การเริ่มต้นที่แตกต่าง

แนวทางการปฏิบัติของแต่ละคน การเริ่มต้นอาจจะแตกต่างกันไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ถ้ารู้และเข้าใจตรงนี้ได้ จะไม่มีการกล่าวเพ่งโทษในแนวทางการปฏิบัติที่ผิดจากรูปแบบที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติอยู่ หรือจากการอ่าน ตลอดจนการเรียนรู้ที่ได้รู้มา ที่ยังมีการกล่าวเพ่งโทษ ล้วนเกิดจากการให้ค่าที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น

บางคนเริ่มต้นจากภายใน เช่น

บางคนเริ่มต้นรู้ที่กาย ใช้วิธีดูกาย ดูลมหายใจ ท้องพองยุบ กายเคลื่อนไหว ชีพจรฯลฯ

บางคนเริ่มต้นดูเวทนา ดูความเจ็บปวด สุข ทุกข์ทางเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย

บางคนเริ่มต้นดูจิต ดูความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต

บางคนเริ่มต้นที่ธรรม ความคิด,พิจรณาต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งกุศลและอกุศล

บางคนเริ่มต้นจากภายนอก เช่น

การนำวัตถุต่างๆภายนอกมาเป็นอารมณ์ในการให้จิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งๆนั้น

บางคนใช้อาหารทั้งที่รับทานได้และรับทานไม่ได้มาเป็นอารมณ์ในการคิดพิจรณา

บางคนใช้กายของผู้อื่นในการคิดพิจรณา หรือนำมาเป็นอารมณ์ให้จิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งๆนั้น ฯลฯ

การปฏิบัติล้วนมีหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก ทั้งนี้ทั้งนั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนเป็นผู้สร้างขึ้นมาหรือทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น จึงไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด หรือความผิดปกติใดๆเลย

แต่ที่กล่าวว่าวิธีการนั้นถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากการให้ค่าตามความคิดของแต่ละคน ซึ่งไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะที่แท้จริง

เหตุทั้งหมดเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น แต่ไม่รู้ว่ายึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น จึงมีการว่ากล่าวการปฏิบัติที่นอกเหนือไปจากที่ตนเองเคยพบเคยเจอ หรือเคยได้ปฏิบัติมา ซึ่งตนเองทำไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุของการเกิดเพราะเหตุนี้

สภาวะล้วนก้าวกระโดดได้ ไม่จำเป็นต้องเรียงไปตามขั้นตอน ที่เรียงไปตามขั้นตอน ล้วนเกิดจากเหตุของคนที่เรียง ทำได้แบบไหน ย่อมเขียนอธิบายออกมาแบบนั้น แต่ลืมไปว่า เหตุของแต่ละคนสร้างมาไม่เหมือนกัน จะให้มาเริ่มต้นเหมือนๆกัน

อาจจะเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ควรคาดหวังต่อสิ่งที่คิดจะให้กับคนอื่นๆ เมื่อคิดจะให้ จงให้โดยไม่มีข้อแม้ หากยังมีข้อแม้ นั่นคือ กิเลสที่เกิดขึ้นในใจขณะที่กำลังคิดจะให้ เพียงแต่จะดูหรือรู้ทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตตนเองได้หรือไม่เท่านั้นเอง

บางคนมีอุปนิสัยในการชอบสอน จึงพยายามถ่ายทอดโดยการนำพระไตรปิฎกมานำทาง แล้วใช้การตีความตามรู้ที่ตัวเองมีอยู่ อาจจะเกิดจากการได้ศึกษาหรือสัญญาเก่าที่ติดตัวมา หรือรู้จากผลของการปฏิบัติของตนเองนำมาสอน

เมื่อยังไม่เข้าใจในเหตุและผล ยังไม่เห็นแจ้งสภาวะตามความเป็นจริง ผู้ที่มีอุปนิสัยชอบสอน จึงมักก่อเหตุของการเกิดเนืองๆเพราะเหตุนี้

บางคนเห็นแจ้งในสภาวะ แต่ไม่เห็นแจ้งในกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง นี่ก็อีกหนึ่งเหตุที่เป็นการสร้างเหตุของการเกิดให้เกิดขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะ ถ้าแค่ดู แค่รู้ เมื่อให้ค่า ก็ยอมรับว่าให้ค่า ยอมรับว่ายึดติด แต่ไม่ไปยึดติดจนหลง ย่อมไม่ก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นเหตุของการเกิดอย่างแน่นอน

หากรู้แล้ว แล้วคิดว่ารู้ เกิดการยึดติดในรู้นั้นๆ ในสภาวะนั้นๆ ไม่ยอมรับว่าให้ค่าต่อสภาวะ หลงยึดติดเหนียวแน่น เป็นเหตุให้ทั้งโลภะและโมหะครอบงำ กลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี จะหนีไปไหนได้

เมื่อไม่ได้ดั่งใจ โทสะย่อมเกิด เป็นเหตุให้เกิดการกล่าววาจาเหน็บแนมแนวทางอื่นหนักมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นการสร้างเหตุของการดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง กลับเป็นการสร้างเหตุของการเกิดต่อไปเรื่อยๆ มีแต่เหตุและก็เหตุ

สภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งเกิดจากเหตุที่กระทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น

สภาวะที่เกิดขึ้นมีทั้งภายในและภานยนอก

ภายใน สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่ให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ( ผัสสะ )

ภายนอก สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่สิ่งที่เคยกระทำไว้ในอดีตทั้งระลึกได้และไม่อาจะระลึกได้ เป็นผลของเหตุที่ทำไว้ มาในรูปของผัสสะ ( การกระทบ ) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ทุกข์ สภาวะคือ ความทนอยู่ไม่ได้

สมุทัย สภาวะคือ การให้ค่า ( กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ) ต่อสภาวะ ( ผัสสะ ) ที่เกิดขึ้น

นิโรธ สภาวะคือ ความดับทุกข์ ได้แก่ การดับเหตุ ( กิเลส ) ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดเหตุทั้งปวง ได้แก่การดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าจะกาย วาจา ใจ

มรรค สภาวะคือ ทางหรือวิธีการ ได้แก่ การเจริญสติ ( สติ สัมปชัญญะ )

โฆษณา

เขียนตามความเป็นจริง

การเขียนตามความจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริงๆ ยังมีและเป็นอยู่จริงๆ นับว่าเป็นการเมตตาต่อตัวเองแบบสุดๆ เป็นเหตุให้สามารถเห็นตามความเป็นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นจิต เป็นการกระทำอย่างต่อเนื่อง

การยอมรับตามความเป็นจริงของทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ใหม่ๆยอมรับว่ายากมากๆ เหมือนถูกบังคับ ถูกกดข่มจิตใจ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ใจเนืองๆ ยามที่เกิดสภาวะความชอบใจ ย่อมเกิดความสุขใจ นี่แหละกิเลส แต่ไม่รู้ว่าคือกิเลส

เมื่อยอมรับตามความเป็นจริงได้มากขึ้น เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น เหตุที่จะเป็นตัวสร้างให้เกิดเหตุของการเกิด จึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เหตุเก่าชดใช้เขาไป คือ ยอมรับทุกกรณีไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี

ไม่ยึดติดทั้งดีและไม่ดี การที่บอกว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเกิดจากกิเลสทั้งสิ้น เป็นการให้ค่ากับสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่านี่คือ การให้ค่า จนกระทั่งได้มาเจริญสติ จึงได้รู้จักกับเรื่องต่างๆเหล่านี้ ทำให้รู้จักกับคำว่าสภาวะ

เมื่อรู้จักกับคำว่าสภาวะโดยตัวสภาวะที่แท้จริง เป็นเหตุให้ จิตที่เคยถูกกดข่ม ถูกบังคับให้ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ความรู้สึกเหล่านั้นนับวันเบาบางลงไปเรื่อยๆ ผัสสะที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลให้กับจิตลดน้อยลงไปได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อก่อนด้วยความไม่รู้ หลงไปเล่นกับกิเลสของคนอื่นๆ กิเลสนอกตัว เพราะยังไม่รู้จักกับกิเลสในตัวที่แท้จริง หลงสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้มากมาย กิเลสในตัวมีให้เล่น ให้เรียนรู้หลากหลาย รู้แล้วรู้เลย รู้จากหยาบๆ ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ

ความสนใจกิเลสนอกตัวหรือกิเลสของคนอื่น นับวันลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ยังมีอยู่ความสนใจนอกตัว แต่ไม่ไปหลงก่อเหตุที่เป็นเหตุของผลที่ทำให้เกิดตลอดเวลา รู้แล้วหยุด กลับมาอยู่ปัจจุบัน อยู่และเรียนกิเลสที่ยังมีอยู่ ทบทวนตลอดเวลา

นับว่าเป็นการสร้างเหตุดีไว้ในอดีตอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นผู้ที่ไม่ชอบสอนใครๆ ยิ่งอาชีพครูไม่ต้องพูดถึง ไม่มีในนิสัย เป็นคนชอบเรียนรู้ แต่ไม่ชอบสอนใคร เพราะเหตุนี้ สภาวะจึงดำเนินไปตามสภาวะได้อย่างต่อเนื่อง เพราะตัวมานะมีน้อย

จึงเป็นเหตุให้ไม่เคยคิดสอนใครๆ มุ่งสนทนาแต่สิ่งที่ตัวเองเคยสงสัย หรือติดขัดอยู่มากกว่าจะไปสนใจสอนใครๆ เพียงแต่เป็นคนชอบพูด ชอบบอกเล่าเรื่องราว เพราะรู้ดีว่า เขาและเราล้วนไม่แตกต่างกันเลย มีกิเลสเหมือนๆกัน

สภาวะทุกๆคนจึงมีเหมือนๆกัน แตกต่างแค่ตัวกิเลสหรือตัวละครที่มาแสดงในรูปของตัวผัสสะที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นเลย แต่เพราะความไม่รู้ยังมี จึงหลงสร้างเหตุใหม่ต่อไป

เราไม่จำเป็นต้องไปคิดที่จะสอนใครๆเลย การยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้ ล้วนมีโอกาสเสี่ยงสูงในเรื่องของการสร้างเหตุของการเกิดทั้งสิ้น เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผลให้ได้รับ แล้วจะไปคิดสร้างอีกทำไม ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่เคยใส่ใจ เพียงเขียนตามความเป็นจริง

ส่วนใครจะว่าจริงหรือไม่จริง ถูกหรือผิด นั่นก็เหตุของเขา เนื่องจากเคยมีเหตุร่วมกันมาก่อน จึงมีการให้ค่าทั้งถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุร่วมกันมา ย่อมไม่มาวิพากย์ วิจารณ์กันอย่างแน่นอน ไม่มีมาใส่ใจกันอย่างแน่นอน

ในเมื่อเราได้เขียนลงไป นี่คือ การสร้างเหตุของเรา ไม่ว่าผลที่ได้รับจะออกมายังไง ยอมรับได้หมด ทั้งดีและไม่ดี เพราะเป็นการดูจิต ดูกิเลสขึ้นในจิตของตัวเราเอง ฉะนั้นถ้าการกระทำเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นในทางชอบหรือชัง

หากเราไม่เขียนออกมา เราจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเองเลย วิธีการของใครก็ของคนนั้น แล้วแต่กิเลส แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน เป็นเรื่องปกติที่จะต้องพบเจอเหตุต่างๆเหล่านั้น ไม่ว่าจะจากคนที่รู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม

เมื่อยอมรับได้ ย่อมจบ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแต่เหตุที่ทำมา เมื่อรู้อย่างนี้ได้ ยอมรับได้ เหตุของการสร้างเหตุใหม่ย่อมไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หากยังยอมไม่ได้ แค่รู้ แค่ดู ยอมรับว่ายังมีการไม่ยอม แต่ไม่หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น โดยการตอบโต้ออกไป เหตุที่เกิดใหม่ ย่อมรับผลไปตามนั้น ส่วนเหตุของคนอื่นๆไม่คาดเดา คนไหนทำ คนนั้นรับไป

ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปคาดเดาสภาวะของคนอื่นๆ เขาจะได้รับผลหรือไม่ได้รับผลอย่างไรนั่นก็เหตุของเขา ทุกอย่างแปรเปลี่ยนได้ ดูองคุลีมาลเป็นตัวอย่าง ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เราจึงไม่ควรประมาทในเหตุ

ส่วนการให้คำแนะนำให้กับคนที่มาขอคำแนะนำยังมีอยู่ เพราะสภาวะของเขา,เราไม่แตกต่างเลย สิ่งที่นำมาถามๆกัน เราผ่านมาหมดแล้ว จึงให้คำแนะนำได้แบบสบายๆ เพราะไม่ได้หวังผลจากการให้ และไม่ได้คิดจะสอนใคร

สภาวะจึงไปได้เรื่อยๆ บางครั้งมีติดขัดบ้าง แต่ไปได้อย่างต่อเนื่อง ติดก็ติดไม่นาน เห็นกิเลสทันมันก็จบ เพราะไม่คิดจะต่อยอดเหตุแห่งการเกิดอีกต่อไป มีแต่กระทำมุ่งดับที่เหตุ

วิธีตรวจสอบสมาธิ

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป สมาธิที่มีอยู่เป็นปกติของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปตามเหตุของแต่ละคนกระทำมา และเหตุในปัจจุบันที่สร้างขึ้นมาอีก

วิธีตรวจสอบสมาธิด้วยตัวเอง

หาที่เงียบสงบ นั่งในท่าที่รู้สึกสบายๆ หรือในอริยาบทอื่นๆก็ได้ ถ้ารู้สึกว่าสบายกว่าการนั่ง เรียกว่า ทำตามความสะดวก ทำตามความสบาย

เมื่ออยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย เอาจิตจดจ่อดูลมหายใจเข้าออก จะบริกรรมภาวนาด้วยคำบัญญัติใดๆ เช่น พุทโธ,พองหนอ ยุบหนอฯลฯ หรือไม่ภาวนาใดๆก็ได้ เพียงแค่รู้ลงไปที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้ไปแค่นี้

หากรู้ลงไปในลมหายใจเข้าออกไปสักพักหนึ่งแล้ว สามารถจับลมหายใจได้ตลอด รู้ลมหายใจได้ตลอด หรือ เห็นท้องพองยุบ หรือ จับการเต้นของชีพจรตามร่างกายได้ หรือรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวในส่วนอื่นๆของกายได้

แม้กระทั่งเกิดการดิ่งดับสนิทไม่สามารถรู้ที่กายได้ หรือไม่สามารถรู้อาการต่างๆขณะที่จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวอีกทีคือหมดเวลาแล้ว หรือต้องมีคนเรียกถึงจะรู้

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงว่า มีด้านสมถะหรือสมาธิติดตัวมา เพียงแต่จะนำสมาธิที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองได้อย่างไร มีแต่การเจริญสติเท่านั้น ที่จะนำสมาธิที่มีอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

คำว่า วิปัสสนา ไม่แตกต่างกับคำบัญญัติอื่นๆ เพียงแต่นำมาเรียกเพื่อแยกแยะสภาวะของสมาธิและการดูตามความเป็นจริงให้ออกจากกันเท่านั้นเอง

ผู้ใดที่ยกย่องวิปัสสนา แต่กล่าวกดข่มสมาธิ หรือ ผู้ใดที่กล่าวยกย่องสมาธิ แต่กล่าวกดข่มวิปัสสนา

สภาวะของผู้ที่นำมากล่าวเช่นนี้ ล้วนเป็นเพียงการเห็นเพียงด้านเดียวของสมถะและวิปัสสนา ไม่ได้เห็นสภาวะทั้งสองด้าน

ไม่ว่าจะสมถะหรือวิปัสสนา ล้วนต้องอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน

เหตุนี้ จึงต้องมาเจริญสติ เพื่อปรับความสมดุลย์ของสภาวะ เป็นเหตุให้ทั้งวิปัสสนา ( การดูตามความเป็นจริง ) และสมถะ ( จิตตั้งมั่น )ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่ง

การจะดูหรือเห็นตามความเป็นจริง ( กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ) และสภาวะภายนอกที่เกิดขึ้น ( ผัสสะ )ได้ ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นในระดับหนึ่ง

กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต มีทั้งเกิดจากผัสสะ ( หยาบ ) และไม่ต้องอาศัยผัสสะเป็นเหตุของการเกิด ( ละเอียด )

ปถุชนกับอริยะ

ตราบใดที่อยู่ในสภาวะการขัดเกลากิเลส ทุกสรรพสัตว์มีค่าเท่ากัน ที่แตกต่างกันเป็นเพียงสภาวะกิเลสของแต่ละคน

ผู้ใดที่กล่าวแยกสภาวะความรู้สึกเช่นนี้ๆ หรือ การปฏิบัติเช่นนั้นๆ นี่ของปถุชน นั่นของอริยะ บุคคลนี้ขาดความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น มีแต่โลภะ ความทะยานอยากเกิดขึ้นในจิต แต่มองไม่เห็น

หากเมตตาต่อผู้อื่น ต้องรู้จักเมตตาต่อตนเองก่อน จะไปเลียนแบบสภาวะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระองค์ทรงวางแนวทางไว้ตลอดทาง การให้ค่า การคาดเดา ทรงให้ทำเอง ให้ทดลองด้วยตัวเอง มีแต่กับดักของกิเลส

เพื่อให้ผู้ดำเนินรอยตามให้รู้สึกตัวในสิ่งที่พระองค์เคยประสบพบมาก่อน จึงทรงตรัสเรียกปถุชนกับอริยะ ทรงแยกแยะไว้ตามสภาวะของกิเลส

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดติดในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ กิเลสความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆ เป็นเหตุให้ไม่เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง เป็นเหตุให้เกิดการยกตนข่มท่าน นี่คือ อริยะ นั่นคือ ปถุชน

ซึ่งโดยสภาวะที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะอริยะหรือปถุชน แม้กระทั่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีค่าเท่าๆกัน ไม่มีใครเหนือใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร

ก่อนจะเมตตาต่อผู้อื่น จงเมตตาตัวเองให้ได้ก่อน ทั้งคำว่า อริยะหรือปถุชน แม้กระทั่งคำบัญญัติต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ละให้ได้ก่อน หากยังกอดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นแหละคือ เหตุแห่งทุกข์ เป็นแนวทางสร้างทุกข์ให้เกิดขึ้น

แต่เนื่องจากกิเลสที่ให้ค่ากับสภาวะ บดบังสภาวะตามความเป็นจริงไว้ จึงเป็นเหตุให้มองไม่เห็นว่าได้หลงสร้างเหตุของการเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การสร้างเหตุของการดับต้นเหตุแห่งทุกข์แต่อย่างใด

บางคนให้ค่ามากถึงขนาดใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ” อาตมา ” ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นพระ นี่แหละความ ยึดติดแต่ไม่รู้ว่ายึดติด กิเลสเกิดแต่มองไม่เห็น เพราะความอยากทั้งหลายบดบังสภาวะ เหตุมี ผลย่อมมี

แทนที่จะย้อนกลับมาดูกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เกิดจากการให้ค่าและยึดติดในสภาวะ เป็นเหตุให้สร้างเหตุวิวาทะเนืองๆ เพราะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตัวเองนำมากล่าว

เมื่อมีผู้อื่นชี้ช่องโหว่มาให้เห็น ต้องย้อนกลับมาพิจรณาตัวเอง กิเลสของตัวเองมองเห็นได้ยาก กิเลสของผู้อื่นมองเห็นได้ง่าย ผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่แตกต่างจากเราเลย

หากแม้มีจิตเมตตาต่อตนเองและผู้อื่นจริงๆ ต้องลดทิฏฐิมานะที่มีอยู่ รู้จักฟังคำของผู้อื่นให้มากขึ้น ไม่ใช่มีแต่สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น ที่เกิดจากการยึดติดว่านี่สภาวะอริยะ นั่นสภาวะปถุชน กิเลสโมหะและโลภะบดบังมองไม่เห็น

ในเมื่ออ้างว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร เมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วยในสิ่งที่นำมาสนทนา อาจมีการติติงว่ากล่าว เราต้องย้อนกลับมาคิดพิจรณาการกระทำของตัวเอง ว่าเป็นอย่างที่เขาว่ามาหรือไม่ ต้องมาทบทวนกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

หากเราเห็นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงได้ หากแจ้งในสภาวะของพระนิพพานได้จริงๆ จะยอมรับทุกคำพูดที่ผู้อื่นชี้มา นั่นคือ ช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ หากไม่มีช่องโหว่ ใครที่ไหนจะมาชี้ได้ เพราะไม่มีช่องจะให้ชี้

นี่แหละเหตุของต้นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง เหตุของการสร้างเหตุของเกิดเกิดเหตุ ไม่ใช่การดับเหตุ ดับเหตุทั้งปวงต้องดับที่ตัวเราเอง ไม่ใช่ไปพยายามดับนอกตัว

การไปพยายามดับนอกตัว ล้วนเป็นต้นเหตุของเหตุแห่งการสร้างเหตุในการเกิดทั้งสิ้น

ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ในเมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ เห็นอริยสัจจ์ได้จริง ย่อมแจ้งในสภาวะของเหตุและผล คือ กรรมและวิบากกรรม การกระทำและผลที่ได้รับ ใครสร้างเหตุอย่างไร สิ่งที่มองเห็นนั่นคือ ผลของเขา

จึงไม่ควรเอาตัวตนที่ยังมี ” เรา ” หรือตัวกู ของกู เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุของคนอื่นๆ ไม่ต้องไปคาดเดาสภาวะของคนอื่นๆ ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ในเมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมปล่อยวางได้ ไม่ใช่ยึดติดอย่างเหนียวแน่น

พระไตรปิฎกต่อให้อ่านจบ ๑๐ รอบ ๑๐๐ รอบ ๑๐๐๐ รอบหรือกี่แสนๆๆๆๆๆๆจบก็ไม่อาจะทำให้เห็นตามความเป็นจริงได้ ของจริงต้องลงมือทำ แล้วเฝ้าดูในกายและจิตของตัวเอง เฝ้าดูกิเลสที่เกิดขึ้น ดูให้ทัน ดูไม่ทันย่อมเสียทีกิเลส

ทำให้ต่อเนื่อง กิเลสวันนี้อาจจะยังเห็นไม่ทัน เห็นไม่ชัด สักวันย่อมเห็นและรู้ชัดในกิเลสต่างๆได้เอง

ดูสมัยพุทธกาล มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ รู้ปริยัติ ศึกษามาก สอนให้คนสำเร็จอรหันต์ได้ แต่ไม่สามารถสอนให้ตัวเองสำเร็จได้

จิตไม่ตั้งมั่นมากพอ การเห็นตามความเป็นจริงไม่ชัดเจน เกิดเนื่องจากกำลังของสมาธิไม่มากพอ

สมาธิมากไป ก็ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เกิดเนื่องจากกำลังของสมาธิที่กดข่มเอาไว้ จึงต้องมีการปรับอินทรีย์ตลอดเวลาเพราะเหตุนี้

สมาธิยิ่งมาก ยิ่งดี แต่ต้องเป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้

สติ ยิ่งมากยิ่งดี สติมากเท่าไหร่ บ่งบอกถึง ตัวสัมปชัญญะที่มีกำลังมากขึ้น สัมปชัญญะมีมากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้เวลาเกิดสมาธิ สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

ส่วนสมาธิที่เกิดขึ้น จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาและเหตุที่สร้างขึ้นในปัจจุบัน

เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้และเพื่อสร้างสติที่มีอยู่แล้ว ให้มีกำลังเข้มแข็งมากขึ้น ให้มีตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วสมาธิที่มีอยู่ปกติในตัวของทุกๆคน จะได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

และ เป็นทั้งการปรับอินทรีย์เพื่อให้สภาวะเกิดความสมดุลย์ สติยิ่งมากยิ่งดี

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: