สมาธิ อย่าไปทำมัน

จิตรู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น วันนี้สติไม่ทัน เกิดการให้ค่าต่อหนังสือที่ได้อ่าน หนังสือเล่มนี้ชื่อ ” ธรรมะกับการปฏิบัติธรรม ” ทางวัดได้นำมาแจกเป็นธรรมทาน

ไม่มีชื่อของผู้เขียนว่าผู้ใดเขียน จริงๆแล้วเราเคยอ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง อ่านแค่ผ่านๆตา อ่านไม่ละเอียด พอดีกำลังเขียนหนังสือ น้ำตาหยดสุดท้าย เลยนำมาอ่าน เพื่อดูแนวทางในการเขียนว่าจะเริ่มต้นในการเขียนนั้นอย่างไร

เนื้อหาหนังสือ แรกๆนั้นไม่มีอะไร เหมือนเป็นการบอกเล่าการปฏิบัติในแนวทางการเจริญสติ แต่เนื้อหาต่อๆไปเป็นแนวดูจิต พออ่านแล้วยอมรับนะว่ารู้สึกหดหู่ใจกับงานเขียนชิ้นนี้ เขาจะเขียนเน้นแต่เรื่อง สติ เขาไม่รู้จักสภาวะของตัวสัมปชัญญะ

เพียงแต่เขาเขียนถูกในสภาวะของเรื่องรู้ซ้อนรู้ นั่นคือ ตัวสัมปชัญญะ ไม่ใช่ตัวสติ แต่เขาเขียนว่ารู้ซ้อนรู้นั้นเป็นตัวสติ เช่น ” สติ คืออะไร สติคือ อาการรู้สึกตัวขึ้นมาในขณะปัจจุบันว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ ”

สภาวะตรงนี้เป็นสภาวะของตัวสัมปชัญญะ ไม่ใช่สติ

สติ คือ ความรู้ตัว รู้ตัวหรือที่นิยมพูดว่า รู้สึกตัวก่อนที่จะทำอะไร หากรู้สึกตัวในขณะที่กำลังทำในสิ่งนั้นๆอยู่ นี้คือ ตัวสัมปชัญญญะ เขายังแยกสภาวะของสติและสัมปชัญญะ ให้ออกจากกันไม่ได้ เรียกว่า รู้และเข้าใจแค่ตัวเขาคนเดียว

เมื่อเขานำมาอธิบายให้เป็นรูปธรรม เขาจึงเขียนแต่คำว่า สติ

เราเคยนำหัวข้อเขียนของเขามาโพสไว้ เพราะเห็นว่าขึ้นต้นได้ดี ตอนนั้นสภาวะของเรายังไม่ละเอียด เลยอ่านแค่ผ่านๆ อ่านหน้าแรกเห็นว่าเข้าท่า เลยนำมาโพสไว้

เหมือนคำนำในหนังสือ ว่าอ่านแล้วถูกใจจึงนำมาพิมพ์แจกเป็นธรรมทานต่อ ไม่มีชื่อของผู้เขียน มีคนนำมาถวายอีกที

เราชอบตรงหน้าแรกที่เขียนว่า ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ใจพ้นทุกข์ได้เท่านั้นเอง นั่นคือสภาวะเราในตอนนั้น เรายังเข้าใจได้แค่นั้น จึงเห็นด้วยกับข้อความของหนังสือ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ จริงๆแล้ว เราปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง

พอเปิดอ่านไปเรื่อยๆ ความหดหู่ในจิตเกิดขึ้นมาแทน พอสติมา กลับมาอยู่ที่ปัจจุบันได้ ความหดหู่หายไป สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ใครทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นคือเหตุของเขา

ยอมรับว่าอ่านแล้วระลึกถึงที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้

ในหนังสือ คำที่เขาใช้หลายๆคำ ไม่ว่าจะเรื่อง สมาธิอย่าไปทำมัน เป็นการปฏิเสธในเรื่องของการทำสมาธิ แถมยังมีการโน้มน้าวด้วยคำพูด โดยตอกย้ำคำพูดลงไปอีกว่า

” หลักของการปฏิบัติธรรมนั้น ให้ทำสติ มิใช่ทำสมาธิ เพราะสมาธิคือผลที่เกิดจากการทำสติแล้วต่างหาก ตัวสตินั่นแหละคือมรรคหรือเหตุที่ควรทำ เมื่อไม่ทำเหตุ แล้วจะให้ผลเกิดได้อย่างไร เพราะ สมาธิ คือ ผล

เป็นปัจจัตังที่รู้ได้เฉพาะตน ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสยากนักที่จะเข้าใจ มันเป็นการเรียนข้ามขั้น จึงทำให้เกิดวกวนลังเลสงสัย จนเข้าใจผิดคิดว่า สมาธิเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ทำแล้วไม่ได้ผลสักที ” หรือ

” วิธีกำหนดสติ ขณะนั่งภาวนาดูลมหายใจ ให้ทำตัวสบายๆ ด้วยการมีสติแตะรู้เบาๆเท่านั้นเอง หมายถึง ให้ค่อยๆนั่งดูลมหายใจก่อน ดูจนเห็นชัดจริงๆแล้วค่อยๆกำหนดตามรู้นั้น เข้าก็รู้ ออกก็รู้ อย่ากำหนดก่อนเห็นลม

มันจะเป็นการไปสั่งสม ไปบังคับลม มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ คือ มันผิดปกติแล้วนั่นเอง เช่น พอเริ่มนั่ง ขณะนั้นลมหายใจคือ ปัจจุบัน กำลังเข้าหรือออกก็ไม่รู้ กำหนดเอาเองทันทีว่า เข้า-พุท ออก-โธ

หากบังเอิญไปตรงกับทางเดินของลมพอดี เป็นไปตามธรรมชาติพอดี จิตก็จะสงบง่าย สมาธิก็จะเกิดง่าย เวทนาคือความเจ็บปวดต่างๆก็ไม่ค่อยมี เพราะจิตสงบนั่นเอง

แต่บางที ลมหายใจกำลังจะออก ไม่รู้ ไปกำหนดหายใจเข้าเป็น ” พุท ” ทันที มันจึงเกิดอาการผิดปกติของทางเดินของลมไป ผิดธรรมชาติฯลฯ ”

” สมาธิแท้ๆ คือสมาธิธรรมชาติหรือความปกติของจิต จิตหนึ่งหรือจิตเงียบนั้น จะต้องมีอยู่ภายในจิตตลอดเวลา มีอยู่ในทุกอิริยาบถ ทั้งหลับตาลืมตาก็มีอยู่ โดยมิใช่ต้องมานั่งหลับตาทำสมาธิขณะที่เจอผัสสะอีก

แต่มันกลับเป็นสมาธิตัวตื่นจริงๆของธรรมชาติจากภายในที่มาทำเรา-รักษาเรา เมื่อก่อนเราทำสมาธิ แต่เดี๋ยวนี้สมาธิกลับมาทำเรา คือสมาธินั้นกลับมารักษาเราอยู่ตลอดเวลา

พอทำถึงจุดนี้แล้ว เราจำเป็นที่จะต้องอาศัยสติ ปัญญาภายนอก คือ พระไตรลักษณ์ เข้าช่วยในการค้นคิดพิจรณาด้วย เพื่อให้เกิดปัญญาในการปล่อยวางอีกที คือ ปัญญาในปัญญา ฯลฯ ”

หนังสือเล่มนี้ ได้รับมาใน เมษายน ‘ ๕๒

สภาวะของผู้ที่เข้าใจสภาวะไม่ชัดเจนจะพูดจาคล้ายคลึงกันหรือเหมือนๆกัน ในเรื่องของสมาธิ กลุ่มนี้จะปฏิเสธเรื่องการทำสมาธิ จะเน้นแต่วิปัสสนา แล้วหนังสือที่เขียนจะสอดแทรกถ้อยคำเอาไว้เพื่อแสดงตัวตนว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร

กราบนมัสการขอบพระคุณพระอาจารย์ปรีชา วัดนาคบางปะหัน ที่ท่านแนะนำทางเดินให้เรา โดยเราต้องทำเอง ท่านแนะนำให้อ่านเรื่องโสฬสญาณ ซึ่งเราอ่านแล้วเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ตอนนี้เข้าใจโดยชัดเจน

แม้แต่คำว่า ให้ทำตัวเป็นแมงมุม ที่กางตาข่ายคอยดักจับเหยื่อ ท่านจะสอนแบบให้แง่คิด ช่วงนั้นท่านพูดเรื่องสัญญาวิปลาสในสิ่งที่รู้หรือเห็น หากยังมีคำเรียก นั่นคือ สัญญาวิปลาส

สภาวะของผู้ที่เขียนหนังสือ ” ธรรมะกับการปฏิบัติธรรม ” อยู่ในช่วงของวิปัสสนูหรืออุปกิเลส ๑๐ เล่นงาน แต่เขาไม่รู้ จึงหลงคิดว่าได้อะไร เป็นอะไร เขายังไม่เห็นสภาวะอริยสัจ ๔ ที่แท้จริง ตลอดจนยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน

ตัววิปัสนูปกิเลสหรืออุปกิเลส ๑๐ จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่ผู้นั้นเริ่มรู้ปริยัติ เมื่อนำสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นไปเทียบเคียงตำรา ซึ่งสภาวะที่พบเห็นมีส่วนคล้ายคลึงเป็นเหตุให้หลงยึดติดในสภาวะ แล้วคิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

เป็นเหตุให้ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตไม่ทัน เนื่องจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็นบดบังสภาวะที่เป็นจริงเอาไว้ และหากมีอามิสบูชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีก นี่แหละเหตุ มีเหตุย่อมมีผล

ถ้าคนๆนี้ยังมีการทำอย่างต่อเนื่อง คือ ยังเจริญสติอยู่ เราเชื่อว่า สักวันเขาจะหลุดจากสภาวะที่ติดอยู่นี้เอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่เขาทำไว้ในอดีตและที่กำลังขึ้นมาใหม่ด้วย หากเขาไม่ทำต่อเนื่อง นั่นก็เป็นไปตามเหตุของเขา

หนังสือน้ำตาหยดสุดท้ายที่เรากำลังเขียน อาจจะช้า เพราะเราไม่ใช่นักเขียน เราถนัดเขียนในรูปแบบของการบันทึกมากกว่า เราไม่รู้ปริยัติมากมาย เคยเรียนแค่นักธรรมตรี พระไตรปิฎกชอบอ่านแต่บทคล้ายๆนิทาน

สิ่งที่เราสามรถแยกแยะสภาวะได้ชัดเจนจริงๆ คือ สภาวะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ฌานต่างๆ สังขารุเปกขาญาณ ทิสากากะ อริยสัจ ๔ พระนิพพาน ส่วนสภาวะอุทยัพพยญาณ เรารู้จักตัวสภาวะดี แต่ยากที่จะเขียนให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน

เหมือนสภาวะที่เอ่ยมาแล้วนั้น ค่อนข้างยาก จึงยังไม่ได้เขียนแบบชัดเจนลงไปสักที เขียนได้แค่ สภาวะที่สามารถรู้และตรวจสอบได้ คือ นำสภาวะของอนิจจานุปัสสนา ( สันตติขาด-ฆนบัญญัติแตก ) มาชี้ให้เห็นแทน แต่โดยตัวสภาวะที่เกิดขึ้นจริงๆ ยังเขียนอธิบายออกมาไม่ได้

เส้นทางนี้กิเลสเข้าแทรกตลอดเวลา พึงระวังความคิดให้ดี หากปฏิบัติไป แล้วได้รู้เห็นอะไรบางอย่าง เป็นเหตุให้หลงให้ค่ากับสภาวะ แต่ไม่รู้ว่าให้ค่า ซึ่งเหตุนั้นเป็นเหตุให้คิดว่าได้อะไร เป็นอะไรในบัญญัติ แล้วพยายามแสดงตน

พยายามแสดงแนวทางของตน มีอคติต่อแนวทางอื่นๆ จงจำไว้ว่า นั่นคือ ตกหลุมพรางกิเลสเข้าไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุมี ผลย่อมมี ทุกวันนี้ตัวเราเองมองได้แค่นี้ แล้ววาง มุ่งหน้าตรวจสอบตัวเองต่อไป นั่นคือเหตุของผู้อื่น

ทุกๆสภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไปคาดเดาอะไรไม่ได้ บางคนใช้เวลาหลายภพหลายชาติ บางคนใช้เวลาแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว จะไปเอาอะไรกับสภาวะ หมั่นสร้างเหตุของการดับเหตุทั้งปวงให้กับตัวเองจะดีกว่า

แต่บางครั้งยอมรับว่า จิตมันไว สติไม่ทัน เมื่อเจอผัสสะที่มีผลต่อการปฏิบัติของคนอื่นๆ จิตมันไปทันที แต่ยังนับว่าดี เพราะมองเห็นแต่อดีตที่ตัวเองเคยเป็นมาก่อน เป็นบทเรียนตอกย้ำว่า จงอย่าประมาท หลุมพรางมากมาย

นับวันกิเลสเนียนและละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ สติไม่ทัน กิเลสก็เป็นนายเรา เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

วิจิกิจฉากิเลส

วิจิกิจฉากิเลส

ได้แก่ธรรมชาติที่ตัดสินใจลำบาก คือ สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามธรรมดาผู้ที่ยังมีวิจิกิจฉากิเลสอยู่ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นใดก็ตาม ย่อมมีความสงสัยในพระรัตนตรัยอยู่เสมอเช่น

ก. สงสัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง พระองค์ตัดกิเลสได้จริงหรือ พระองค์ทรงคุณพิเศษสามารถแสดงธรรมเพื่อตัดกิเลสนำสัตว์ออกจากวัฎฎสงสารได้จริงหรือ
พระองค์ทรงพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร เสด็จเข้าสู่แดนอมตนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

ข. สงสัยในพระธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระธรรมที่ทรงแสดงไว้นั้นจริงหรือ พระธรรมอันเร้นลับมองไม่เห็นต่างๆ เช่น เรื่องนรก,สวรรค์,-มรรค,-ผล,-นิพพานเป็นต้นนั้นมีอยู่จริงหรือ

ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้แล้วจะได้รับผลจริงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

ค. สงสัยในพระอริยสงฆ์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอริยสงฆ์มีจริงหรือ ถ้ามีจริง พระอริยสงฆ์ท่านสามารถดับกิเลสได้จริงหรือ พระอริยสงฆ์ท่านได้สามารถบรรลุมรรค,ผลและเห็นพระนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

หมดสิ้นสงสัยในพระรัตนตรัย โดยเอาตนเองเข้าเป็นพยานโดยเหตุดังนี้

ผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน ได้ดื่มอมตรสคือพระนิพพานแล้ว ความสงสัยในพระรัตนตรัยก็ขาดไปจากจิตสันดานโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะตนได้ประสบพบเห็นยอดของธรรมะ กล่าวคือพระนิพพานแล้ว

จึงมีความเชื่อมั่นอันจริงใจว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ประเสริฐสุดอย่างแน่แท้ เพราะทรงสามารถนำเอาพระนิพพานอันเป็นอมตธรรมมาตีแผ่ให้ปรากฏแก่ชาวโลกได้

และในบรรดาธรรมทั้งหลายนั้น พระนิพพานได้ชื่อว่ายอดแห่งธรรม ก็มีพระนิพพานอันเป็นยอดแห่งธรรมมีจริง เพราะตนได้ประสบพบเห็นด้วยตนเองดังนี้แล้ว เหตุไฉนธรรมทั้งหลายที่พระองค์ตรัสเอาไว้จะไม่มีจริงเล่า

พระอริยสงฆ์สาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีอยู่จริงๆ เพราะการที่จะได้เป็นพระอริยสาวกก็โดยอาศัยการได้ลิ้มรสอมตธรรมคือพระนิพพาน ตนเองก็ได้ลิ้มรสพระนิพพานแล้วเหมือนกัน

ฉะนั้นความสงสัยในพระอริยสงฆ์ก็เป็นอันหมดสิ้นไปด้วย

เพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะของวิจิกิจฉากิเลส

สภาวะวิจิกิจฉากิเลส มี ๒ สภาวะ คือ สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ๑ สภาวะที่เกิดขึ้นภายนอก ๑

สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ได้แก่ สภาวะที่นำมากล่าวแล้วดังข้อความตอนต้น

สภาวะภายนอก ได้แก่ การสงสัยในเหตุของคนอื่นๆ ตลอดจนเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกทั้งอดีตและปัจจุบัน

เมื่อได้รู้แจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ ย่อมแจ้งในสภาวะของสัจจานุโลมิกญาณ ย่อมสิ้นสงสัยในคุณของพระรัตนตรัยและเหตุของผู้อื่น หากยังมีความสงสัยในสภาวะของนิพพาน สภาวะนี้ยังเป็นมรรค ยังไม่ใช่ผล

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะที่แท้จริงของสภาวะอริยสัจ ๔ และสภาวะของนิพพาน สภาวะนี้เป็นผล เมื่อผลมาแสดงแล้ว ย่อมสิ้นสงสัยในสภาวะที่เหลือทั้งหมดทั้งภายนอกและภายใน จิตปราศจากอคติ จิตมีความเป็นปกติมากขึ้น

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: