เหตุของความเบื่อหน่าย

๕ พค.

เรื่องราวของชีวิต

เริ่มจับ อะไรได้หลายๆอย่าง ในเรื่องของตัวรู้ที่เกิดขึ้นล่วงหน้า หรือรู้ในขณะที่กำลังเกิดว่า รู้ได้อย่างไร เคยดูหนังฉายวนซ้ำรอบไหม เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตก็เช่นกัน เหมือนหนังฉายวนรอบ

แสดงแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เปลี่ยนตัวนักแสดง แต่เรื่องเดิม เรื่องราวของคนอื่นๆก็เช่นกัน เมื่อเราเข้าใจในหนังของเรา เราย่อมเข้าใจในหนังของคนอื่นๆ ที่เขากำลังทั้งดูและลงไปเล่นด้วยตัวเอง

ผู้ที่ไม่รู้

ผู้ที่ไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ถึงสภาวะหรือสิ่งที่ประสบพบเจอในชีวิตว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นหรือเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากอะไร

ตอนนี้สภาวะมีแต่ตอกย้ำให้เห็นชัดๆถึงความไม่รู้ แต่ครั้งนี้เป็นสภาวะภายนอก เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว คนที่รู้จักและไม่รู้จัก สภาวะมีแต่ชี้ชัดในเรื่องเหตุที่สร้างกันให้เกิดขึ้น ด้วยความไม่รู้

เหตุของความเบื่อหน่าย

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ถ้าสังเกตุดูให้ดีๆ จะเห็นว่าเป็นสภาวะเดิมๆซ้ำๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เพียงแค่เปลี่ยนตัวบุคคลมาแสดงให้เห็นเท่านั้นเอง

สภาวะเดิมๆ แต่เพิ่มรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นแบบนี้ได้ เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายยิ่งนัก ยิ่งมอง ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งเห็นชัด ยิ่งเบื่อ เบื่อมากๆ จิตเกิดการปล่อยวางลงไปโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าปล่อยวางไปตั้งแต่เมื่อไหร่

รู้ก็ต่อเมื่อเกิดการกระทบ แต่จิตไม่มีความชอบและชังแบบก่อนๆที่มีอย่างมากมาย จะแค่รู้ แค่ดูมากขึ้นเรื่อยๆ

เรามองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ จากที่เคยพูดยาวๆ เคยชอบอธิบายสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราเริ่มมีความรู้สึกเหล่านี้น้อยลง เราเห็นแต่ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นในจิต มันรู้สึกเบื่อ

๗ พค.

ทำข้อสอบ

ช่วงนี้โดนหนักทางด้านจิต ในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความชอบใจ ไม่ชอบใจ มีมากน้อยแค่ไหน

กิเลสเข้ามาแสดงหลายรูปแบบ ครั้งนี้เป็นสภาวะ ความเบื่อหน่าย,ความขี้เกียจ สภาวะนี้เกิดขึ้นเองในจิต โดยไม่มีตัวผัสสะส่งผล

ตั้งแต่สภาวะเบื่อที่เคยคิดว่าจะดีขึ้น คงค่อยๆหายเบื่อ สิ่งที่คิดเอาไว้ ล้วนเป็นการคาดเดาจากสภาวะที่เคยเกิดขึ้นในครั้งก่อนๆ สภาวะนี่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย รู้นะ แต่ยังมีคาดเดาอยู่

สภาวะที่เกิดขึ้น ตอกย้ำชัดๆลงไปอีก ไม่ต้องคาดเดา ส่วนเราคาดเดาก็ยอมรับว่าคาดเดา ให้ค่าก็ยอมรับว่าให้ค่า ว่ากันตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ไม่หลอกตัวเอง มีหน้าที่คือ ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะ

บางวันหลังจากกินข้าวเช้า มีแต่ความง่วงนอน ง่วงมากๆ เดินจงกรมเดินทั้งๆที่ง่วง เดินไม่นาน ไม่ฝืน ถ้าง่วงมาก บางทีเดินนิดเดียว แล้วนั่ง พอนั่งลงจิตเป็นสมาธิทันที ไม่รู้ความง่วงหายไปไหน

บางวันไม่ง่วง เดินรู้เท้าชัด รู้กายชัดดี พอนั่ง อาการง่วงเกิดทันที ตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้นั่ง ง่วงตั้งแต่กำหนดยืน

สภาวะมาสอนตลอด ง่วงก็ให้รู้ว่าง่วง ก็นั่งไม่สนใจความง่วงที่เกิดขึ้น มองความรู้สึกที่เกิดขึ้น เห็นแล้วว่า ง่วงแบบนี้ มันไม่ใช่นั่งแล้วหลับ มันไม่หลับ แต่มันทำให้เรารำคาญในความง่วงที่เกิดขึ้น

วันนี้มีรายละเอียดของสภาวะความฟุ้งซ่านที่เรียกว่า นิวรณ์ ที่ไม่ได้เกิดจากความคิด แต่เกิดจากสภาวะง่วงแล้วทำให้ฟุ้งซ่าน แปลกดีไหมสภาวะนี้ แทนที่ง่วงแล้วจะนั่งหลับ กลับกลายเป็นฟุ้งซ่านแทน

จะรู้สึกจุกจิกอยู่ในใจ ทั้งๆที่ยังง่วงนั่นแหละ นั่งแล้วไม่หลับเลย มีแต่ความรำคาญในความฟุ้งซ่านที่เกิดจากความง่วงเข้ามาแทน เรานั่งมองสภาวะนี้ไปสักพัก พอเห็นว่าไม่ได้เรื่อง เราก็ลุกนะ ไม่ฝืนนั่ง

อาการฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ช่างเหมือนกับอาการฟุ้งซ่านตอนที่สมาธิเราหายไปหมด แล้วมาเริ่มฝึกสมาธิใหม่แบบนั้นเลย ความรู้สึกเดียวกัน อันนั้นไม่มีสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน อันนี้ง่วงนอนแต่มีฟุ้งซ่านได้ แปลกดี สภาวะมีรายละเอียดมากขึ้น

เราจะมีที่ปรับเปลี่ยนอิริยาบท เพราะถ้าง่วงแบบนี้ แถมมีฟุ้งแบบนี้ จะทำอย่างอื่นคงไม่ได้ เราก็ไปนั่งที่โซฟาแทน พอนั่งลงจิตเป็นสมาธิทันที แล้วก็ดิ่ง ตอนนี้เป็นเวลา ๙ โมงเช้า รู้สึกตัวอีกทีตอนเที่ยง อาการง่วงยังไม่หาย นั่งต่อยังไม่ลุก

รู้สึกถึงอาการดิ่งอีกครั้ง ปล่อยนะ สภาวะอะไรเกิดแค่รู้ ไม่กำหนดอะไร มารู้สึกตัวอีกทีบ่ายสองโมง ครั้งนี้รู้สึกสดชื่น ก็ลุกขึ้น

เกิดก็เพราะเหตุ ดับก็เพราะเหตุ

ในเมื่อกำลังสร้างเหตุของการดับที่เหตุทั้งปวง ฉะนั้นไม่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้นที่คิดว่าดีหรือไม่ดี ต้องยอมรับได้หมด แล้วมีหน้าที่ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาวะ ไม่ใช่หลบ ( ถอย ) หรือสู้ ( ฝืน ) กับสภาวะ ต้องอยู่กับทุกๆสภาวะได้

หาวิธีรักษาจิตเอาเอง เพื่อให้มีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน แล้วคำว่าดีหรือไม่ดี หรือที่ยังมีการให้ค่า,คาดเดาอยู่จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆเอง เมื่อเห็นเหตุได้ทัน จบได้ไว ไม่มีทั้งดีและไม่ดี

โฆษณา

ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะ

การรู้,เห็นจากการเดินจงกรมก็ดี หรือโดยสภาวะอื่นๆก็ดี ที่ไม่ใช่จากสภาวะที่เกิดในสมาธิในระดับหนึ่ง สภาวะที่เกิดขึ้นของอนิจจานุปัสสนา หรือที่เรียกว่า สันตติขาด-ฆนบัญญัติแตก เป็นเพียงสภาวะของกำลังสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน

หากรู้จักคิดพิจรณา ย่อมเป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุปทานการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนลงไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากไปยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วเกิดยึดติดในคำเรียกของสภาวะนั้นๆ สภาวะจะเปลี่ยนเป็นอุปกิเลสไปทันที

สภาวะรู้,เห็นมี ๒ สภาวะ รู้ภายนอก ๑ รู้ภายใน ๑

รู้,เห็นภายนอก แค่ลด แค่ละ ถ้าหลงยึดติดในสภาวะเป็นเพิ่ม ไม่ใช่ทั้งลดและละ

รู้,เห็นภายใน เห็นครั้งเดียวประหาณทันทีไม่มีเหลือ

การปรับอินทรีย์

การปรับอินทรีย์จึงมีความสำคัญมากๆ ไม่ควรทิ้งการเดินก่อนที่จะนั่ง ไม่ว่าจะปฏิบัติแบบไหนๆก็ตาม ให้ดูเรื่องสมาธิเป็นหลัก จิตเป็นสมาธิแต่สามารถรู้สึกตัวได้ตลอดยิ่งดี

ส่วนสติ ยิ่งมากยิ่งดี สมาธิยิ่งมาก แต่ถ้าขาดความรู้สึกตัว จึงต้องมีการปรับอินทรีย์เสมอๆเพราะเหตุนี้

ขณะที่นั่ง มีอาการงูบหรือง่วง ไม่ต้องไปฝืนนั่ง ถ้าจะฝืน ให้ถามตัวเองก่อนว่า ฝืนเพื่ออะไร พึงระวังความอยากให้ดีๆ

ถ้ามีสมาธิมากกว่าสติก็อาจทำให้เกิดอาการงูบหรือง่วงได้ ให้เพิ่มการเดินมากขึ้นก่อนที่จะนั่ง ดูเรื่องความรู้สึกตัวเป็นหลัก หากเป็นสมาธิแล้วรู้สึกตัวได้ตลอด ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร จะเดินหรือนั่งนานแค่ไหนก็ได้ ตามความสะดวก

ส่วนอิริยาบทอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเดินกับนั่ง ทำได้ตามความสะดวก อย่าทิ้งการเดินก่อนนั่งอย่างเด็ดขาด ให้เดินก่อนที่จะนั่งทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบสภาวะของสมาธิ เพื่อง่ายต่อการปรับอินทรีย์

หากนั่งแล้วมีนิมิต เห็นโน่นเห็นนี่ ให้เพิ่มเดินมากกว่านั่ง เพิ่มไปเรื่อยๆ สติทันเมื่อไหร่ นิมิตหายไปเอง ไม่ต้องไปอยากให้หาย ยิ่งอยากให้หาย ยิ่งไม่หาย กิเลสแทรกได้ทุกสภาวะ

วิธีการ

วิธีการไม่ว่าจะรู้ภายในหรือรู้ภายนอก รู้โดยวิธีไหนๆก็ตาม หากรู้นั้นๆหรือวิธีนั้นๆ เป็นเหตุของการดับเหตุทั้งปวง ( กิเลส ) ล้วนเป็นวิธีการที่ถูกต้องทุกวิธี เพราะเราปฏิบัติเพื่อดับที่เหตุของการเกิด ไม่ใช่ปฏิบัติแล้วยังมีการสร้างเหตุของการเกิด

วิธีการไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดความแบ่งแยก หรือแตกแยก เหตุของการแตกแยกหรือแบ่งแยกที่กล่าวว่าวิธีการนั้นถูก วิธีการนี้ผิด ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ จึงหลงให้ค่ากับสภาวะนั้นๆหรือวิธีการนั้นๆว่าถูก,ผิด ไม่ใช่จากสภาวะตามความเป็นจริง

สภาวะที่แท้จริงจะแสดงไตรลักษณ์ ในเมื่อมีแต่ความไม่เที่ยง แล้วจะไปเอาถูก,ผิดมาจากไหน เพียงแต่มองเห็นหรือยัง หากมองเห็นสภาวะที่แท้จริงแล้ว ย่อมไม่มีการกล่าวว่า วิธีการนี้ถูก วิธีการนี้ผิด

การกระทำเช่นนี้ มีแต่การสร้างเหตุของการเกิดเหตุ เมื่อมีเหตุย่อมมีผล ไม่ใช่เป็นการสร้างเหตุของการดับที่เหตุแต่อย่างใด

หมั่นรู้ชัดในกายและจิต เป็นเหตุให้เห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้ ซึ่งสภาวะทั้งหมดมันมีและมันเป็นของตัวสภาวะอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ก็ตามหรือแม้กระทั่งที่ไหนๆก็ตาม เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

แต่เพราะความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ จึงเป้นเหตุให้หลงให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น รู้ในกายและจิตได้เนืองๆ จะเห็นสภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เมื่อเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต แล้วสามารถยอมรับตามความเป็นจริงได้

เป็นเหตุให้เห็นสภาวะตามความเป้นจริงทั้งภายในและภายนอก เพราะเรา,เขา ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย ทุกๆสรรพสิ่งมีค่าเท่ากัน แตกต่างตรงเหตุที่ทำมา สภาวะจึงแตกต่างกันไป

เหตุ-ผลของการเจริญสติ

การเห็นแจ้งในสภาวะอริสัจจ์ ต้องอาศัยกำลังสติที่เป็นสัมมาสติและกำลังสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ( อัปปนาสมาธิ )

การเห็นแจ้งในสภาวะพระนิพพาน ต้องดับความอยากมี อยากได้ อยากเป็นในบัญญัติต่างๆ จิตต้องปล่อยวางจริงๆ จึงจะเห็นได้

การเจริญสติ เป็นเรื่องการปรับอินทรีย์ ฉะนั้นไม่ว่าใครจะมีสภาวะอย่างไร ล้วนทำได้หมด เรื่องสมาธิไม่ต้องห่วง เพราะสมาธิทุกๆคนล้วนมีกันอยู่แล้ว เพียงแต่ยังเป็นมิจฉาสมาธิ ยังไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อนำสมาธิที่มีอยู่ได้นำออกมาใช้ได้อย่างประโยชน์สูงสุด

เรื่องกำลังของสมาธิไม่ต้องห่วง เพราะผลของการทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นจะมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงอัปปนาสมาธิทุกคน

สมาธิก็ไม่เที่ยง หากไม่ทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิก็อ่อนกำลังลงไปได้ จึงเน้นเรื่องการทำอย่างต่อเนื่องเพราะเหตุนี้

การเจริญสติ ไม่มีวิธีการที่ยุ่งยาก เพราะไม่ได้มีวิธีที่ผิดแปลกพิศดารอะไร เพียงทำตามความถนัดของแต่ละคน แล้วคอยปรับอินทรีย์ คอยปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาวะที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ฉะนั้น อิริยาบท เดินกับนั่ง จึงเป็นหลักเดียวของการเจริญสติที่จะทอดทิ้งหรือไม่ทำเลยไม่ได้ ต้องทำต่อเนื่อง ส่วนจะทำมากหรือน้อย ไม่ต้องไปกังวล ทุกคนสามารถทำตามสภาวะของตัวเองได้

เพียงดูเรื่องของสติและสมาธิเป็นหลักเท่านั้นเอง

ผลของการเจริญสติ เป็นเหตุสามารถรู้เท่าทัน ( ละ ) กิเลสที่เกิดขึ้นในจิตในปัจจุบัน และสามารถประหาณกิเลสที่เป็นอนุสัยหรือสังโยชน์ ( แจ้งในสภาวะอริยสัจจ์และสภาวะพระนิพพาน )

สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ

สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ สามารถรู้ได้ทั้งจากการอ่าน,การฟังผู้อื่นบอกเล่า ( สุตตมยปัญญา )

หรือจากสภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติแล้วนำไปเทียบเคียงกับตำราที่มีเขียนบันทึกไว้ ( จินตามยปัญญา )

และจากการภาวนา ( ผลของการปฏิบัติ ) ซึ่งแจ้งด้วยตัวของสภาวะเอง โดยไม่ได้นำสภาวะไปเทียบเคียงกับตำรา ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติก็ตาม

ถ้ามีการถามจะตอบได้ทันที ตอบตามสภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของตัวเอง ซึ่งคำตอบของสภาวะจะตรงกับตำราทุกประการ ถึงแม้คนนั้นๆจะไม่รู้ปริยัติก็ตาม

ลักษณะของสภาวะที่เกิดขึ้น คือ การเคลื่อนไหวของกายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม กับ ใจ ที่รู้ในอาการนั้นๆที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า รูป,นามเกิดขึ้นพร้อมกัน

รู้ว่า การเคลื่อนไหวของกายที่เกิดขึ้น กับ ใจที่รู้ในอาการเคลื่อนไหวของกายของกายนั้น สิ่งที่ถูกรู้ ( กาย ) กับสิ่งที่รู้ ( ใจ ) เป็นคนละตัวกัน ( แยกออกเป็นส่วนๆไม่ปะปนกัน แต่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน )

บัญญัติมีไว้ให้รู้ เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส การให้ค่าย่อมยังมีอยู่ ให้ค่าได้แต่อย่ายึด ถ้ายึดแล้วจะกลายเป็นอุปกิเลสไปทันที จะมีผลในสภาวะต่อๆไป เพราะความอยากเป็นเหตุ หรือที่เรียกว่า อายูหนา ( ความพยายาม ) เป็นเหตุ

สภาวะนี้เป็นของสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ทำงานร่วมกัน จึงสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ เรียกว่า มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ส่วนจะรู้ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิว่ามีกำลังแนบแน่นแค่ไหน

ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปใส่ใจว่า บางครั้งทำไมรู้เพียงสั้นๆ บางครั้งทำไมรู้ได้นานกว่าปกติ เพราะสภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆสภาวะ ล้วนมาแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงตลอดเวลา จึงได้บอกว่า บัญญัติมีไว้ให้รู้ ไม่ได้มีไว้ให้ยึด

สภาวะที่รู้ในแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น เรามาปฏิบัติเพื่อดับที่เหตุของการเกิดทั้งปวง ฉะนั้นพึงระวังการยึดในการรู้นั้นๆให้ดี

ยึด ยอมรับว่ายึดเพราะยังมีกิเลส ( รู้เท่าทันกิเลส ) แต่แค่รู้ว่ายึด ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกไป เหตุมีแค่ความคิด เพียงแต่ยอมรับตามความเป็นจริงที่มีอยู่ ผลย่อมมี คือ รู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตทันมากขึ้นเรื่อยๆ

ยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด แต่แค่ดูแค่รู้ เพราะรู้ถึงเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ย่อมไม่ก่อให้เกิดเหตุของการกระทำใดๆออกไป เหตุมีแค่ความคิด ผลย่อมมี แต่ไม่มีมากเท่ากับการกระทำออกไป

ยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด แล้วก่อให้เกิดการกระทำออกไป ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ทั้งสิ้น เหตุมี ผลย่อมมี ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังคงมีอยู่ ที่นี้อยู่ที่ว่าจะหักห้ามใจตัวเองให้หยุดการกระทำได้หรือไม่เท่าทันนั้นเอง

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: