จตุตถฌานกับสังขารุเปกขาญาณ

ความงดงามของธรรม

สภาวะละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ จะเห็นความงดงามของสภาวะธรรมมากขึ้นเท่านั้น

ปัญญากับสมาธิ สมาธิกับปัญญา ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สภาวะนั้นๆปัญญาญาณไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ปัญญากับสมาธิ

ได้แก่ สภาวะของปัญญาอบรมสมาธิ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะของ สัมมาสมาธิ

สมาธิที่มีอยู่โดยปกติที่ทุกๆคนมีติดตัวมานั้น ( ตามเหตุที่ทำมา หรือที่สร้างขึ้นมาใหม่ ) ล้วนเป็นมิจฉาสมาธิ เหตุเนื่องจากไปรู้นอกกายบ้าง สมาธินิ่งเป็นใบ้บ้าง เรียกว่าขาดความรู้สึกตัวขณะที่จิตเป็นสมาธิ

เมื่อได้มาเจริญสติ ตัวสัมปชัญญะ( ปัญญา ) ย่อมเกิดขึ้น สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดขณะที่จิตเป็นสมาธิ

สมาธิกับปัญญา

ได้แก่ สภาวะของสมาธิอบรมปัญญา เหตุจากสมาธิที่ได้รับการอบรมจากตัวปัญญาแล้ว จากมิจฉาสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ

เมื่อเป็นสัมมาสมาธิ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้เนืองๆ ปัญญาหรือการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้น

เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่าไหร่ เป็นเหตุให้แค่รู้ แค่ดูมากขึ้น ปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะย่อมบังเกิดขึ้น

……………………………………………………..

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า
ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี
นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา

แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

มหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

…………………………………………………………………….

ความแตกต่างของปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา คือ

สภาวะปัญญาอบรมสมาธิ เป็นเรื่องของการสร้างสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น เปลี่ยนจากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ

สภาวะสมาธิอบรมปัญญา เป็นเรื่องของการรู้ชัดอยู่ในกายและจิต เป็นเรื่องของกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งตั้งมั่นแนบแน่นได้มากเท่าไหร่ ตัวปัญญาที่เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น

ปัญญาอบรมสมาธิ

ในการเจริญกรรมฐาน ของพระโยคาวจร จิตจะซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น ตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งกรรมฐานได้ หรือ อารมณ์แห่งสมถะได้ มัวแต่แล่นออกไปนอกทาง

ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกง แล่นออกนอกเส้นทางฉันนั้น เพราะฉะนั้นบุคคลเลี้ยงโค ปรารถนาจะฝึกลูกโคโกงที่เติบโตขึ้น เพราะได้ดื่มนำนมแม่โคโกง เขาจึงพรากมันจากแม่โค ฝังหลักใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง

ล่ามด้วยเชือกที่หลักนั้น ครั้นแล้ว ลูกโคตัวนั้นของเขาดิ้นไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่อาจหนีไปได้ก็จะพิงหมอบอิงหรือนอนอิงหลักนั้นนั่นเอง

แม้ฉันใด แม้ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตที่ชั่วร้ายอันเติบโตขึ้น เพราะดื่มรสอารมณ์ มีรูปารมณ์เป็นต้น ในตลอดกาลนาน ก็พึงพรากจากอารมณ์รูปารมณ์เป็นต้น เข้าไปอยู่ป่าหรือโดคนไม้หรือเรือนว่างเปล่า ( สัปปายะ )

แล้วผูกไว้ที่หลัก คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ด้วยเชือก คือ สติ เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของเธอนั้น แม้จะดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชิน ก็ไม่อาจตัดเชือก คือ สติหนีไปได้ ก็ย่อมจะหมอบอิงอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนา

ในแง่ของสภาวะ จิตนี้เวลาเริ่มฝึกใหม่ๆ จะฝึกได้ยาก จะซ่านไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง จิตจะส่งออกนอกกายเนืองๆ ยากที่จะทำอารมณ์ให้เป็นหนึ่งได้ ต้องใช้สติ สัมชัญญะ เป็นดังเชือกเหนี่ยวรั้งจิตให้ผูกอยู่กับกาย คือ รู้ชัดอยู่ในกาย

จตุตถฌาน ( สัมมาสมาธิ ) กับสังขารุเปกขาญาณ

ความแตกต่างของทั้งสองสภาวะนี้ เป็นเรื่องของปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา

สภาวะของจตุตถฌาน เกิดขึ้นจากปัญญาอบรมสมาธิ

สภาวะของสังขารุเปกขาญาณ เกิดขึ้นจาก สภาวะสมาธิอบรมปัญญา

ความแตกต่างสภาวะอุเบกขาที่เกิดขึ้นในจตุตถฌานและสังขารุเปกขาญาณ

จตุตถฌาน

สภาวะอุเบกขาในจตุตถฌาน ( สัมมาสมาธิ ) เกิดจากสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน

ฌาณปรากฏชัดด้วยอุเบกขา

ในภาวนาจิตนั้น ญาณย่อมปรากฏด้วยอำนาจอุเบกขา เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า

โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ตนประคองไว้อย่างนั้นเป็นอย่างดี ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจอุเบกขา ด้วยอำนาจปัญญา

จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสอันมีอาสวะต่างๆ ด้วยอำนาจอุเบกขา

ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่งด้วยอำนาจหลุดพ้น คือ ศรัทธากับปัญญาและวิริยะกับสมาธิ และด้วยอำนาจปัญญา ย่อมมีรสเดียวกัน จึงชื่อว่า ภาวนา

คำว่า เอกตฺตํ ที่แปลว่า ความเป็นหนึ่งของจิต หรือ ความเป็นเอกภาพนั้น หมายเอาจิตที่บรรลุถึงอัปปนาพร้อมทั้งสัมปยุตธรรม จิตที่เป็นอัปปนาแล้ว ย่อมมีอารมณ์อันเดียว จึงเรียกว่า เอกภาพ

สังขารุเปกขาญาณ ความวางเฉยต่อรูปนาม

สภาวะอุเบกขาในสังขารุเปกขาญาณ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย เกิดเดิมๆซ้ำๆ เห็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้ปล่อยวางไปในที่สุด

สังขารุเปกขาญาณ แปลว่า ปัญญาพิจรณาเห็นนามรูปเป็นของน่ากลัว เป็นทุกข์ เป็นโทษ เกิดความเบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ มีความวางเฉยต่อรูปนาม

สภาวะ คือ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นโทษของสังขาร เห็นโทษของการเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความเบื่อหน่าย

จะเห็นแบบหยาบๆก่อน คือ เห็นไตรลักษณ์ เป็นเหตุให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นต่อสภาวะที่เกิดขึ้น เห็นเดิมๆซ้ำๆจนจิตเกิดความเบื่อหน่าย เกิดการปล่อยวาง วางเฉยต่อรูปนามไปเอง โดยที่ไม่ต้องเจตนาจะปล่อยวางแต่อย่างใด เกิดเอง เป็นเอง เหตุจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ

อย่างละเอียด เกิดจากการเห็นโทษของสังขาร เห็นโทษของการเกิด จึงเกิดความเบื่อหน่าย

สภาวะสังขารุเปกขาญาณจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสัมมาสมาธิ ที่มีกำลังของสมาธิที่แนบแน่นมากๆ

สภาวะจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสติ สัมปชัญญะเป็นตัวหลัก

สมาธิที่เกิดขึ้น จะเป็นสัมมาสมาธิได้ ต้องมีกำลังของสติ และสัมปชัญญะเป็นกำลังเกื้อหนุน ( เกิดก่อน ) คือ ต้องมีสัมมาสติก่อน

ปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีกำลังของสมาธิเป็นกำลังเกื้อหนุน ( เกิดหลัง ) คือ ต้องมีสัมมาสมาธิก่อน

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: