดไว้หหรือไม่ ล้วนไม่ได้ก่อให้เกิดทุกข์แต่ออย่างใด เพราะสติยังไม่ทัน จึงมีการให้ค่าอยู่

ไม่ว่าจะเรื่องภายในครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องนิวรณ์ต่างๆ ยังมีบ้างที่ให้ค่าในบางครั้ง แต่รู้ทันไวมากขึ้น แค่รู้มากขึ้น เห็นแต่ความไม่เที่ยงเนื่องๆ เห็นแต่ผลที่มาแสดงให้ได้รับ จิตปล่อยวางมากขึ้น อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น

๓๐ พค.

เป็นหนึ่งเดียว

การที่จะชนะกิเลสหรือรู้เท่าทันกิเลสที่มีอยู่ในจิต เราต้องมีสภาวะเป็นหนึ่งเดียวกับกิเลสให้ได้ก่อน ต้องเรียนรู้กิเลสที่มาในรูปแบบต่างๆ มาในรูปของผัสสะ ( การกระทบ ) ที่เกิดขึ้น

มีตั้งแต่สภาวะหยาบๆ คือ มองเห็นได้ชัด จนกระทั่งสภาวะละเอียด คือ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ( ตานอก ) แต่ต้องมองด้วยตาใน

จิต

๑๗ พย.

สภาวะตอนนี้จะเป็นเรื่องของจิตมากกว่าจะเป็นเรื่องอื่นๆเหมือนที่เคยผ่านๆมา
เรียกว่า สภาวะรู้ชัดในจิตนั้นจะเด่นมากๆ ส่วน สติ สัมปชัญญะและสมาธิ ทั้ง ๓ สภาวะนี้
ล้วนเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการตั้งมั่นของจิต เรียกว่า สำคัญทุกๆเรื่องที่ได้รู้จากสภาวะต่างๆที่ผ่านมา

เมื่อได้ทบทวนสภาวะต่างๆ เราสร้างเหตุทางด้านจาคะหรือการบริจาคทานมามาก
เรียกว่า มีแต่ให้กับให้ ให้โดยไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆ เหตุนี้ จึงทำให้เราได้เจอกับสภาวะ ” พอใจ ”
ที่เกิดโดยสภาวะจริงๆ และเป็นตัวสภาวะจริงๆ ไม่ใช่คิดแค่ว่า ” พอใจ ” แต่เป็นสภาวะที่เกิดจากจิตจริงๆ
เป็นเหตุให้จิตปล่อยวางเอง โดยไม่ต้องไปกดข่มอะไรแต่อย่างใดทั้งสิ้น สภาวะขับเคลื่อนไปเอง

บล็อกนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ เกิดจากเหตุที่ได้สร้างไปด้วยความไม่รู้
เรียกว่า โง่มาตั้งแต่เกิด หลงสร้างเหตุต่างๆไปด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ว่ากี่กัปป์กี่กัลป์กี่อสงไขยมาแล้ว

เดี๋ยวนี้รู้ชัดในหลายๆสภาวะ หลายๆเรื่องราวที่เกิดขึ้น
โดยอุปนิสัยแล้ว คนส่วนมากชอบคิดเข้าข้างตัวเอง น้อยมากที่จะบอกว่าตัวเองผิด
มีแต่บอกว่าตัวเองถูก คนอื่นๆผิดมากกว่า นี่แหละ อวิชชา ตายังมืดบอด จิตยังสกปรก
เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากต่างๆที่บดบังความจริงที่มีอยู่จริงเอาไว้ กว่าจะเข้าใจ
กว่าจะรู้ กว่าจะแค่ดู กว่าจะหยุดการให้ค่าได้ กว่าจะหยุดสร้างเหตุได้ สุดยอดเลยนะสภาวะ ต้องเรียนรู้ไปทีละสเตป
เริ่มต้นจากสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าแบบหยาบๆ จนกระทั่งสิ่งที่มองไม่เห็น แต่รับรู้จากจิตหรือเกิดขึ้นออกมาจากจิตโดยตรง

บล็อกนี้เป็นบล็อกขัดเกลากิเลสของตัวเอง
ทุกๆเรื่องราวที่เขียนออกมา คือ กิเลสที่ยังคงมีอยู่ในจิตนี่แหละ ถูกงัดแงะ ชำแหละออกมา
เรียกว่า ทุกซอกทุกมุม เป็นการผ่าตัดจิตดวงนี้ ที่เคยมืดบอดด้วยอวิชชา จนมองไม่เห็นความจริงที่มีอยู่จริง

ปัจจุบันนี้ นัยน์ตาเริ่มมองเห็นแสงสว่าง ใจหรือจิตเริ่มสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะถูกชำระล้าง ถูกขัดเกลามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มรู้เท่าทันต่อการกระทบที่เกิดขึ้น การให้ค่าลดน้อยลง

นี่แหละเหตุละ สร้างเหตุอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น ถึงแม้ไม่มีการหวังผลใดๆก็ตาม

บางสภาวะสามารถสรุปได้ อธิบายให้มองเห็นเป็นรูปธรรมได้
เช่น สภาวะ สติ สัมปชัญญะหรือสัมมาสติ แม้กระทั่งสภาวะของสมาธิที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ
สภาวะเหล่านี้จำได้แม่นมากๆ เพราะว่าย่ำมาจนเรียกว่า หลับตาเดินได้เลย ไม่ว่าจะมารูปแบบไหนๆก็จำได้
เพราะว่ามีเอกลัษณ์เฉพาะตัวของตัวสภาวะนั้นๆหรือมีจุดเด่นของตัวสภาวะ ไม่ใช่เราไปทำขึ้นมา หรือไปสร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นรูปแบบขึ้นมาก็หาไม่

ใครที่กำลังเดินในเส้นทางนี้อยู่ แล้วมองว่าทำไมสภาวะจึงเดิมๆซ้ำๆ เรื่องปกตินะ
เพราะว่า ไม่ว่าจะรู้หรือยังไม่รู้ สภาวะจะต้องเจอแบบนี้แหละ

สภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตเรานี่แหละ มันเดิมๆซ้ำๆ
เพียงแต่เราจะมองเห็นสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตรงนี้กันบ้างไหม
ลองทบทวนพิจรณาดู ว่าเราทำอะไรมั่งในชีวิตแต่ละวัน ส่วนมากจะเรื่องเดิมๆซ้ำๆทั้งนั้นเลย
เช่น การใช้ชีวิตในประจำวัน งาน กิน นอน ฯลฯ เรียกว่ากิจกรรมเกือบทุกๆกิจกรรมเราทำซ้ำๆแบบนี้ทุกวัน

ทำไมเราถึงทำได้โดยไม่สงสัยว่าทำไปทำไม มันก็เดิมๆซ้ำๆทุกๆวัน กินก็กินุกวัน ทำงานทุกวัน เข้าห้องน้ำทุกวัน ฯลฯ
กิจกรรมทำเดิมๆซ้ำแบบนี้ทุกๆวัน เราเคยบ่นกันบ้างไหม ส่วนมากเรามักจะไม่ยักจะบ่นกัน เพราะความเคยชินใช่ไหม ทำด้วยความเคยชิน

เนื่องจากเหตุอะไรล่ะที่ทำให้เราไม่เคยมองเห็นตรงนี้กัน หรืออาจจะเห็นแต่ไม่ได้ใส่ใจกัน ตัวสัมปชัญญะไงล่ะ
ความรู้สึกตัวในขณะที่กำลังทำในกิจกรรมนั้นๆ มันไม่รู้ชัดตรงสภาวะตรงนั้นได้ บางทีรู้แต่ยังไม่รู้ชัด มีแต่สติ คือ รู้ว่าทำ
แต่ความรู้ตัวว่ากำลังทำ มันไม่สามารถรู้ต่อเนื่องได้ เพราะจิตมักไหลไปอดีตมั่ง อนาคตมั่ง อยู่กับปัจจุบันได้ทันมั่งไม่ทันมั่ง

ทีนี้พอมาฝึกเจริญสติ เราฝึกเพื่ออะไรอันดับแรก ทำเพื่อให้ทำสติที่มีอยู่นั้นให้มีความเด่นชัดมากขึ้น
รู้ชัดมากขึ้น เพราะสติที่เป็นมหาสติจริงๆไม่ใช่แค่สติที่เรามีอยู่ พอทำสติให้เป็นมหาสติ สามารถทำให้รู้ชัดได้ก่อนที่จะลงมือทำ คือรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไร
รู้ลงไปบ่อยๆ แล้วรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังลงมือทำ เอาใจใส่ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ สนอกสนใจในกิจนั้นๆ นั่นคือสภาวะของตัวสัมปชัญญะได้เกิดขึ้นแล้ว
ยิ่งเอาใจใส่ เอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง สมาธิเกิดแล้ว ทำให้เกิดความรู้ตัว เกิดความรู้สึกตัว และรู้ชัดในขณะที่กำลังลงมือทำในสิ่งนั้นๆอยู่
ทำเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ ไม่มีไปใช้วิธีการพิเศษอะไร ทำเหมือนที่เราใช้ชีวิตปกติที่ทำอยู่ทุกๆวัน เพียงเราหมั่นเอาใจใส่ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่เท่านั้นเอง

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: