ภังคญาณ

ภังคญาณ แปลว่า ปัญญาพิจรณาเห็นแต่ความดับของรูปนามฝ่ายเดียว ดังบาลีว่า

” อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วปสฺสเน ญาณํ ”

ปัญญาที่พิจรณานามรูปแล้ว ตามเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนามฝ่ายเดียว ชื่อว่า ภังคญาณ

เมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้น จิตได้อารมณ์ปรมัตถ์ ทิ้งอารมณ์บัญญัติ ดังหลักฐานว่า

ภาวนาย ปน วฑฺฒมานาย ปญฺญตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาเวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐติ

เมื่อภาวนากำลังดำเนินอยู่ จิตก้าวล่วงบัญญัติแล้ว ดำรงอยู่ในปรมัตถ์ล้วนๆ เมื่อปฏิบัติถึงญาณนี้ อารมณ์ที่กำหนดและจิตที่รู้ จะปรากฏว่า หายไปๆ
แต่ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า รูปหายไปก่อน จิตหายไปทีหลัง อันที่แท้นั้นหายไปพร้อมกัน การที่เป็นเช่นนั้น เพราะจิตก่อนดับไป จิตหลังตามรู้ ดังหลักฐานรับรองไว้ว่า

เยน จิตฺเตน ตํ รูปารมฺมณํ ขยโต ทิฏฺฐ ตสฺส จิตฺตสฺส ปเรน จิตฺเตน ภงฺคํ อนุปสฺสติ

จิตใดเห็นรูปารมณ์นั้น โดยความสิ้นไปเสื่อมไป ผู้ปฏิบัติย่อมตามเห็นความดับไปของจิตนั้นด้วยจิตอื่น

สภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

เมื่อมาถึงสภาวะนี้ จะไม่มีการใช้บัญญัติต่างๆเป็นอารมณ์ เช่น การใช้คำบริกรรมหรือการใช้การกำหนดต่างๆ จะหายไปหมด หายไปเอง ถึงแม้จะพยายามกำหนดหรือพยายามนำคำบริกรรมขึ้นมาใช้
จิตก็จะไม่ยึดติดกับคำบริกรรมหรือคำกำหนดนั้นๆ เพราะจิตจะไปรู้ที่สภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้นโดยตรง ตามที่สภาวะนั้นๆเกิดขึ้นหรือเป็นอยู่

เช่น ท้องพอง จะกำหนดว่าพองหนอ จิตมันจะไม่ยอมกำหนดตาม แต่จะรู้ลงไปตรงๆตามความเป็นจริงของสภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้น

การที่พยายามใส่คำบริกรรมลงไป หรือเมื่อพยายามกำหนดว่าพองหนอลงไป จะเหมือนการกำหนดลงไปบนความว่างเปล่า เหมือนอาการท่องปากเปล่า

แม้แต่การบริกรรมพุทโธตามลมหายใจเข้าออกก็เช่นกัน อาการที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างจากการใช้พองหนอ ยุบหนอ
ไม่ส่งผลกระทบไปถึงจิต หรือรู้เข้าไปถึงจิตแต่อย่างใด

สภาวะเมื่อมาถึงจุดๆนี้ จะมีสภาวะอารมณ์เป็นปรมัตถ์ เช่น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน จะรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทนั้นๆโดยมิต้องกำหนดอารมณ์บัญญัติขึ้นมาแต่อย่างใด

ในอิริยาบทเดินจะสังเกตุเห็นได้ง่ายๆของแรกๆที่สภาวะนี้ได้เกิดขึ้นคือ เวลาเดินจะรู้สึกเสียววาบๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลาที่เดิน ต่อมาจะรู้ชัดที่ฝ่าเท้า โดยไม่ต้องกำหนดคำบริกรรมหรือต้องกำหนดรู้แต่อย่างใด
ต่อมา อาการเสียววาบๆที่ฝ่าเท่าจะหายไป จะเป็นการรู้ในสภาวะโดยตรง รู้แบบธรรมชาติ รู้ชัดที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะก้าวย่างทำอะไรหรือไปไหนก็ตาม จะรู้ชัดขึ้นมาเอง โดยมิต้องกำหนดรู้หรือต้องใช้คำบริกรรมแต่อย่างใด

การนั่ง เมื่อนั่ง จะรู้อยู่ในการเคลื่อนไหวของกายโดยตรง เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ท้องพองยุบ รู้เสียงชีพจรเต้น รู้การเคลื่อนไหวในส่วนอื่นๆของกาย จะรู้ชัดอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องใช้การกำหนดรู้หรือต้องใช้คำบริกรรมภาวนาแต่อย่างใด

การยืน ยืนก็รู้ว่ายืน รู้เท้าที่ยืนแนบพื้นชัดเจน รู้กายชัดเจน เรียกว่า รู้สึกตัวทั่วพร้อม โดยมิต้องใช้การกำหนดรู้หรือบริกรรมใดๆ

การนอน นอนก็รู้ชัดในการนอน

ในอิริยาบทย่อยอื่นๆ จะรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำหรือรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทนั้นๆ

เรียกว่า ทุกๆอริยิบท ถึงแม้จะไม่ใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดรู้ก็ตาม ก็ไม่ต้องไปจดจ้อง ไม่ต้องไปเอาจิตจดจ่อเพื่อที่จะรู้ แต่จิตเขาจะรู้เองโดยสภาวะของตัวเขาเอง

ทั้งหมดนี้ จะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของสติ สัมปชัญญะ ส่วนจะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิขณะนั้นๆ ว่ามีกำลังแนบแน่นได้มากน้อยแค่ไหน
เพียงแต่สภาวะนี้ จะไม่มีการใช้อารมณ์บัญญัติหรือคำบริกรรมภาวนาใดๆแล้ว จิตเขาจะรู้ชัดลงไปตรงๆกับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของเขาเอง

จุดเด่นของสภาวะนี้ คือ เพราะไม่มีอะไร หายไปหมด

เพราะไม่มีอะไร คือ ไม่การใช้การกำหนดรู้ ไม่มีคำบริกรรมภาวนาใดๆทั้งสิ้น

หายไปหมด คือ แรกๆมีการใช้การกำหนดรู้ ใช้คำบริกรรมภาวนา พอปฏิบัติมาถึงสภาวะนี้แล้ว ทั้งการกำหนดรู้ และคำบริกรรมภาวนาต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเอาจิตจดจ่อ จดจ้องเพื่อที่จะรู้ลงไปก็ตาม จะหายไปหมดสิ้นเองเมื่อมาถึงสภาวะนี้

และเมื่อมาถึงสภาวะนี้แล้ว สภาวะต่อๆไป จะมีสภาวะเป็นสภาวะปรมัตถ์ตลอด จะไม่มีการหวนกลับไปหาการใช้บัญญัติเป็นอารมณ์หรือการใช้การกำหนดรู้โดยการใช้บัญญัติอีกต่อไป

เรียกว่า ไม่มีการใช้การกำหนดรู้หรือไม่มีการใช้การบริกรรมหรือคำบริกรรมภาวนาต่างๆอีกต่อไปนั่นเอง มันจะแค่รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น

โฆษณา

กรกฎาคม 2011
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: