จิตอิสระ

นับวันมีชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ อิสระจากบรรดาความอยากทั้งหลาย ที่เคยดูไม่ทัน ดูและรู้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ จิตจึงเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้กระทั่งการพูดคุยกับผู้อื่น จากเรื่องต่างๆที่ผ่านมาเป็นครูสอนอย่างดี ควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ควรไปยุ่งกับเหตุของผู้อื่น สร้างเหตุอย่างไร ผลย่อมให้ได้รับเช่นนั้น ไม่มีการยกเว้น

ใครจะมีสภาวะอย่างไรนั่นเหตุของเขา ใครพูด ใครทำอะไรอย่างไร นั่นเหตุของเขา ไม่ว่าใครจะทำอะไรๆก็ตาม เขาเป็นผู้รับผล ไม่ใช่เรา ฉะนั้นแค่ดู แค่รู้เมื่อมีเหตุของคนอื่นๆเข้ามากระทบ

พูดแต่เรื่องของตัวเอง กิเลสที่มีอยู่ ดูแต่ภายใน ภายนอกเป็นเรื่องธรรมดาๆ เมื่อมีเราเข้าไปข้อง เรื่องธรรมดาๆจะกลายเป็นการสร้างภพชาติให้เกิดขึ้นทันที

ทุกอย่างลงตัว

สภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากได้เห็นตามความเป็นจริงในระดับหนึ่ง ทุกๆสภาวะล้วนเกิดจากกรรมหรือเรียกว่าธรรมะหรือจะเรียกว่าสภาวะจัดสรรให้ สุดแต่จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่าอะไร

กรรมก็เป็นธรรมะ

สภาวะก็เป็นธรรมะ

ธรรมะก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นเอง มีอยู่แล้ว เพียงแต่จะมองเห็นตามความเป็นจริงได้หรือยัง

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเรียกว่า ธรรมะ,กรรมหรือสภาวะก็ตาม ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เกิดจากผลของกรรมหรือการกระทำที่ได้ทำลงไปตามเหตุ คือ กิเลสที่มีอยู่ในจิตนี่เอง กิเลสที่เกิดขึ้นยามมีผัสสะเกิดขึ้นหรือไม่มีก็ตาม

เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจะเป็นครูสอนตลอดเวลา มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีความผิดพลาดก่อนที่จะรู้เท่าทัน เพราะทุกๆเรื่องราวล้วนเป็นเรื่องเดิมๆซ้ำๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย เพียงแต่ เราจะดูออกหรือรู้หรือยังเท่านั้นเอง

เรื่องเดิมๆซ้ำๆ เปลี่ยนแค่ฉาก ตัวบุคคล หมุนเวียนมาเล่นละครเป็นแค่ภาพมายาซ้อนๆๆๆๆๆๆลงไป ลึกลงไป ยิ่งลึกมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่ภาพที่หลอกลวงยากจะดูออก

เราจะเดินย่ำสภาวะเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่มองไม่ออกเลย บางครั้งมีสัญญาเก่าผุดขึ้นมา เรื่องนี้เคยทำแล้ว เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเกิดขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมมีความรู้สึก

บางครั้งมีภาพผุดขึ้นมาในจิต ทำแบบนี้ พูดแบบนี้ กับคนๆนี้ เคยทำมาแล้ว เพียงแต่ฉากที่เป็นองค์ประกอบเปลี่ยนไป แต่ตัวบุคคลไม่เปลี่ยน คำพูดไม่เปลี่ยน

นี่แหละภพชาติ เราหลงเวียนวน เหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกต หาทางออกแต่ยังหาไม่เจอ เจอประตูคิดว่าเป็นทางออก กลับกลายเป็นทางเดิม แต่เปลี่ยนองค์ประกอบหรือฉากเท่านั้นเอง

เหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ได้เจอ เป็นการตอกย้ำว่า จงแค่ดู แค่รู้ไป ไม่ต้องไปมีความปรารถนาดีกับใครๆ เพราะนั่นคือเหตุที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ต่างคนต่างต้องรับผลไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

นับว่ายุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นยุคไอที มีเทคโนโลยี่หลายแบบที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการดูจิต เพื่อขัดเกลากิเลสของตัวเอง เพียงแต่จะใช้ไปในทางที่ดับที่เหตุหรือสร้างเหตุของการเกิดเท่านั้นเอง

การเผชิญหน้ากับการกระทำในโลกปัจจุบันโดยตรงกับโลกไอทีแตกต่างกัน ทางไอทียังมีโอกาสถอยออกมาจากสิ่งที่กำลังกระทบอยู่ได้ เรียกว่าสามารถตั้งสติได้ทัน ยังมีโอกาสยับยั้งเหตุของการสร้างเหตุของการเกิดได้ทันบ้าง

ส่วนทางโลกปัจจุบัน เมื่อมีการกระทบโดยตรง หากสติไม่ทัน มีการตอบโต้ไป เสร็จทันที เสียทีกิเลส หลงสร้างเหตุของการเกิดได้ทันตาเห็น ทุกๆสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นบทเรียน

บ่วงของพญามารมีหลายรูปแบบ ซึ่งแรกๆจะรู้ได้ยาก ต้องมีการทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะเข็ดและหลาบจำ จนกระทั่งกลายเป็นความเบื่อหน่าย เกิดสภาวะปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง โดยที่เรานั้นไม่ต้องไปพยายามปล่อยวาง

ยิ่งวางลงไปได้มากเท่าไหร่ สติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในใจมากขึ้น หยุดตัวเองในการสร้างเหตุของการเกิดได้ทันมากขึ้น

โฆษณา

กรกฎาคม 2011
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: