โสดาผิดศิล

โสดากินเหล้า

โสดามีอาชีพหาปลา

โสดามีอาชีพเป็นโสเภณี

โสดามีอาชีพจับสัตว์ขายฯลฯ

โสดาบันเมื่อเห็นแจ้งในอริสัจจ์แล้ว ทำไมยังทำผิดศิลอยู่ ซึ่งในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างที่นำมากล่าวอ้างถึง เรียกว่าถึงแม้ว่าไม่สร้างเหตุเบียดเบียนผู้อื่น ก็ยังสร้างเหตุเบียดเบียนตัวเองอยู่ ในตำรามีเขียนไว้ว่า พระโสดาบันจิตจะมุ่งพระนิพพานมีแต่ความดับอย่างเดียว โสดาบันเป็นผู้มีศิลที่สะอาด

การเห็นแจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ เป็นเพียงแค่มรรค ยังไม่ใช่ผล ยังต้องทบทวนกิเลสที่เหลืออยู่ และต้องแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน

หลายๆคนที่คิดว่าเห็น อาจจะเห็นจริงหรือไม่เห็นจริงก็ตาม จะตกหลุมพรางของกิเลสตัวนี้เหมือนกันหมดทุกคน คือ ความอยาก แต่ไม่รู้ว่าอยาก

เป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ถูกรู้ จึงเสียทีกิเลสตัวนี้ โดยไม่รู้ว่าเสียทีกิเลส จึงกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นไปด้วยความไม่รู้ เหตุจากที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

ก่อนจะเห็นอริยสัจจ์ เคยประกอบอาชีพอะไร เคยใช้ชีวิตแบบไหน หลังเห็นอริยสัจจ์ ยังคงประกอบอาชีพเป็นปกติ ใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เป็นผู้มีความประมาทน้อยลง สำรวมสังวรระวังตัวมากขึ้น

การผิดศิลยังคงมีอยู่ แต่เมื่อเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ตัวสภาวะจะเป็นตัวบังคับ อันมีเหตุให้บุคคลนั้นๆต้องเลิกประกอบอาชีพที่ผิดศิลหรือที่ยังมีประพฤติผิดศิล สุดท้ายกลายเป็นคนที่มีศิลสะอาดมากขึ้นทั้งกาย วาจา ใจ

โดยไม่ต้องระวังแต่อย่างใด จะมีความรู้ตัวเกิดขึ้นเองก่อนที่จะลงมือทำอะไร รู้ชัดในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายศิล ๕ แบบหยาบๆจะสะอาดไปเองโดยไม่ต้องไปคิดสร้างให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด นี่ยังอยู่ในข่ายของมรรค ยังไม่ใช่ผล

ศิลเป็นฐานของสมาธิ มาจากสภาวะตรงนี้ เมื่อศิลสะอาด นิวรณ์ต่างๆย่อมระงับได้ง่ายมากขึ้น

ศิลจะสะอาดได้ต้องมีทั้งสติและสัมปชัญญะ ยิ่งมีมากขึ้นเท่าใด หิริ โอตตัปปะยิ่งมีมากขึ้น ศิลสะอาดหมดจดเพราะเหตุนี้

เมื่อศิลสะอาดสมบูรณ์ดีแล้ว เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้เนืองๆ เป็นเหตุให้รู้ชัดในกายและจิตหรือที่เรียกว่า รูป,นามได้มากขึ้นเรื่อยๆ สมาธิย่อมมีกำลังมากขึ้น แนบแน่นมากขึ้น

เป็นเหตุให้วิปัสสนาญาณหรือปัญญาญาณจะเกิดขึ้น ทำให้เห็นแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน เมื่อแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน ศิลไม่ต้องพูดถึงแล้ว สมาธิไม่ต้องไปพูดถึง สติและสัมปชัญญะเป็นตัวที่ต้องพูดถึงตลอดเวลา

เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นตัวที่ใช้ในการตัดภพตัดชาติ ก็คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิตนี่เอง จึงเรียกว่า จิตมุ่งพระนิพพาน สภาวะของพระนิพพานคือ ความดับ ได้แก่ดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากตัวเอง คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

โสดาบัน ( แท้ ) มี ๒ ประเภท คือ โสดาปัตติมรรค, โสดาปัตติผล

โสดาปัตติมรรคเกิดก่อนโสดาปัตติผล

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป โสดาบันก็เช่นกัน ก่อนจะเห็นแจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ ที่แท้จริง อาจจะมีการประกอบอาชีพหรือประพฤติผิดในศิล

เมื่อได้พบประสพสภาวะเห็นแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์แล้ว ย่อมขัดเกลากิเลสของตัวเอง บางคนได้เพียงมรรค ไม่อาจจะไปถึงผลได้ก็มี แล้วแต่เหตุที่ทำ

หากเมื่อแจ้งในสภาวะนิพพานที่แท้จริงแล้ว นั่นบ่งบอกคุณธรรมของสภาวะโสดาปัตติผล คือ เป็นผู้มีศิล ๕ แบบหยาบๆสะอาด เนื่องจากตัวสภาวะจะดำเนินไปตามสภาวะเอง จะมีเหตุให้ไม่ประพฟติผิดศิลทั้งต่อหน้าและลับหลัง

โสดาบัน ( เทียม ) มี ๒ ประเภท คือ อธิมานิกโสดาบัน,อุลลปนาธิปปายโสดาบัน บุคคลทั้ง ๒ ประเภทนี้ไม่ได้มรรค,ผลจริง แต่โอ้อวดว่าได้

พอนานๆเข้าจิตใจที่ตนยึดมั่นในองคคุณของพระโสดาบันก็จืดจางลง เป็นเหตุให้ประพฤติปฏิบัติตนขาดไปจากองค์คุณนั้นๆ มีการล่วงอกุศลกรรมบถ เช่นเสพสุราและกล่าวมุสาวาท เป็นต้น

พระโธตกะ เป็นคนหนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ที่ได้ทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้าเป็นคนที่ ๕

ข้าพพุทธเจ้าทูลถามพระองค์ ขอจงตรัสบอกแก่ข้าพพระพุทธเจ้า ข้าพพระพุทธเจ้าอยากจะฟังวาจาของพระองค์ ข้าพพระพุทธเจ้าได้ฟังสุระเสียงของพระองค์แล้ว จะศึกษาปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องดับกิเลสของตน

พระองค์ตรัสว่า ” ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเป็นคนมีปัญญา มีสติทำความเพียรในศาสนานี้เถิด ”

โธตกะมานพกราบทูลว่า ” ข้าพพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ หากังวลมิได้เลย อยู่ในเทวโลก และมนุษย์โลก เหตุนั้นข้าพพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ขอพระองค์ทรงเปลื้องข้าพพระพุทธเจ้าจากความสงสัยเสียเถิด ”

พระพุทธองค์ตรัสว่า ” เราเปลื้องใครๆในโลกผู้มีความสงสัยอยู่ไม่ได้ เมื่อท่านรู้ธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามห้วงทะเลหลวง คือ กิเลสอันนี้เสียได้ ”

โธตกะมานพกราบทูลว่า ” พระองค์จงทรงพระกรุณาแสดงธรรมอันสงัดจากกิเลส ที่ข้าพพระพุทธเจ้าควรจะรู้ สั่งสอนข้าพพระพุทธเจ้าให้เป็นคนโปร่งไม่ขัดข้อง ดุจอาการสงบระงับกิเลสเสียได้ ไม่อาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด เที่ยวอยู่ในโลกนี้? ”

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ” เราจักบอกอุบายระงับกิเลสให้แก่ท่าน ซึ่งท่านจะเห็นเองไม่ต้องเชื่อตาม ไม่ต้องตื่นข่าวจากผู้อื่น ท่านจะมีสติข้ามความอยากที่ตรึงไว้ในโลกนี้เสียได้ ”

โธตกะมานพ กราบทูลว่า ” ข้าพพระพุทธเจ้าชอบอุบายเครื่องระงับกิเลสอันสูงสุดเป็นอย่างยิ่ง ”

พระพุทธองค์ตรัสว่า ” ความทะยานอยากทั้งเบื้องต้น เบื้องต่ำ เบื้องกลาง เป็นเหตุให้ติดข้องอยู่ในโลก ท่านอย่าทำความทะยานอยากเพื่อจะเกิดในภพน้อยใหญ่ “

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: