ปถุชนกับอริยะ

ตราบใดที่อยู่ในสภาวะการขัดเกลากิเลส ทุกสรรพสัตว์มีค่าเท่ากัน ที่แตกต่างกันเป็นเพียงสภาวะกิเลสของแต่ละคน

ผู้ใดที่กล่าวแยกสภาวะความรู้สึกเช่นนี้ๆ หรือ การปฏิบัติเช่นนั้นๆ นี่ของปถุชน นั่นของอริยะ บุคคลนี้ขาดความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น มีแต่โลภะ ความทะยานอยากเกิดขึ้นในจิต แต่มองไม่เห็น

หากเมตตาต่อผู้อื่น ต้องรู้จักเมตตาต่อตนเองก่อน จะไปเลียนแบบสภาวะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระองค์ทรงวางแนวทางไว้ตลอดทาง การให้ค่า การคาดเดา ทรงให้ทำเอง ให้ทดลองด้วยตัวเอง มีแต่กับดักของกิเลส

เพื่อให้ผู้ดำเนินรอยตามให้รู้สึกตัวในสิ่งที่พระองค์เคยประสบพบมาก่อน จึงทรงตรัสเรียกปถุชนกับอริยะ ทรงแยกแยะไว้ตามสภาวะของกิเลส

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดติดในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ กิเลสความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆ เป็นเหตุให้ไม่เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง เป็นเหตุให้เกิดการยกตนข่มท่าน นี่คือ อริยะ นั่นคือ ปถุชน

ซึ่งโดยสภาวะที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะอริยะหรือปถุชน แม้กระทั่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีค่าเท่าๆกัน ไม่มีใครเหนือใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร

ก่อนจะเมตตาต่อผู้อื่น จงเมตตาตัวเองให้ได้ก่อน ทั้งคำว่า อริยะหรือปถุชน แม้กระทั่งคำบัญญัติต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ละให้ได้ก่อน หากยังกอดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นแหละคือ เหตุแห่งทุกข์ เป็นแนวทางสร้างทุกข์ให้เกิดขึ้น

แต่เนื่องจากกิเลสที่ให้ค่ากับสภาวะ บดบังสภาวะตามความเป็นจริงไว้ จึงเป็นเหตุให้มองไม่เห็นว่าได้หลงสร้างเหตุของการเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การสร้างเหตุของการดับต้นเหตุแห่งทุกข์แต่อย่างใด

บางคนให้ค่ามากถึงขนาดใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ” อาตมา ” ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นพระ นี่แหละความ ยึดติดแต่ไม่รู้ว่ายึดติด กิเลสเกิดแต่มองไม่เห็น เพราะความอยากทั้งหลายบดบังสภาวะ เหตุมี ผลย่อมมี

แทนที่จะย้อนกลับมาดูกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เกิดจากการให้ค่าและยึดติดในสภาวะ เป็นเหตุให้สร้างเหตุวิวาทะเนืองๆ เพราะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตัวเองนำมากล่าว

เมื่อมีผู้อื่นชี้ช่องโหว่มาให้เห็น ต้องย้อนกลับมาพิจรณาตัวเอง กิเลสของตัวเองมองเห็นได้ยาก กิเลสของผู้อื่นมองเห็นได้ง่าย ผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่แตกต่างจากเราเลย

หากแม้มีจิตเมตตาต่อตนเองและผู้อื่นจริงๆ ต้องลดทิฏฐิมานะที่มีอยู่ รู้จักฟังคำของผู้อื่นให้มากขึ้น ไม่ใช่มีแต่สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น ที่เกิดจากการยึดติดว่านี่สภาวะอริยะ นั่นสภาวะปถุชน กิเลสโมหะและโลภะบดบังมองไม่เห็น

ในเมื่ออ้างว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร เมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วยในสิ่งที่นำมาสนทนา อาจมีการติติงว่ากล่าว เราต้องย้อนกลับมาคิดพิจรณาการกระทำของตัวเอง ว่าเป็นอย่างที่เขาว่ามาหรือไม่ ต้องมาทบทวนกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

หากเราเห็นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงได้ หากแจ้งในสภาวะของพระนิพพานได้จริงๆ จะยอมรับทุกคำพูดที่ผู้อื่นชี้มา นั่นคือ ช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ หากไม่มีช่องโหว่ ใครที่ไหนจะมาชี้ได้ เพราะไม่มีช่องจะให้ชี้

นี่แหละเหตุของต้นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง เหตุของการสร้างเหตุของเกิดเกิดเหตุ ไม่ใช่การดับเหตุ ดับเหตุทั้งปวงต้องดับที่ตัวเราเอง ไม่ใช่ไปพยายามดับนอกตัว

การไปพยายามดับนอกตัว ล้วนเป็นต้นเหตุของเหตุแห่งการสร้างเหตุในการเกิดทั้งสิ้น

ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ในเมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ เห็นอริยสัจจ์ได้จริง ย่อมแจ้งในสภาวะของเหตุและผล คือ กรรมและวิบากกรรม การกระทำและผลที่ได้รับ ใครสร้างเหตุอย่างไร สิ่งที่มองเห็นนั่นคือ ผลของเขา

จึงไม่ควรเอาตัวตนที่ยังมี ” เรา ” หรือตัวกู ของกู เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุของคนอื่นๆ ไม่ต้องไปคาดเดาสภาวะของคนอื่นๆ ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ในเมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมปล่อยวางได้ ไม่ใช่ยึดติดอย่างเหนียวแน่น

พระไตรปิฎกต่อให้อ่านจบ ๑๐ รอบ ๑๐๐ รอบ ๑๐๐๐ รอบหรือกี่แสนๆๆๆๆๆๆจบก็ไม่อาจะทำให้เห็นตามความเป็นจริงได้ ของจริงต้องลงมือทำ แล้วเฝ้าดูในกายและจิตของตัวเอง เฝ้าดูกิเลสที่เกิดขึ้น ดูให้ทัน ดูไม่ทันย่อมเสียทีกิเลส

ทำให้ต่อเนื่อง กิเลสวันนี้อาจจะยังเห็นไม่ทัน เห็นไม่ชัด สักวันย่อมเห็นและรู้ชัดในกิเลสต่างๆได้เอง

ดูสมัยพุทธกาล มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ รู้ปริยัติ ศึกษามาก สอนให้คนสำเร็จอรหันต์ได้ แต่ไม่สามารถสอนให้ตัวเองสำเร็จได้

จิตไม่ตั้งมั่นมากพอ การเห็นตามความเป็นจริงไม่ชัดเจน เกิดเนื่องจากกำลังของสมาธิไม่มากพอ

สมาธิมากไป ก็ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เกิดเนื่องจากกำลังของสมาธิที่กดข่มเอาไว้ จึงต้องมีการปรับอินทรีย์ตลอดเวลาเพราะเหตุนี้

สมาธิยิ่งมาก ยิ่งดี แต่ต้องเป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้

สติ ยิ่งมากยิ่งดี สติมากเท่าไหร่ บ่งบอกถึง ตัวสัมปชัญญะที่มีกำลังมากขึ้น สัมปชัญญะมีมากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้เวลาเกิดสมาธิ สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

ส่วนสมาธิที่เกิดขึ้น จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาและเหตุที่สร้างขึ้นในปัจจุบัน

เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้และเพื่อสร้างสติที่มีอยู่แล้ว ให้มีกำลังเข้มแข็งมากขึ้น ให้มีตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วสมาธิที่มีอยู่ปกติในตัวของทุกๆคน จะได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

และ เป็นทั้งการปรับอินทรีย์เพื่อให้สภาวะเกิดความสมดุลย์ สติยิ่งมากยิ่งดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: