จิตออกจากร่าง

วันนี้ขณะที่กำลังกำหนดนั่งที่โซฟา มีสภาวะหนึ่งที่ทำให้ตกใจ คือ เกิดสภาวะเดิมๆอีกแล้ว เห็นตัวเองนั่งบนโซฟา แต่ลักษณะเหมือนคนตาย โดยเรานั้นยืนมองอยู่ด้านนอก

เกิดความตกใจกำหนดว่า สติหนอๆๆๆๆ จึงกลับมารู้ที่กายที่นั่งอยู่ได้ สภาวะนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วที่ห้องทำงานนี้ ที่โซฟาตัวนี้ มักจะเห็นว่า ตัวเองออกมายืนมองร่างของตัวเองเสมอ น่ากลัวชะมัด เหมือนมีแต่ร่างเปล่าๆ เหมือนคนตาย

พักนี้ยิ่งมีความรู้สึกบ่อยๆว่าตัวเองจะต้องตาย เมื่อมาเจอสภาวะแบบนี้เลยตกใจ ยอมรับว่าตกใจนะ จิตจะกำหนดเองทันที สติหนอๆๆๆๆ

พอนั่งต่อ เห็นตัวเองเดินออกไปนอกห้อง เห็นสภาพอีกห้องที่เขานั่งกินข้าวกันอยู่ มองเห็นภาพนั้นชัดแจ๋ว ก็รู้กลับมาที่กายได้ทัน

มันเป็นการส่งจิตออกนอก มีแต่จะเป็นเหตุของกิเลสเข้าแทรกได้ ดีที่ว่าสติทัน เลยกลับมารู้ที่กายเองได้โดยไม่ต้องกำหนดอย่างใด

แผ่เมตตา,กรวดน้ำ

เดี๋ยวนี้เวลาแผ่เมตตา,กรวดน้ำ จิตจะเป็นสมาธิต่อเนื่อง รู้สึกเย็นไปทั้งร่างจนกรวดน้ำเสร็จ

สภาวะแบบนี้ ถ้าคนที่ชอบเล่นทางอภินิหารของจิต สมาธิระดับนี้เป็นสิ่งที่ต้องการ เคยอ่านเจอในตำราที่เขียนไว้ว่า ถ้าขณะที่แผ่เมตตา กรวดน้ำแล้วรู้สึกเย็นไปทั้งตัว สามารถอธิษฐานอยากรู้เห็นอะไร จะสามารถรู้เห็นในสิ่งที่ต้องการได้

ส่วนเราเองเฉยๆนะ ไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เราปฏิบัติเพื่อมุ่งดับที่เหตุ ตัวต้นเหตุของการเกิดทั้งปวง การไปรู้นอกตัวเช่นนั้น เราจึงไม่สนใจ

สมาธิกับธรรมชาติ

สภาวะของสมาธินับวันปกติมากๆ เหมือนการใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องไปเจาะจงสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นเหมือนก่อนๆ แต่สมาธิจะเกิดเอง เป็นเองทุกลมหายใจเข้าออก เพียงแต่กำลังของสมาธิแต่ละช่วงไม่เท่ากัน คือ มีกำลังแนบแน่นไม่แน่นอน แล้วแต่จะเกิด

จตุตถฌานกับสังขารุเปกขาญาณ

ความงดงามของธรรม

สภาวะละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ จะเห็นความงดงามของสภาวะธรรมมากขึ้นเท่านั้น

ปัญญากับสมาธิ สมาธิกับปัญญา ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สภาวะนั้นๆปัญญาญาณไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ปัญญากับสมาธิ

ได้แก่ สภาวะของปัญญาอบรมสมาธิ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะของ สัมมาสมาธิ

สมาธิที่มีอยู่โดยปกติที่ทุกๆคนมีติดตัวมานั้น ( ตามเหตุที่ทำมา หรือที่สร้างขึ้นมาใหม่ ) ล้วนเป็นมิจฉาสมาธิ เหตุเนื่องจากไปรู้นอกกายบ้าง สมาธินิ่งเป็นใบ้บ้าง เรียกว่าขาดความรู้สึกตัวขณะที่จิตเป็นสมาธิ

เมื่อได้มาเจริญสติ ตัวสัมปชัญญะ( ปัญญา ) ย่อมเกิดขึ้น สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดขณะที่จิตเป็นสมาธิ

สมาธิกับปัญญา

ได้แก่ สภาวะของสมาธิอบรมปัญญา เหตุจากสมาธิที่ได้รับการอบรมจากตัวปัญญาแล้ว จากมิจฉาสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ

เมื่อเป็นสัมมาสมาธิ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้เนืองๆ ปัญญาหรือการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้น

เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่าไหร่ เป็นเหตุให้แค่รู้ แค่ดูมากขึ้น ปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะย่อมบังเกิดขึ้น

……………………………………………………..

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า
ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี
นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา

แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

มหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

…………………………………………………………………….

ความแตกต่างของปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา คือ

สภาวะปัญญาอบรมสมาธิ เป็นเรื่องของการสร้างสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น เปลี่ยนจากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ

สภาวะสมาธิอบรมปัญญา เป็นเรื่องของการรู้ชัดอยู่ในกายและจิต เป็นเรื่องของกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งตั้งมั่นแนบแน่นได้มากเท่าไหร่ ตัวปัญญาที่เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น

ปัญญาอบรมสมาธิ

ในการเจริญกรรมฐาน ของพระโยคาวจร จิตจะซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น ตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งกรรมฐานได้ หรือ อารมณ์แห่งสมถะได้ มัวแต่แล่นออกไปนอกทาง

ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกง แล่นออกนอกเส้นทางฉันนั้น เพราะฉะนั้นบุคคลเลี้ยงโค ปรารถนาจะฝึกลูกโคโกงที่เติบโตขึ้น เพราะได้ดื่มนำนมแม่โคโกง เขาจึงพรากมันจากแม่โค ฝังหลักใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง

ล่ามด้วยเชือกที่หลักนั้น ครั้นแล้ว ลูกโคตัวนั้นของเขาดิ้นไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่อาจหนีไปได้ก็จะพิงหมอบอิงหรือนอนอิงหลักนั้นนั่นเอง

แม้ฉันใด แม้ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตที่ชั่วร้ายอันเติบโตขึ้น เพราะดื่มรสอารมณ์ มีรูปารมณ์เป็นต้น ในตลอดกาลนาน ก็พึงพรากจากอารมณ์รูปารมณ์เป็นต้น เข้าไปอยู่ป่าหรือโดคนไม้หรือเรือนว่างเปล่า ( สัปปายะ )

แล้วผูกไว้ที่หลัก คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ด้วยเชือก คือ สติ เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของเธอนั้น แม้จะดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชิน ก็ไม่อาจตัดเชือก คือ สติหนีไปได้ ก็ย่อมจะหมอบอิงอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนา

ในแง่ของสภาวะ จิตนี้เวลาเริ่มฝึกใหม่ๆ จะฝึกได้ยาก จะซ่านไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง จิตจะส่งออกนอกกายเนืองๆ ยากที่จะทำอารมณ์ให้เป็นหนึ่งได้ ต้องใช้สติ สัมชัญญะ เป็นดังเชือกเหนี่ยวรั้งจิตให้ผูกอยู่กับกาย คือ รู้ชัดอยู่ในกาย

จตุตถฌาน ( สัมมาสมาธิ ) กับสังขารุเปกขาญาณ

ความแตกต่างของทั้งสองสภาวะนี้ เป็นเรื่องของปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา

สภาวะของจตุตถฌาน เกิดขึ้นจากปัญญาอบรมสมาธิ

สภาวะของสังขารุเปกขาญาณ เกิดขึ้นจาก สภาวะสมาธิอบรมปัญญา

ความแตกต่างสภาวะอุเบกขาที่เกิดขึ้นในจตุตถฌานและสังขารุเปกขาญาณ

จตุตถฌาน

สภาวะอุเบกขาในจตุตถฌาน ( สัมมาสมาธิ ) เกิดจากสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน

ฌาณปรากฏชัดด้วยอุเบกขา

ในภาวนาจิตนั้น ญาณย่อมปรากฏด้วยอำนาจอุเบกขา เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า

โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ตนประคองไว้อย่างนั้นเป็นอย่างดี ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจอุเบกขา ด้วยอำนาจปัญญา

จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสอันมีอาสวะต่างๆ ด้วยอำนาจอุเบกขา

ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่งด้วยอำนาจหลุดพ้น คือ ศรัทธากับปัญญาและวิริยะกับสมาธิ และด้วยอำนาจปัญญา ย่อมมีรสเดียวกัน จึงชื่อว่า ภาวนา

คำว่า เอกตฺตํ ที่แปลว่า ความเป็นหนึ่งของจิต หรือ ความเป็นเอกภาพนั้น หมายเอาจิตที่บรรลุถึงอัปปนาพร้อมทั้งสัมปยุตธรรม จิตที่เป็นอัปปนาแล้ว ย่อมมีอารมณ์อันเดียว จึงเรียกว่า เอกภาพ

สังขารุเปกขาญาณ ความวางเฉยต่อรูปนาม

สภาวะอุเบกขาในสังขารุเปกขาญาณ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย เกิดเดิมๆซ้ำๆ เห็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้ปล่อยวางไปในที่สุด

สังขารุเปกขาญาณ แปลว่า ปัญญาพิจรณาเห็นนามรูปเป็นของน่ากลัว เป็นทุกข์ เป็นโทษ เกิดความเบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ มีความวางเฉยต่อรูปนาม

สภาวะ คือ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นโทษของสังขาร เห็นโทษของการเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความเบื่อหน่าย

จะเห็นแบบหยาบๆก่อน คือ เห็นไตรลักษณ์ เป็นเหตุให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นต่อสภาวะที่เกิดขึ้น เห็นเดิมๆซ้ำๆจนจิตเกิดความเบื่อหน่าย เกิดการปล่อยวาง วางเฉยต่อรูปนามไปเอง โดยที่ไม่ต้องเจตนาจะปล่อยวางแต่อย่างใด เกิดเอง เป็นเอง เหตุจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ

อย่างละเอียด เกิดจากการเห็นโทษของสังขาร เห็นโทษของการเกิด จึงเกิดความเบื่อหน่าย

สภาวะสังขารุเปกขาญาณจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสัมมาสมาธิ ที่มีกำลังของสมาธิที่แนบแน่นมากๆ

สภาวะจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสติ สัมปชัญญะเป็นตัวหลัก

สมาธิที่เกิดขึ้น จะเป็นสัมมาสมาธิได้ ต้องมีกำลังของสติ และสัมปชัญญะเป็นกำลังเกื้อหนุน ( เกิดก่อน ) คือ ต้องมีสัมมาสติก่อน

ปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีกำลังของสมาธิเป็นกำลังเกื้อหนุน ( เกิดหลัง ) คือ ต้องมีสัมมาสมาธิก่อน

ปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิกับธรรมชาติ

สภาวะของสมาธินับวันปกติมากๆ เหมือนการใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องไปเจาะจงสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นเหมือนก่อนๆ แต่สมาธิจะเกิดเอง เป็นเองทุกลมหายใจเข้าออก เพียงแต่กำลังของสมาธิแต่ละช่วงไม่เท่ากัน คือ มีกำลังแนบแน่นไม่แน่นอน แล้วแต่จะเกิด

เมื่อมาถึงสภาวะตรงนี้ ตัวปัญญาจะเกิดขึ้นเนืองๆ เกิดเอง เป็นเอง หากเราไปตั้งใจคิด คิดเท่าไหร่ก็ไม่สามรถรู้ชัดได้ จะเหมือนเรานั่งแกะโจทย์การบ้าน

เพียงแค่ตรึกเท่านั้นพอ ตรึกว่าสภาวะของสภาวะนั้นๆเป็นอย่างไร แล้วเขียนสิ่งที่คิดๆเอาไว้ เพราะตรงนี้จะเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นแบบหยาบๆก่อน

เมื่อจิตเบิกบาน อธิบายตรงนี้ยากนะ คือ ไม่มีความเบื่อหน่าย ไม่มีสุข แต่มันจะรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ตัวปัญญาจะเกิดขึ้นเอง สิ่งที่เคยตรึกหรือนึกคิดเอาไว้ จะเกิดขึ้นมาเอง แต่หมายถึงว่า สภาวะนั้นๆเราต้องย่ำมาจนชำนาญแล้ว

เพียงแต่ยังไม่สามารถนำมาถ่ายทอดให้เห็นเป็นแบบรูปธรรมได้ พอตัวปัญญาเกิดจะสามารถนำมาถ่ายทอดเป็นรูปธรรมได้ มีลักษณะแบบหยาบๆก่อน เรียกว่า เหมือนจะเขียนซ้ำๆ ยังไม่กระชับ

แล้วต่อไปสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อความที่เขียนจะเริ่มกระชับมากขึ้น เป็นเหตุให้เข้าใจในเนื้อความของพระไตรปิฎกมากขึ้น สิ่งเหล่านั้นที่มีบันทึกในพระไตรปิฎก ล้วนเป็นสภาวะธรรมแบบละเอียด แต่เขียนออกมาแบบกระชับ

รู้ กับ การกำหนดรู้

ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ ตถา ตถา สนฺปชานาติ

กายจะตั้งอยู่โดยอาการใดๆ ก็กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆ

กายเดินไปไหนมาไหน ใครๆก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สุนัขป่า สุนัขบ้านก็รู้ว่าเดิน แต่ทำไมพระพุทธองค์จึงนำมาสั่งสอนไว้ในพระไตรปิฎก เพราะ คนก็รู้ สัตว์ก็รู้ แต่มิได้กำหนดรู้

รู้ กับ การกำหนดรู้ แตกต่างกันคือ

ก. รู้ ได้แก่ การรู้ของวิญญาณ ของสัญญา มิใช่รู้ด้วยปัญญา

การรู้อย่างนี้ ไม่ละความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้ มีแต่เพิ่มความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปอีก

ข. กำหนดรู้ ได้แก่ รู้เพราะอำนาจแห่งกรรมฐาน รู้เพราะอำนาจแห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ความเพียร สติ สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ได้แก่ ตัวปัญญานั่นเอง การรู้อย่างนี้จึงจะละ จึงจะเพิกความสำคัญผิดคิดว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้

กายนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อำนาจของจิต ถ้าเว้นจากเหตุปัจจัยเสียแล้ว คำว่า สัตว์ บุคคล ก็จะไม่มีเลย คนหรือสัตว์ ยืน เดินได้ก็เพราะ อนุภาพของตนดังนี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติจำต้องกำหนดรู้เหตุปัจจัยของรูปนาม ว่า รูปนามนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อาศัยเหตุปัจจัยเท่านั้น ถ้าเหตุปัจจัยไม่มีแล้ว จะยืน เดิน นั่ง นอนไม่ได้เลย

เหตุปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือ

๑. เหตุปัจจัยในอดีต ได้แก่ อวิชชา ตัณหา กรรม เป็นต้น

๒. เหตุปัจจัยในปัจจุบัน ได้แก่ รูปเป็นเหตุ นามเป็นผล นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล วนไปวนมาอยู่อย่างนี้

อันว่าสกลกายทั้งหมดนี้ จะเคลื่อไหวไปมาโดยอาการใดๆก็ตาม เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด ก้ม เงย เป็นต้น ก็ให้กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆได้ทั้งสิ้น เป็นอันว่ากำหนดได้ทั้งตัว คือ ตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า

นามรูปปริจเฉทญาณ พิจรณาแยกรูปนามออกจากกัน ได้รู้ชัดจริงๆว่า ในสกลกายนี้มีเพียงรูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา อะไรเลย แม้กระทั่งสกลโลกก็มีเพียง ๒ อย่างนี้เท่านั้น

ปัจจยปริคหญาณ พิจรณาเห็นเหตุปัจจัยของรูปและนามว่า รูปนามนี้ต่างเห็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เกิดจากเหตุ ๒๕ อย่าง เรียกว่า นิพพัตติลักษณะ แปลว่า ลักษณะเกิดขึ้นของรูปนาม

ถ้าในแนวการปฏิบัติ มุ่งเอาเฉพาะปัจจุบันธรรมเท่านั้น เช่น

เวลาจะเดินจงกรม ใจที่อยากเดินเป็นเหตุ รูปที่ก้าวเดินไปเป็นผล

เวลาจะนั่งลง ใจอยากนั่งเป็นเหตุ รูปที่นั่งลงเป็นผล อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล

สัมมาสนญาณ พิจรณานามรูปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น

ขณะที่หูได้ยินเสียง กำหนดตามเสียงที่ได้ยิน เสียงนั้นจะดับไป สิ้นไป หมดไป จัดเป็นอนิจจัง

เสียงนั้นทนอยู่ไม่ได้ จัดเป็นทุกขัง

เสียงนั้นไม่มีใครบังคับบัญชาได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามสภาวะ ตามธรรมชาติของเขาเอง จัดเป็นอนัตตา แปลว่า หาสาระมิได้ หรือ บังคับบัญชาไม่ได้

จากมหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

หมายเหตุ การกำหนดรู้มีตั้งแต่แบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด สุตตะ จินตะ ภาวนา

สตุตะ,จินตะ เกิดจากการคิดพิจรณา น้อมเอา คิดเอา สำเร็จได้ด้วยความคิด

ภาวนา คือ รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะเอง โดยปราศจากการน้อมเอา คิดเอา

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: