รู้ กับ การกำหนดรู้

ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ ตถา ตถา สนฺปชานาติ

กายจะตั้งอยู่โดยอาการใดๆ ก็กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆ

กายเดินไปไหนมาไหน ใครๆก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สุนัขป่า สุนัขบ้านก็รู้ว่าเดิน แต่ทำไมพระพุทธองค์จึงนำมาสั่งสอนไว้ในพระไตรปิฎก เพราะ คนก็รู้ สัตว์ก็รู้ แต่มิได้กำหนดรู้

รู้ กับ การกำหนดรู้ แตกต่างกันคือ

ก. รู้ ได้แก่ การรู้ของวิญญาณ ของสัญญา มิใช่รู้ด้วยปัญญา

การรู้อย่างนี้ ไม่ละความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้ มีแต่เพิ่มความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปอีก

ข. กำหนดรู้ ได้แก่ รู้เพราะอำนาจแห่งกรรมฐาน รู้เพราะอำนาจแห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ความเพียร สติ สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ได้แก่ ตัวปัญญานั่นเอง การรู้อย่างนี้จึงจะละ จึงจะเพิกความสำคัญผิดคิดว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้

กายนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อำนาจของจิต ถ้าเว้นจากเหตุปัจจัยเสียแล้ว คำว่า สัตว์ บุคคล ก็จะไม่มีเลย คนหรือสัตว์ ยืน เดินได้ก็เพราะ อนุภาพของตนดังนี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติจำต้องกำหนดรู้เหตุปัจจัยของรูปนาม ว่า รูปนามนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อาศัยเหตุปัจจัยเท่านั้น ถ้าเหตุปัจจัยไม่มีแล้ว จะยืน เดิน นั่ง นอนไม่ได้เลย

เหตุปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือ

๑. เหตุปัจจัยในอดีต ได้แก่ อวิชชา ตัณหา กรรม เป็นต้น

๒. เหตุปัจจัยในปัจจุบัน ได้แก่ รูปเป็นเหตุ นามเป็นผล นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล วนไปวนมาอยู่อย่างนี้

อันว่าสกลกายทั้งหมดนี้ จะเคลื่อไหวไปมาโดยอาการใดๆก็ตาม เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด ก้ม เงย เป็นต้น ก็ให้กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆได้ทั้งสิ้น เป็นอันว่ากำหนดได้ทั้งตัว คือ ตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า

นามรูปปริจเฉทญาณ พิจรณาแยกรูปนามออกจากกัน ได้รู้ชัดจริงๆว่า ในสกลกายนี้มีเพียงรูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา อะไรเลย แม้กระทั่งสกลโลกก็มีเพียง ๒ อย่างนี้เท่านั้น

ปัจจยปริคหญาณ พิจรณาเห็นเหตุปัจจัยของรูปและนามว่า รูปนามนี้ต่างเห็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เกิดจากเหตุ ๒๕ อย่าง เรียกว่า นิพพัตติลักษณะ แปลว่า ลักษณะเกิดขึ้นของรูปนาม

ถ้าในแนวการปฏิบัติ มุ่งเอาเฉพาะปัจจุบันธรรมเท่านั้น เช่น

เวลาจะเดินจงกรม ใจที่อยากเดินเป็นเหตุ รูปที่ก้าวเดินไปเป็นผล

เวลาจะนั่งลง ใจอยากนั่งเป็นเหตุ รูปที่นั่งลงเป็นผล อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล

สัมมาสนญาณ พิจรณานามรูปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น

ขณะที่หูได้ยินเสียง กำหนดตามเสียงที่ได้ยิน เสียงนั้นจะดับไป สิ้นไป หมดไป จัดเป็นอนิจจัง

เสียงนั้นทนอยู่ไม่ได้ จัดเป็นทุกขัง

เสียงนั้นไม่มีใครบังคับบัญชาได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามสภาวะ ตามธรรมชาติของเขาเอง จัดเป็นอนัตตา แปลว่า หาสาระมิได้ หรือ บังคับบัญชาไม่ได้

จากมหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

หมายเหตุ การกำหนดรู้มีตั้งแต่แบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด สุตตะ จินตะ ภาวนา

สตุตะ,จินตะ เกิดจากการคิดพิจรณา น้อมเอา คิดเอา สำเร็จได้ด้วยความคิด

ภาวนา คือ รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะเอง โดยปราศจากการน้อมเอา คิดเอา

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: