ดับเหตุเก่า สร้างเหตุใหม่ แห่งการไม่เกิด

เมื่อรู้แจ้งในอริยสัจจ์และนิพพานโดยสภาวะที่แท้จริง ย่อมไม่สงสัยในสภาวะที่เหลืออีกต่อไป รู้ดีว่าจะเป็นยังไง จิตเลยไม่ไปมีความอยากรู้สภาวะที่เหลือ ไม่เหมือนตอนที่ยังไม่รู้ ตอนนั้นมีความอยาก แต่ไม่รู้ว่าอยาก

ละความอยากเสียได้ จะเห็นตามความเป็นจริงของตัวสภาวะเอง กิเลสนับวันจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ผลของการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง กำลังของสติย่อมรู้เท่าทันจิตมากขึ้นเรื่อยๆ นับวันจะมีสภาวะสติคอยกำกับความคิดมากขึ้นเรื่อยๆ

ดับเหตุเก่าทั้งหมด

เหตุเก่าที่ทำไว้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่สามารถระลึกได้หมด เอาแค่ชาตินี้แหละ ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันยังระลึกได้เพียงเล็กน้อย นับประสาอะไรกับในเปลือกอื่นๆที่เคยเป็น เคยผ่านมา เคยสร้างเหตุมา ไม่ต้องไปคิดเลย

หน้าที่ตอนนี้คือ ทำต่อเนื่อง เจริญสตินี่แหละ สร้างเหตุของการดับเหตุเด่า แก้ไขไม่ได้ แต่สามารถดับได้ เพราะเหตุเก่าที่เคยทำไว้ จะมาแสดงให้ได้รับในรูปของเหตุใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเหตุที่เคยทำไว้ทั้งสิ้น

เพราะความไม่รู้ จึงได้มีการตอบโต้ออกไป เป็นเหตุให้ เหตุของการเกิดมีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบเพราะเหตุนี้แหละ ตกเป็นขี้ข้ากิเลส แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า กิเลสเป็นผู้ควบคุมชะตาชีวิตมาตลอดเวลา ไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ

ปัจจุบันนี้รู้แจ้งชัดแล้ว จึงยินดีชดใช้หนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ ทำไปใช้ไป ไม่มีท้อถอย เพราะมีอาวุธคู่กาย คือ สติ สัมปชัญญะ ที่เห็นได้ชัดในสภาวะตอนนี้คือ อามิสบูชาต่างๆทำอะไรเราไม่ได้ แม้กระทั่งคำสรรเสริญ คำนินทาทำอะไรเราไม่ได้

เรารู้ชัดในจิตดีว่า จิตตอนนี้ตั้งมั่นมากกว่าเมื่อก่อน ไม่มีเอนเอียง ไม่มีหวั่นไหว หากใครว่ามา มีแต่จะขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะบางสิ่งบางอย่างมองไม่เห็นจริงๆ ไม่มีมาถือทิฏฐิมานะแบบก่อนๆ ไม่มีมาคิดว่ารู้มากกว่าใครๆ

ยังมีอยู่ในบางครั้งการวิพากย์วิจารณ์ผู้อื่น แต่ไม่ได้คิดเพ่งโทษแบบนั้น จิตไม่มี เพียงแต่ยังมีการยึดมั่นในเรื่องของสภาวะ เมื่อมาเจอผู้ที่ยังไม่ชัดเจนในตัวสภาวะ จึงได้วิพากย์วิจารณ์ออกไป

พอสติมา จิตกลับมาทบทวน เริ่มวางได้ไวมากขึ้น เพราะมีเหตุ ย่อมมีผล ไม่ต้องไปคิดแทนใคร นั่นคือเหตุของผู้อื่น แล้วเราไปยุ่งกับเหตุของเขาทำไม เรามีหน้าที่คือ อยู่กับปัจจุบันให้ทัน จึงเป็นเหตุให้ วิพากย์วิจารณ์ผู้อื่นน้อยลง

แม้กระทั่งตัวหนังสือที่เขียนออกไป มีคนอ่านแล้วถูกวิจารณ์ว่า เขียนด้วยอารมณ์โทสะ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เราเพียงต้องการชี้ให้เห็นสภาวะตามความเป็นจริงที่เขาติดกันอยู่ ไม่ได้มีเจตนาแบบที่เขาคิด

พอเขียนชี้แจงไป โดนตอกกลับมาอีกว่าเราสร้างภาพ เราเลยหยุดที่จะพูด ไม่พูดต่อ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุ ใครทำอย่างไร คนนั้นรับผลตามจิตที่เป็นอยู่จริง ไม่ใช่ตามการคาดเดาจากใคร หรือจากการให้ค่าว่าดี,ไม่ดีจากใครๆ

เมื่อมีผู้ชี้ช่องโหว่ ที่เขามองเห็นจากตัวหนังสือที่เราได้เขียนลงไป กลับไปย้อนดูใหม่อีกครั้ง พิจรณาทีละขั้น ทั้งๆที่จริงแล้ว จิตเราไม่ได้คิดร้ายแต่อย่างใดเลย เหตุมี ผลย่อมมี มองแค่นี้

จากเหตุนี้เป็นเหตุให้เราพูดคุยทางตัวหนังสือกับผู้อื่นน้อยลง เพราะไม่อยากสร้างเหตุใหม่กับผู้อื่น เราย่อมรู้จิตเราดีว่าเป็นอย่างไร ตัวหนังสือบางครั้งอาจจะทำให้มองเห็นเป็นอย่างนั้นได้ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ไม่ได้มีอารมณ์เช่นนั้นขณะที่เขียนลงไป

เหตุเกิดตรงไหน ดับตรงนั้น แก้ต้องแก้ที่ตัวเรา ดับต้องดับที่ตัวเราเอง ในเมื่อเราเป็นต้นเหตุให้ผู้อื่นมาสร้างเหตุกับตัวเรา จากตัวหนังสือที่เขียนลงไป เราจึงไม่คิดตอบโต้หรืออธิบายอะไรอีก ส่วนใครจะสร้างเหตุอะไรต่อไป นั่นเรื่องของเขา

สร้างเหตุใหม่ แห่งการไม่เกิด

มองชีวิตทุกๆวัน มองเห็นแต่ความผิดพลาดที่ทำไว้ในอดีต เป็นเหตุให้รู้สึกเบื่อหน่ายตลอดเวลา ชีวิตมีแค่นี้เอง ทำมาหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงเปลือกนี้ เพื่อให้เปลือกแข็งแรง แต่ไม่เคยรู้เลยว่า เลี้ยงกิเลสไว้มากมาย

พอรู้แล้ว เฝ้าขัดเกลากิเลสที่มีอยู่ ด้วยวิธีการเจริญสติ ไม่เคยคิดว่าจะมาพบวิธีนี้ด้วยตัวเอง และวิธีนี้ ไม่ว่าใครที่ไหน สามารถนำไปใช้ได้ทุกๆคน ไม่ว่าใครจะมีจริตอย่างไรก็ตาม ใช้ได้หมดทุกๆสภาวะ

ขอเพียง ทุกคนต้องเข้าใจในเรื่องเหตุและผลเสียก่อน แล้วจะเข้าใจเรื่องสภาวะที่พบเจอในชีวิตทุกๆวัน เมื่อเข้าใจแล้วการเจริญสติจะเป็นเรื่องปกติไปในชีวิตทันที ไม่ต้องไปบังคับหรือฝืนใจที่จะทำ เพราะทำตามสภาวะของแต่ละคน

ทำตามความถนัดของแต่ละคน ไม่ต้องมาทำตามวิธีของใครๆ หรือต้องสร้างรูปแบบใหม่ขึ้นมา หรือถ้าสร้างขึ้นมา ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเป็นเหตุที่คนๆนั้นทำขึ้นมาเอง เหตุมี ผลจึงมาแสดงให้เป็นเช่นนั้น ขอเพียงเข้าใจเรื่องสภาวะเท่านั้นพอ

เราสร้างเหตุเพื่อการดับเหตุทั้งปวง ทั้งในอดีตที่เคยทำไปแล้ว ทั้งในอนาคตที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่ ทุกๆคนทำได้เหมือนกันหมด ไม่มีจำกัดเพศ,วัย,ร่างกายฯลฯ ทุกๆคนสามารถทำตามสภาวะที่ตัวเองมีอยู่และเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ขอเพียงตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง เราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเราเองได้ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยะถากรรม ปล่อยให้เหตุเกิดขึ้นซ้ำซาก เกิดแล้ว เกิดอีก แต่มองไม่เห็น ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดิมๆซ้ำๆ ทำมาไม่รู้นานเท่าไหร่แล้ว ก็ยังคงทำอยู่

การเจริญสติก็เป็นการประกอบอาชีพที่เป็นอาชีพที่สุจริต ไม่เบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น มุ่งแก้ไขที่ตัวเอง ไม่ได้มุ่งแก้ไขผู้อื่น วิชาทางโลกยังเรียนได้ แล้ววิชาเจริญสติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของวิชาทางโลกเหมือนๆกัน

แต่แตกต่างตรงที่ว่า วิชาทางโลกเรียนไม่รู้จบ ตราบใดที่ใจยังไม่รู้จักคำว่า ” พอ ” แต่วิชาเจริญสติมีแต่จบแล้วก็จบ สุดท้ายไม่มีการเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องมาเหนื่อยยากกันอีกต่อไป ทำแบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ

ขอเพียงจงเข้าใจเรื่องวิชาเจริญสติกันเสียก่อน ว่าจริงๆแล้ว เริ่มต้นอย่างไร แล้วต้องทำอะไรบ้าง วิชานี้เรียนฟรี ไม่มีอามิสบูชา ไม่ต้องเสียเงินไหว้ครู เพราะตัวเรา,จิตเราเป็นครูของตัวเอง

ถ้าอยากจะไหว้ ให้ไหว้ตัวเอง ไหว้ขอบคุณที่เกิดมาเป็นคนได้ทุกวันนี้ ที่สำคัญได้มาพบมาเรียนวิชาเจริญสติ ต้องเคยสร้างเหตุมานะถึงได้มาเรียน ถ้าไม่เคยสร้างเหตุมา ไม่ได้เรียนอย่างแน่นอน

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: