ผู้รู้ ผู้ดูชัดขึ้น

ตอนนี้เห็นสภาวะของผู้ดู ผู้รู้แยกตัวออกจากกันได้ชัด ทุกๆการกระทบจะมีสภาวะสองตัวนี่เกิดขึ้นชัดมากกว่าตัวผู้รู้

เป็นเหตุให้กรรมเก่าหรือเหตุเก่าที่เคยทำไว้ ส่งผลให้ได้รับ ซึ่งมาแสดงในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ

ไม่ว่าจะให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นดีหรือไม่ดีก็ตาม ปล่อยให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามความเป็นจริง มีให้ค่ายอมรับว่าให้ค่า มีความรู้สึกอย่างไร ยอมรับไปตามนั้น เท่ากับได้ชดใช้กรรมหรือเหตุที่เคยทำไว้กับผู้อื่นด้วยความไม่รู้

เมื่อยอมรับได้ดังนี้แล้วเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น มื่อแค่ดู แค่รู้ได้มากขึ้น จะเห็นสภาวะจิตเห็นจิตได้อย่างชัดเจน จะเห็นสภาวะของผู้รู้ ผู้ดูชัดมากขึ้น

คือ เมื่อผัสสะมากระทบ หรือมีสิ่งที่เกิดขึ้น จะมีผู้รู้เกิดก่อน แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะเกิดตัวผู้รู้ก่อนสภาวะอื่น

สภาวะตัวผู้รู้ คือ ตัวกู ของกูที่มีอยู่มากนี่แหละ ตัวอุปทานให้ค่าตัวสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ แล้วหลงให้ค่าไปด้วยความไม่รู้ ให้ค่ายังไม่พอ ยังไหลไปตามผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ไหลไปยังไม่พอ ยังมีการปรุงแต่งมากมาย

ปรุงแต่งยังไม่พอ ยังก่อให้เกิดการกระทำ มีการตอบโต้ มีการอธิบาย มีการกระทำที่มองเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน เรียกว่ามีหลักฐานผูกมัดตัวเอง ไม่ว่าจะเจตนาหรืออไม่เจตนาก็ตาม

สภาวะตัวผู้รู้ เป็นต้นเหตุของการสร้างภพชาติให้เกิดขึ้นใหม่อยู่เนืองๆ อยู่ที่ว่าสติทันไหม หากสติทัน ย่อมหยุดตัวเองได้ไวมากขึ้น ภพชาติย่อมสั้นมากขึ้น หากสติไม่ทัน ภพชาติย่อมยืนยาวออกไป จึงเป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏฏะไม่รู้จบเพราะเจ้าตัวผู้รู้นี่แหละ

รู้มาก ปรุงมาก รู้มากจึงยากนาน เพราะเหตุนี้

รู้มาก เพราะเข้าใจในเหตุนั้นๆ ไม่ปรุงแต่งยืดเย้อ รู้มากจึงไม่ยากนานเพราะเหตุนี้

หากเพียงรู้วิธีการดับที่ต้นเหตุของเหตุการเกิดทุกข์ทั้งปวงได้ แล้วเพียรปฏิบัติตาม ภพชาติย่อมสั้นลงไปเรื่อยๆจนในที่สุดไม่มีภพชาติอีกต่อไป เพราะดับเหตุทั้งปวงได้หมดสิ้น

ไม่ว่าความเพียรนั้นๆจะเพียรด้วยความอยากที่มีอยู่ อาจเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เพราะความอยาก เป็นการเบียดเบียนตนเอง การเบียดเบียนเช่นนี้ย่อมประเสริฐกว่าการสร้างเหตุที่เบียดเบียนตัวเองในการสร้างเหตุของการก่อให้เกิดภพชาติให้เกิดขึ้นใหม่

ตัวผู้รู้ สภาวะคือ เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น มีให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมีการกระทำออกไป เหตุมี ( วจีกรรม กายกรรม ) ผลย่อมมี

ผู้รู้ สภาวะคือ เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น มีให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้สร้างการกระทำออกไป เหตุมี ( มโนกรรม ) ผลย่อมมี

ผู้ดู สภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น แค่ดู ไม่มีการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล

การทำความเพียรต่อเนื่อง จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิต เป็นเหตุให้เห็นสภาวะตัวผู้รู้ ผู้รู้และผู้ดูแยกกันทำงานได้อย่างชัดเจน แต่สภาวะทั้งหมดเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน นี่แหละปัจจุบันจิต ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันธรรม ซึ่งแล้วแต่จะเรียก เพียงแยกตามสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

กิเลสมาก การปรุงแต่งมาก เป็นเหตุให้เกิดสภาวะของตัวผู้รู้

กิเลสเบาบาง การปรุงแต่งสั้นลง เป็นเหตุให้เกิดสภาวะของ ผู้รู้

อุเบกขา เป็นเหตุให้เกิดสภาวะ ผู้ดู

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2011
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: