อาหารของจิต

พักในสมาธิให้มากๆ

เมื่อก่อนเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าพักจิตในสมาธิมากๆ จะทำให้เกิดความขี้เกียจ จริงๆแล้วไม่ใช่เลย มาวันนี้ได้คำตอบว่า การที่พักจิตในสมาธิมากๆ บ่อยๆ จะทำให้จิตมีกำลัง จิตจะแจ่มใสเบิกบาน ตัวปัญญาจะเกิดขึ้นเนืองๆ

ที่เมื่อก่อนที่เข้าใจว่าพักจิตในสมาธิบ่อยๆ ทำให้ขี้เกียจ ล้วนเป็นการให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นของตัวเราเอง มันเป็นเพียงสภาวะ ถ้าจิตไม่มีแรง ปัญญานี่แทบจะไม่เกิดเลย เหมือนจะเกิดแต่ไม่เกิด

มาระยะหลังๆ เราจะพักจิตในสมาธิประมาณครึ่งวัน ทุกวัน เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตได้ชัด ไม่ครึ่งวันเช้า ก็ครึ่งวันบ่าย เราทำทุกวันเลยตอนนี้ ส่วนสภาวะเบื่อยังเป็นอยู่ เป็นๆหายๆ ถ้าได้พักจิตบ่อยๆอาการเบื่อจะสั้นลง เกิดสั้นลง ( นี่ก็เป็นการให้ค่าเหมือนกันนะ จนกว่าจะได้คำตอบจากสภาวะที่แท้จริง จึงจะเลิกให้ค่าไปเอง )

สภาวะมาสอนตลอดเวลา เราต้องหมั่นสังเกตุตัวเอง สภาวะมักจะมาสอนทั้งสองด้าน ถ้าเปรียบเทียบทางโลกคือ ด้านดี กับ ไม่ดี สุดแต่ว่าเราจะให้ค่าขณะที่อยู่ในสภาวะแบบไหนเท่านั้นเอง

แต่โดยสภาวะแท้จริงของตัวสภาวะแล้ว เป็นเพียงอุบายที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนสภาวะของตัวเองให้เข้ากับสภาวะที่เกิดขึ้น ในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบัน

กิเลสนับวันเนียนและละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งมีให้ค่ายังดูแทบไม่ทัน นี่ก็เหมือนกัน ตอนแรกดูไม่ทัน แต่พอมาเขียนลงบันทึก จึงได้เห็นว่า มันก็แค่สภาวะ แต่เราไปให้ค่า เหตุเพราะทำแล้วสะดวก ทำแล้วถนัดเท่านั้นเอง

อาหารของจิต

จิตก็ต้องมีอาหารหล่อเลี้ยง ไม่แตกต่างจากกายเลย แต่อาหารที่ใช้หล่อเลี้ยงนั้นแตกต่างกัน

โฆษณา

สภาวะตัวปัญญาเกิด

อยู่อย่างสบาย

ยอมรับตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากเท่าไหร่ นับวันชีวิตอยู่อย่างสบายมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้รู้ชัดในกายและจิตเนืองๆ นั่นหมายถึงการปฏิบัติก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

ความอคติที่เคยมีทั้งชีวิตส่วนตัว ทั้งเรื่องภายนอก ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ จิตส่งออกนอกลดน้อยลง อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น จึงรู้สึกสบายๆ เมื่อสภาวะนี้เกิดขึ้น ตัวปัญญาจึงเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไร จิตจะคิดพิจรณาก่อนที่จะลงมือทำ บางครั้งมันจะเป็นเองอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดพิจรณาอะไรเลย สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหตุนอกตัวเริ่มลดน้อยลง ผลที่ได้รับจากเหตุนอกตัวจึงลดน้อยลงไป

ของเก่าชดใช้ไป ของใหม่ไม่ทำเพิ่ม เหมือนนำน้ำสะอาดเติมลงในน้ำในแก้วที่มีน้ำสกปรกใส่อยู่ ( กิเลส ) เมื่อเติมน้ำสะอาดใส่ลงไปเรื่อยๆ น้ำสกปรกย่อมล้นแก้ว ไหลทิ้งออกไปนอกแก้วเรื่อยๆ

เมื่อหมั่นเติมน้ำสะอาดๆลงไปบ่อยๆมากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่โอกาสจะอำนวย สักวันน้ำสกปรกย่อมล้นไหลออกไปจนหมดสิ้น น้ำในแก้วที่มีอยู่จึงเป็นน้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์

สภาวะตัวปัญญาเกิด

สภาวะที่ตัวปัญญาจะเกิด จะมีสภาวะที่เราชอบเรียกว่า สบายๆ คือ มีอาการ กายเบา จิตเบา ลมหายใจละเอียด โล่ง รู้สึกเย็นๆทุกครั้งที่หายใจ

ไม่ว่าจะทำอะไร จะรู้ชัดไปหมด เดินก็รู้ชัดทั้งตัว นั่งก็รู้ชัดทั้งตัว แม้กระทั่งความคิดที่เกิดขึ้นก็รู้ชัด คือจะรู้ชัดไปหมด จิตแจ่มใสมากๆ ไม่มีนิวรณ์ต่างๆเข้าแทรกเลย

ตัวปัญญา

เหตุที่เรียกว่าตัวปัญญา เนื่องจากว่า ตัวปัญญาที่เกิดขึ้น ล้วนมีลักษณะถ่ายถอนอุปทานที่ยังมีการยึดมั่นถือมั่นอยู่ เป็นเหตุให้จิตลดการยึดมั่นถือมั่นในสภาวะต่างๆ แม้กระทั่งบัญญัติหรือคำศัพท์ต่างๆ

เมื่อลดการยึดมั่นถือมั่นลงไป จิตย่อมปล่อยวางได้ไวมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้จิตอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น บ่งบอกถึง ทั้งเหตุเก่าที่มีอยู่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เหตุใหม่ที่จะทำให้เกิดขึ้นที่เป็นเหตุของการเกิดย่อมลดน้อยลงไป จะมีแต่การดับที่ต้นเหตุ คือ กิเลสในใจของเราที่ยังมีอยู่ สติรู้ทันต่อการปรุงแต่งของจิตได้ไวมากขึ้น เกิดปั๊บดับทันที บางครั้งอาจจะช้า แต่อย่างน้อยยังดีกว่าจมอยู่กับกองกิเลส

การเคี้ยวหมาก

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป แนวทางหรืออุบายในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบันได้ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป การเคี้ยวหมากก็เช่นเดียวกัน

การเคี้ยวหมากมีหลายสาเหตุ

๑. เคี้ยวเพราะติดใจในรสชาติของหมาก ของเครื่องเคียงของหมาก

๒. เคี้ยวด้วยความเคยชิน ไม่ได้ติดใจในรสชาติ

๓. เคี้ยวเพราะเป็นการเจริญสติ ให้จิตอยู่กับปัจจุบันกับการเคี้ยว

การเจริญสติโดยการเคี้ยวหมาก ไม่ได้แตกต่างจากการเจริญสติในรูปแบบวิธีอื่นๆเลย แนวทางในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบัน รู้อยู่ในกาย

เหมือนพระบางท่านที่ชอบเคี้ยวหมาก แม้ขณะที่กำลังเทศน์ก็ยังเคี้ยว อันนี้เล่าสู่กันฟังนะ เพราะเราฟังมาแล้วรู้สึกฮาๆๆๆๆ

หลวงปู่เณรคำ ท่านจะชอบเคี้ยวหมาก แม้ขณะที่กำลังเทศน์ก็ยังเคี้ยว มีคนชอบไปขอหมากที่ท่านเคี้ยวอยู่ แบบประมาณว่าถ้าเลิกเคี้ยวขอด้วย

ท่านตอบว่า ก็ไเคี้ยวเองสิ รู้มั๊ยว่ามันแสบปาก

ตอนนั้นเราฟังแล้วรู้สึกฮาจริงๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะสงสัยว่า ในเมื่อเคี้ยวแล้วแสบปาก จะไปเคี้ยวหมากอยู่ทำไม ก็เลิกเคี้ยวสิ

ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะเข้าใจในเรื่องของเหตุและผล เข้าใจในเรื่องการเจริญสติ รู้แล้วว่าในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบัน อุบายในการใช้รักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบันนั้นมีมากมายหลากหลาย

เมื่อรู้ชัดในตัวเวเองได้ เรื่องภายนอกย่อมสิ้นสงสัย ไม่สงสัยในเหตุของคนอื่นๆ แม้กระทั่งอุบายในการรักษาจิตของคนอื่นๆ ในเมื่อสร้างเหตุมาต่างกัน จะให้เหมือนๆกันทั้งหมดไปได้อย่างไร แล้วแต่กิเลสของแต่ละคน

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: