แปลกๆ

วันนี้เห็นสภาวะแปลกๆ เป็นช่วงที่เรากำลังต่อว่าผู้ที่ต้องมาวางบิลให้กับเรา ไม่งั้นเงินเดือนที่ได้รับจะได้รับช้าตามการวางบิล

คือในการพูด คำพูด เราพูดแบบที่ว่าเวลามีคนทำไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นแค่ขั้นความไม่พอใจ ไม่ถึงขั้นโกรธ ในระหว่างนั้น เราเห็นจิตของเรา แบบมันแปลกๆนะ

คือ แบบปากต่อว่าเขา แต่จิตของเราที่เรามองเห็นในขณะนั้นมันว่างเปล่า มันไม่ได้มีอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆเกิดขึ้นในขณะที่กำลังต่อว่าเขา นี่ไง เราถึงบอกว่าดูแล้วมันแปลกๆ

การปฏิบัติที่แท้จริง

การปฏิบัติจะมีสภาวะแบบหยาบๆและละเอียด แรกเริ่มของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของกายและจิต เมื่อสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตตั้งมั่นได้ตามต้องการหรือแม้กระทั่งไม่ได้ต้องการให้เกิด แต่จะเกิดเอง เป็นเองตามสภาวะ

สภาวะที่เกิดขึ้นต่อไป จะเป็นสภาวะที่ละเอียด เป็นเรื่องของจิตเพียงอย่างเดียว

สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้

แรกเริ่มของการปฏิบัติ เรามาเรียนรู้เรื่องกายก่อน เพราะสภาวะของกายจะเห็นได้แบบหยาบๆได้ง่ายกว่าสภาวะของจิต

จิตมีสภาวะที่กลับกลอก หลอกลวงตลอดเวลา ถ้าไม่มีสติที่ตั้งมั่น จะไม่สามารถรู้เท่าทันสภาวะที่แท้จริงของจิตได้

เราจึงต้องมาฝึกเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพื่อให้รู้จักทุกซอก ทุกมุม ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเอง นี่คือวัตถุประสงค์แรกของการเริ่มฝึกเจริญสติ

เราจะรู้จักทุกๆสิ่งได้ ต้องรู้จักตัวตนที่แท้จริงให้ได้ก่อน หากยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง สิ่งต่างๆนอกตัวไม่ต้องไปพูดถึง

การเจริญสติ จึงมีการแยกหมวดออกมาเป็น สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม

รู้กายในกาย ได้แก่ รู้ชัดในกายนี้เป็นแค่เปลือกที่เป็นที่ให้จิตได้อาศัยอยู่ชั่วคราว

รู้เวทนาในเวทนา ได้แก่ รู้ชัดในทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกับกาย การยึดติดในกาย

รู้จิตในจิต ได้แก่ รู้ชัดถึงความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต

รู้ธรรมในธรรมหรือธรรมารมณ์ ได้แก่ รู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้น

จะรู้ชัดในกาย เวทนา จิต ธรรมได้ ต้องมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เหตุของการเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีองค์ประกอบได้แก่ สติ ๑ สัมปชัญญะ ๑ สมาธิ ๑

เรียนรู้เรื่องกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

กาย

เห็นกายในกาย

เหตุที่ทำให้สามารถเห็นกายในกายได้ ต้องมาเรียนรู้เรื่องกายแบบหยาบๆก่อน จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องของกายที่ละเอียดได้ชัดเจนมากขึ้น

หลักการดูกาย

จุดเริ่มต้นในการดูกาย เราเรียนรู้แบบง่ายๆก่อน คือ ดูลมหายใจเข้าออก เป็นการเรียนรู้เรื่องของกายแบบหยาบๆ เพราะลมหายใจเป็นสิ่งที่พาเราไปเรียนรู้ในส่วนอื่นๆของกายภายในที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เรื่องของกายภายใน เป็นสภาวะที่ละเอียด ไม่สามารถเรียนรู้ด้วยการมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถรู้ได้ด้วยใจหรือที่นิยมเรียกว่าจิต

เวทนา

เห็นเวทนาในเวทนา

เหตุที่ทำให้สามารถเห็นเวทนาในเวทนาได้ ต้องมาเรียนรู้เรื่องเวทนาแบบหยาบๆก่อน จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องของเวทนาที่ละเอียดได้ชัดเจนมากขึ้น

หลักการดูเวทนา

จุดเริ่มต้นในการดูเวทนา เราเรียนรู้แบบง่ายๆก่อน คือ ดูความเจ็บปวด ทุกขเวทนาที่เกิดกับกาย เป็นการเรียนรู้เรื่องของเวทนาแบบหยาบๆ เพราะความเจ็บปวด เป็นสิ่งที่พาเราไปเรียนรู้ในส่วนอื่นๆของเวทนาแบบละเอียด

เหตุของการเกิดเวทนาทั้งหมด เป็นสภาวะที่ละเอียด ไม่สามารถเรียนรู้ด้วยการมองเห็นหรือรู้ได้ด้วยการท่องจำ แต่สามารถรู้ได้ด้วยใจหรือที่นิยมเรียกว่าจิต

จิต

เห็นจิตในจิต

เหตุที่ทำให้สามารถเห็นจิตในจิตได้ ต้องมาเรียนรู้เรื่องจิตแบบหยาบๆก่อน จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องของจิตที่ละเอียดได้ชัดเจนมากขึ้น

หลักการดู จิต

จุดเริ่มต้นในการดูจิต เราเรียนรู้แบบง่ายๆก่อน คือ ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิต เป็นการเรียนรู้เรื่องของจิตแบบหยาบๆ เพราะความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต เป็นสิ่งที่พาเราไปเรียนรู้จิตแบบละเอียด

เหตุของการรู้ชัดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นสภาวะที่ละเอียด จะเป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน

ธรรม ( ธรรมารมณ์ )

เห็นธรรมในธรรม

เหตุที่ทำให้สามารถเห็นธรรมในธรรมได้ ต้องมาเรียนรู้เรื่องความหมายของธรรมก่อนว่า ธรรมตัวนี้หมายถึงอะไร

ธรรมในที่นี้หมายถึง ธรรมารมณ์ ได้แก่ ความคิดที่เกิดขึ้นแบบหยาบๆก่อน จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องของธรรมที่ละเอียดได้ชัดเจนมากขึ้น

หลักการดูธรรม ( ธรรมารมณ์ )

จุดเริ่มต้นในการดู ได้แก่การดูความคิดที่เกิดขึ้น เราเรียนรู้แบบง่ายๆก่อน คือ ดูความคิดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เป็นการเรียนรู้เรื่องของความคิดแบบหยาบๆ เพราะความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่พาเราไปเรียนรู้เรื่องความคิดแบบละเอียด

เหตุของการรู้ชัดถึงความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆได้ เป็นสภาวะที่ละเอียด จะเป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน

สภาวะปัจจเวกขณญาน

สภาวะการเกิดปัจจเวกขณญาณครั้งที่ ๑

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติ คือ สมาธิที่มีอยู่จะหายไปหมดจนไม่มีเหลือแม้แต่สักนิดเดียว จะมีเหลือแต่สติ สัมปชัญญะ ตามความเป็นจริงที่มีอยู่

เหตุที่สมาธิไม่มีเหลือเลย เกิดเนื่องจากเป็นสภาวะทบทวนกิเลส หากสมาธิยังคงมีมาก จะเห็นสภาวะกิเลสที่มีเหลืออยู่อย่างแท้จริงไม่ได้ เนื่องจากกำลังของสมาธิกดข่มกิเลสเอาไว้

เนื่องจากไม่มีกำลังของสมาธิหล่อเลี้ยงจิต จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิต เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยามที่เกิดผัสสะหรือเกิดการกระทบทุกๆครั้ง แม้กระทั่งไม่มีการกระทบเกิดขึ้นก็ตาม จะเห็นสภาวะกิเลสที่ละเอียดลึกลงไปอีก

การเกิดครั้งแรก ด้วยความไม่รู้ในเรื่องของสภาวะ ไม่มีการเขียนบันทึกจากใครๆ หรืออาจจมีการเขียน แต่ตัวผู้เขียนไม่รู้ว่าสภาวะนั้นๆคืออะไร เราเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน จะรู้สึกทุกข์ใจ ทรมาณมากๆ

เพราะเมื่อไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต จะมองเห็นกิเลสยามเกิดการกระทบได้อย่างชัดเจน ต้องใช้กำลังสติที่มีอยู่ในการรู้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ที่เป็นการสร้างเหตุกับคนอื่นๆให้เกิดขึ้น ทรมาณจริงๆสภาวะนี้

หลวงตามหาบัว ได้เคยพูดไว้เรื่องการสูญเสียสมาธิของท่าน ที่จู่ๆก็หายไปจนหมดสิ้น แต่ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องสภาวะของญาณ หรือคำเรียก แต่อาการที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สมาธิหายไปหมด เหลือแค่สติ สัมปชัญญะ

ซึ่งตัวท่านเองก็บอกว่ารู้สึกทรมาณมากๆ เหมือนคนเริ่มต้นการภาวนาใหม่ ที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าเริ่มต้นใหม่หมดในการทำจิตให้เป็นสมาธิ สภาวะที่เกิดขึ้นของหลวงตากับเราไม่มีความแตกต่างกันเลย

สภาวะตอกย้ำ

เมื่อผ่านครั้งที่ ๑ มาได้ จะรู้แน่ชัดได้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นใช่สภาวะของปัจจเวกขณญาณจริงหรือไม่ จะรู้ได้ต่อเมื่อมีสภาวะนั้นเกิดขึ้นอีก

การเกิดสภาวะปัจจเวกขณญาณครั้งที่ ๒

ครั้งนี้จะมีสภาวะเหมือนครั้งแรก แต่แตกต่างตรงที่ กำลังของสมาธิ ครั้งแรกจะหายไปหมด เรียกว่าเหี้ยนเตียนไม่เหลือสักนิดเดียว

ครั้งที่ ๒ กำลังของสมาธิจะเหลือแค่แผ่วๆ อาการเหมือนคนใกล้จะหมดลมหายใจ แต่ยังหายใจได้อยู่ สมาธิที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะแผ่วเบามากๆ เหมือนแทบจะไม่มี ครั้งนี้ไม่ทรมาณเพราะรู้แล้วว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร

พอผ่านสภาวะครั้งที่ ๒ สมาธิจะกลับมามีกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งหนักหน่วงแนบแน่นทุกครั้งที่เกิด โดยไม่ต้องเริ่มฝึกทำสมาธิใหม่เหมือนการผ่านครั้งแรก กิเลสเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด ดูจากทั้งผัสสะที่เกิดขึ้น และไม่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

ต้องดูจิตให้ทันว่า ทุกๆการกระทำนั้นๆ ทำเพื่ออะไร ถ้าทำเพราะความอยาก มันจะทุกข์ เหมือนสภาวะปัจจะเวกที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทุกข์มากๆเพราะเสียดายสมาธิ และมีความคาดหวัง อยากรู้ในสภาวะต่อๆไป มีความอยากแต่มองไม่เห็น

พอมาเกิดสภาวะนี้อีกเป็นครั้งที่ ๒ ไม่ได้ทำให้เกิดความทุกข์แต่อย่างใด เพราะเข้าใจในตัวสภาวะแบบถ่องแท้แล้ว รู้ดีว่าสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุของตัวสภาวะเอง ไม่ได้มีความอยากเหมือนในครั้งแรก ครั้งนี้ดูจิตทันตลอด

เมื่อรู้แล้ว ย่อมไม่อยาก เพราะไม่รู้จะอยากไปทำไม ทำตามสภาวะไปนี่แหละ แล้วทุกอย่างจะจบลงไปด้วยตัวของตัวสภาวะเอง เรามีหน้าที่คือ ปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา พยายามหาอุบายรักษาจิตตัวเองเอาไว้ ยามที่เกิดความเบื่อหน่าย

เพราะนับวันสภาวะความเบื่อหน่ายเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงต้องเอากิเลสที่เราชอบ มาหลอกล่อสภาวะความเบื่อที่เกิดขึ้น เพื่อจิตจะได้มีกำลัง จะได้อยู่ได้กับสภาวะความเบื่อที่เกิดขึ้น ยิ่งนับวันเกิดนานมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สั้นๆ

ทุกๆครั้งที่ผ่านแต่ละสภาวะหรือรู้ชัดในสภาวะนั้นๆได้ กับดักกิเลสจะเกิดขึ้นตลอดเวลา นับวันเนียนมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น สติจะคมกล้า ปัญญาจะเกิดขึ้นมากมาย ขอเพียงรู้เท่าทันสภาวะ จะไม่ตกหลุมพรางกิเลสอย่างแน่นอน

ครั้งนี้เราอยู่กับสภาวะต่างๆได้สบายๆมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจัดสรรกิเลสให้ลงตัว ถึงแม้จะเปลี่ยนตัวละครมาแสดง เราดูทัน ไม่หลงกลกิเลส เหตุเพราะความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆนั้น หรือแม้กระทั่งความอยากสอน ไม่มีเหลือในจิต

สภาวะครั้งนี้ จะเห็นตัวโลภะในเรื่องอาหารได้อย่างชัดเจน เราพยายามทำใจให้เป็นกลาง นี่ก็เช่นกันโดนกิเลสเล่นงานแต่ไม่รู้ว่าโดน แรกๆหลงแก้ไขสภาวะไปด้วยความไม่รู้ จริงๆแค่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปพยายามทำอะไรเลย

ต้องโง่มาก่อน ต้องผิดพลาดถึงจะดูออก เรียกว่าถึงจะรู้ตัวว่าแก้ไขสภาวะอีกแล้ว เลยโดนกิเลสเล่นซะอ้วนพี แต่ไม่ทุกข์กับสภาวะ โง่กับกิเลสก็ยอมรับไปตามความเป็นจริง ของใกล้ตัวย่อมดูยาก เพราะเป็นของชอบ เรื่องปกติ

อยากกิน ก็ให้รู้ว่าอยากกิน ยังเป็นคนชอบกินอยู่ก็ให้รู้ว่าชอบกิน เพราะรู้ดีว่า เดี๋ยวมีเหตุให้โลภะตัวนี้ค่อยๆลดน้อยลงไปเอง จนกระทั่งไม่มี คืออยู่กับปัจจุบันได้ในที่สุด เหมือนหลายๆสภาวะที่ผ่านๆมา

มิถุนายน 2011
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: