จิตเป็นสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ

จิตเป็นสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ

เช้าวันนี้ ขณะที่นั่งรถบริษัท การเดินทางประมาณ ๑ ชม.กว่าๆ จิตสามารถรู้ชัดในกายได้ตลอด ทั้งอรูปและรูปที่ปรากฏ อรูป คือ สภาวะความว่างของกาย ที่ไม่มีรูปกายปรากฏ , รูป คือ รู้การเคลื่อนไหวของกาย ที่มีรูปกายปรากฏ

จิตเป็นสมาธิตลอดระหว่างการเดินทาง ความรู้สึกแจ่มใส ชัดเจน ไม่มีงูบหรือง่วง แต่มีงุบลงไปบางครั้ง งุบสั้นๆรู้ตัวดี มันงุบลงไปเอง ไม่ได้รู้สึกง่วงหรือว่ากำลังหลับแต่อย่างใด เรียกว่า จิตแจ่มใสดี

ช่วงที่ผ่านๆมาระหว่างเดินทาง ช่วงเช้าส่วนมากจะรู้ตัวได้แค่สั้นๆ ที่เหลือหลับ ส่วนช่วงเย็นก็เช่นเดียวกัน จิตเป็นสมาธิ แต่ไม่สามารถรู้ตัวได้ตลอด รู้เป็นช่วงๆ

ช่วงระหว่างวัน ส่วนมากชอบนั่งดูกาย รู้อยู่ในกายเป็นหลัก เวลาไม่แน่นอน ส่วนมากจะครึ่งวัน ทำแบบนี้แล้ว รู้สึกว่าจิตมีพลังมากขึ้น รู้สึกสดใส จิตมันผ่องบอกไม่ถูก ปัญญายังคงเกิดขึ้นเนืองๆ

ถึงเวลาจะรู้เอง

เรื่องหนังสือ เคยคิดมาหลายครั้งว่าต้องเขียนให้เสร็จ แต่สุดท้ายค้างเติ่งไปต่อไม่ได้ เพราะไม่ใช่นักเขียน แล้วงานที่เขียนเป็นกิจลักษณะยิ่งไปกันใหญ่ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

งานทุกชนิด บางคนเริ่มต้นด้วยความอยาก อยากแล้วทำ แล้วทำสำเร็จ บางคนมีความอยากไม่ได้ ถ้าอยากแล้วจะทำไม่ได้ ต้องให้เป็นปกติโดยไม่ต้องอยาก เราคือคนจำพวกมีความอยากไม่ได้

ถ้าอยากเขียนก็ เขียนได้ แต่ไปต่อไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเริ่มแบบไหน และจะจบลงแบบไหน เพราะสิ่งที่เราเขียน เป็นเรื่องของสภาวะเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งหมด จะนำรูปแบบของตำราที่มีอยู่มาใช้ ซึ่งก็ไม่ใช่ทางที่เราเจอมาโดยตรง

ในตำรา เริ่มต้นจาก ศิล สมาธิ ปัญญา ของเรามันไม่ใช่ ของเราเริ่มต้นจากความไม่รู้อะไรเลย ที่ทำเพราะชีวิตมีแต่เรื่องแย่ๆ ไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่เคยมีเป้าหมายในชีวิตว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร เหมือนคนใช้ชีวิตไปวันๆไม่มีหลัก

เมื่อสภาวะยังไม่พร้อม ต่อให้อยากเขียนก็ยังเขียนไม่ได้ รูปแบบในการเขียนของเราจึงออกมาในรูปแบบของการจดบันทึกตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตและสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของตัวเราเอง เป็นเหตุให้มีเขียนได้ต่อเนื่อง

แรกๆคิดนะ จะเขียนจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติหรือการเจริญสติ คิดว่าจะเขียนออกมาในรูปแบบไหนดี ที่สามารถสื่อให้คนเข้าใจในพระธรรมคำสอนได้แบบง่าย และสามารถนำไปทดสอบ,พิสูจน์ แม้กระทั่งลองทำได้ด้วยตัวเอง

เมื่อทำแล้วเห็นผล อย่างน้อยยังเป็นเหตุให้เกิดความศรัทธาในพระธรรมคำสอนว่ามีจริง และสามารถทำด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปวิ่งหาใครที่ไหนเป็นผู้มาสอน ยิ่งคนอยู่ไกล ยิ่งแล้วใหญ่ ซึ่งเหตุทั้งหลายทั้งปวง ที่ทำให้ทุกคนมีสภาวะเช่นนี้

ล้วนเกิดจากการกระทำที่ยังมีความไม่รู้ เลยหลงสร้างเหตุต่างๆไปด้วยความไม่รู้ เราต้องทำผิดพลาดก่อนที่จะรู้ เพียงแต่จะหราบจำไหมเวลาที่ผิดพลาด ถ้าไม่หราบจำก็จะกล่าวโทษผู้อื่นด้วยความไม่รู้อีกว่า เพราะคนนั้น คนนี้ จึงทำให้ชีวิตเป็นแบบนี้

มีแต่โทษนอกตัว ถ้าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ คงไม่เป็นแบบนี้ ทั้งๆที่เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็ยังคงหลงกับสมมุติที่สร้างสมมุติซ้อนสมมุติขึ้นมาอีก ไม่เคยคิดเลยว่า มันผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ เริ่มต้นใหม่ดีกว่า อย่าให้ซ้ำรอยเดิม

เหตุที่ผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ สามารถสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุของการดับเหตุที่เป็นต้นเหตุของเหตุทั้งปวงได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ ไกล หรือมีชีวิตแบบไหนๆ เรื่องเหล่านั้นไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง แล้วทุกอย่างจะจบลงไปด้วยดี หากทำอย่างต่อเนื่อง คือ เจริญสตินี่เอง

โฆษณา

ไม่เที่ยง,เบื่อหน่าย,วางเฉย ( ญาณ ๑๖ )

สภาวะที่จะพบเจอตลอดคือ เห็นแต่ความไม่เที่ยง ( ไตรลักษณ์ ) สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง ทุกอย่างคาดเดาอะไรไม่ได้เลย

เมื่อเห็นดังนี้บ่อยๆ เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย เป็นเหตุการคาดเดาลดน้อยลง การคาดหวังลดน้อยลง เป็นเหตุให้เกิดความวางเฉยในที่สุด

แล้วสภาวะจะเปลี่ยนไปอีก สลับไปมาอยู่แบบนี้ นี่คือ ตัวปัญญาที่พบเจอในญาณ ๑๖ ที่สามารถนำมาอธิบายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งทุกๆคนจะเจอเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย

ส่วนการเห็นความน่ากลัวและโทษในเรื่องของการเกิดหรือสังขารนั้น จะเกิดในช่วงของสภาวะความเบื่อหน่าย จะมองเห็นว่า ชีวิตมีแค่นี้เอง ไร้สาระ ว่างเปล่า ไม่ได้มีแก่นสารอะไรที่จะยึดถือได้เลย แล้วจิตจะเกิดการวางเฉย ( ปล่อยวาง ) เอง

สภาวะทั้ง ๓ นี้จะเห็นตลอดเวลา ซึ่งมีตั้งแต่สภาวะหยาบๆจนกระทั่งละเอียด เพียงแต่จะเห็นแล้วหรือยังเท่านั้นเอง

เหตุของที่มาของคำว่า แค่รู้ แค่ดู อยู่กับปัจจุบัน

ไม่ว่าสภาวะใดๆที่เกิดขึ้น ถ้ามีสติตั้งมั่น มีความรู้สึกตัวขณะที่เกิด มีสมาธิที่ตั้งมั่น ไม่เอาความคิดที่มีอยู่เข้าไปข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น ให้แค่รู้ แค่ดู คืออยู่กับปัจจุบัน คือรู้อยู่กับสภาวะนั้นๆ จึงจะเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะนั้นๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปทันที เปลี่ยนไปตามความคิดหรือการให้ค่าที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะแต่อย่างใด นี่แหละเหตุของที่มาของคำว่า แค่รู้ แค่ดู อยู่กับปัจจุบัน

ความเบื่อหน่าย ( นิพพิทาญาณ )

นิพพิทาญาณ

นิพพิทาญาณ มีความหมายเดียวกันกับ ภยตุปัฏฐาญาณกับอาทีนวญาณ

ชื่อว่า ภยตุปัฏฐาญาณ เพราะ เห็นสังขารทั้งปวงโดยความน่ากลัว ( ญาณกำหนดรู้ในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัว )

ชื่อว่า อาทีนวานุปัสสนา เพราะ ให้เกิด ( ความเห็น ) โทษร้ายขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเอง ( ญาณกำหนดรู้โดยการเห็นเนืองๆซึ่งโทษร้าย )

ชื่อว่า นิพพิทานุปัสสนา เพราะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง ( ญาณกำหนดรู้โดยการเห็นเนืองๆ ด้วยความเบื่อหน่าย )

แม้ในพระบาลี ท่านก็กล่าวไว้ว่า ปัญญาใดภยตุปัฏฐาน ๑ ญาณใดในอาทีนวะ ๑ นิพพิทาใด ๑ ธรรมทั้งหลายนี้มีความหมายเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน ”

สภาวะความเบื่อหน่ายของญาณทั้ง ๓ คือ ภยญาณ ๑ อาทีนวญาณ ๑ นิพพิทาญาณ ๑

๑. ภยญาณ เป็นญาณอย่างอ่อน

๒. อาทีนวญาณ เป็นญาณอย่างกลาง

๓. นิพพิทาญาณ เป็นญาณอย่างแก่

เมื่อบรรลุถึงญาณนี้ จะมีอาการเบื่อหน่ายในรูป,นามเป็นลักษณะ ถูกต้องตามพุทธวจนะที่ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ เป็นอาทิ

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารคือ รูป,นามไม่เที่ยง,เป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเกิดความเบื่อหน่าย นี้เป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดคือ พระนิพพาน ดังนี้

กิเลสไว

ตอนนี้ไม่ค่อยอ่านหนังสืออื่นๆ เพราะกิเลสมันไว บางทีสติไม่ทัน อ่านแล้ววิพากย์ วิจารณ์ ไปมีส่วนร่วมในเหตุของผู้เขียนหรือคนอื่นๆ เพราะนั่นคือ เหตุของใคร บางทีมันไม่ทันจริงๆ

ไปคิดถึงคนอ่าน ลืมไปว่าเหตุของใครก็ของคนนั้น ใครจะเชื่อใครหรือไม่เชื่อ ทำตามหรือไม่ทำตาม อันนั้นก็เหตุของเขา อย่างน้อย คนที่เขียน เขาไม่ได้เขียนไปในแนวทางที่สอนให้คนทำผิดศิล หรือหากเขาสอนในแนวทางผิดศิล มันก็เหตุของเขา

เขารู้แค่ไหน เขาย่อมเขียนได้แค่นั้น เราไม่ต้องไปคิดแทนเขาว่าเขานั้นจะเป็นอย่างไร นี่แหละหนากิเลส ยึดติดในรู้ ยังติดอยู่นะ ไม่งั้นคงไม่มีสภาวะนี้เกิดขึ้นมาอีก สภาวะมาสอนเราตลอดเวลา

มาชี้ให้เห็นเลยว่า ยึดติดในรู้ เห็นหรือยัง จะมาแสดงในรูปผัสสะต่างๆ จนกว่าจะไม่ยึดติดในรู้นั้นๆได้จริงๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปอีก สภาวะจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ กิเลสก็มีสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แตกต่างกันเลย

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: