ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

๒๕ กค.๕๔

ป่วยมาหลายวัน เพิ่งค่อยยังชั่ว

ไม่เที่ยง

สภาวะสุดยอดจริงๆ อะไรที่คาดเดาเอาไว้ พลิกกลับไปคนละเรื่อง เรียกว่าไม่ให้เราคิดอะไรล่วงหน้า ดูอย่างวันนี้ รู้สึกสภาวะดีแต่เช้า ใจคิดว่าวันนี้คงทำได้หลายรอบ ที่ไหนได้ คนละเรื่องเลยกับที่คิดเอาไว้

คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง สภาวะจะให้เราอยู่ในกรอบของปัจจุบัน ความคิดให้อยู่ในปัจจุบัน เลยดูเหมือนสมองมันกลวงๆแบบบอกไม่ถูก อาจจะเนื่องจากเพิ่งทุเลาจากไข้หวัดก็เป็นไปได้ มีแต่ให้ค่าและคาดเดานะ

เมื่อวานเกิดสภาวะยาขยัน สภาวะนี้หายไปนานมาก เมื่อวานนี้เกิด ทำให้ดูเหมือนเป็นคนขยันผิดปกติ ยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ สมาธิยิ่งมากตามงาน ระหว่างรอผ้าที่ใส่เครื่องซัก เรานั่งพักในสมาธิไปด้วย รู้สึกตัวตลอด

ต่อมารีดผ้า ต้องปิดเตารีดเป็นระยะๆ เพื่อนั่งพักเวลาสมาธิแรงมากๆ มันจะหมุนๆๆๆรู้อยู่ภายใน ต้องนั่งพัก แล้วค่อยมาทำงานต่อ

๒๖ กค.๕๔

สภาวะที่ไม่ชอบใจที่สุด

ตั้งแต่เจริญสติมา ไม่ว่าจะเจอสภาวะใดๆก็ตาม เริ่มสามารถอยู่ในสภาวะต่างๆเหล่านั้นได้มากขึ้น ไม่ต้องไปทุกข์ใจเพราะสภาวะเหล่านั้นเป็นเหตุ

แต่มีสภาวะหนึ่งที่ไม่ชอบใจมากๆ ไม่ว่าจะมีผัสสะให้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด พอสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะนี้เริ่มเกิดได้โดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย แต่เกิดเอง เป็นเอง นั่นคือ สภาวะความเบื่อหน่าย

สภาวะความเบื่อหน่าย เป็นสภาวะที่รู้สึกไม่ชอบใจมากที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ หากมีสาเหตุจะดับได้ไว แต่กับที่ไม่ต้องมีเหตุ สภาวะนี้ทนอยู่ได้ยากจริงๆ มันรู้สึกจุกจิกอยู่ในใจ หงุดหงิดกับตัวเอง

เบื่อหน่ายกับชีวิตที่มองเห็น ชีวิตมีแค่นี้เอง เป็นสภาวะเดิมๆซ้ำๆ ทั้งๆที่รู้ก็ยังเบื่อ ทั้งๆที่รู้ว่าเบื่อไปมันก็แค่นั้น ไม่นานมันก็หาย มันก็ยังเบื่อเมื่อมีโอกาสให้กิเลสเข้าแทรก มันจ้องเข้าแทรกได้ทุกเวลา เป็นเหตุให้ยิ่งนับวันยิ่งเห็นความเบื่อได้ชัด

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เมื่อเห็นความเบื่อภายในได้ชัด สภาวะภายนอกยิ่งเห็นได้ชัด ในดีมีเสีย ในเสียมีดี สภาวะมาแสดงให้เห็นตลอดเวลา จนไม่มีข้อโต้แย้งใดๆหรือช่องว่างที่จะไปเพ่งโทษใครๆได้อีก จิตมันไม่มีไปทำแบบนั้น

เนื่องจาก พอมองเห็นข้อเสีย มันจะมองเห็นข้อดีทันที หรือมองเห็นข้อดี มันจะมองเห็นข้อเสียทันที ทั้งๆที่เป็นสภาวะเดียวกัน เป็นสิ่งๆที่เกิดขึ้นในสิ่งเดียวกัน แตกต่างจากสภาวะเมื่อก่อนมากๆ จะเห็นแต่เหตุแล้วก็เหตุ

จิตจึงไม่มองเลยเกินบัญญัติไปเพราะเหตุนี้ เพิกบัญญัติได้เพราะเหตุนี้ เพราะเหตุจากเห็นข้อดีและข้อเสียในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วจะเอาอะไรตรงไหนไปให้คิดเพ่งโทษนอกตัวได้ แม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนมีดีและเสียในตัว

ต้นไม้ ใบหญ้า แม้กระทั่งสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ล้วนมีข้อดีและข้อเสียในตัวเสมอกัน แล้วจะเอาตรงไหนไปเพ่งโทษได้ ไม่มีอะไรดีที่สุด และไม่มีอะไรที่เลวที่สุด มีแต่ความเสื่อมไปตามสภาวะของสิ่งๆนั้นเองตามเหตุปัจจัย

หากไม่มีสิ่งนั้น ย่อมไม่มีสิ่งนี้ หากไม่มีสิ่งนี้ ย่อมไม่มีสิ่งนั้น ทุกสิ่งล้วนเป็นเหตุและผลในตัวของสภาวะนั้นๆเอง และสุดท้ายย่อมดับสิ้นไปเองตามสภาวะของเหตุปัจจัยสภาวะนั้นๆเอง โดยที่เราไม่ต้องไปคิดจัดแจงแก้ไขอะไรเลย

กว่าจะรู้

กว่าจะรู้ กว่าจะเห็นแจ้งชัดในข้อดีและข้อเสียของสิ่งต่างๆได้ ต้องทำผิดพลาดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจะมีสติมองเห็นตามความเป็นจริงได้ นั่นแหละจึงจะหยุดที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ทุกเรื่องราวล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

เล่นเกมส์

การเจริญสติเหมือนกับการเล่นเกมส์ แทนที่จะเล่นกับคนอื่นๆ แต่เป็นการเล่นเกมส์กับจิตของตัวเอง กับกิเลสต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตตามความเป็นจริง ทั้งยามที่มีผัสสะเป็นเหตุ และไม่มีผัสสะเป็นเหตุ กิเลสสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ลูกล่อลูกชน

กิเลสมีลูกล่อลูกชนตลอดเวลา อยู่ที่ว่าสติที่เรามีอยู่นั้นจะรู้ทันไหม กิเลสมาหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ เราจะถูกทดสอบจิตตลอดเวลา การเจริญสติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งนัก ที่ไม่สามารถหยุดได้เลยแม้แต่สักวันเดียว

บางคนอาจจะบอกว่าหยุดไม่ได้เลยแม้แต่สักวินาทีเดียว อันนี้แล้วแต่เหตุของแต่ละคน สุดแต่ว่าจะให้ค่าอย่างไร สำหรับสภาวะตัวเราเอง แค่ทำได้ทุกวัน ไม่ต้องจำกัดเวลาหรือต้องมาบีบคั้นตัวเองให้ทำเพราะความอยาก นับว่าสบายที่สุดแล้ว

ขนาดไม่สบาย เจ็บป่วยมากแค่ไหน ยังต้องตะเกียกตะกาย ทำสักนิดให้ติดเป็นเชื้อไว้ก็ยังดี ดีกว่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป เพราะรู้แล้ว จึงเข้าใจดีว่าถ้าไม่ทำเลย ผลจะเป็นเช่นไร จิตเลยไม่มีความคิดที่จะหยุดทำ

ต้องทำทุกวัน แรกๆทำด้วยความอยาก อยากแต่ไม่รู้ว่าอยาก จนสุดท้ายรู้ว่าอยาก เมื่อแจ้งชัดในความอยากนั้นๆแล้ว รู้แจ้งชัดในสภาวะต่างๆแล้ว ความอยากต่างๆที่จะอยากรู้เกี่ยวกับสภาวะของสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติจะหายไปหมดสิ้น

ไม่มีความอยากรู้เรื่องสภาวะใดๆอีกแล้ว เพราะรู้แล้ว แจ้งแล้ว เหตุนี้ความเบื่อหน่ายจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ จากความเบื่อที่เกิดขึ้นแบบหยาบๆ เป็นสภาวะความเบื่อที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเปรียบเสมือนกับการเล่นเกมส์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

แรกเริ่มเล่นเกมส์

แรกๆความไม่รู้ในเรื่องของกรรมหรือการกระทำหรือต้นเหตุของการกระทำ แม้กระทั่งผลของเหตุที่เป้นต้นเหตุของการทำให้เกิดการกระทำ จนกระทั่งผลที่ได้รับจากการกระทำ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นมีอยู่จริง และให้ได้รับจริง

เมื่อไม่รู้มาก่อน ย่อมมีความหลงอยู่มาก เป็นเหตุให้ได้หลงสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้มากมาย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นเรียกว่าเป็นตัวก่อให้เกิดภพชาติ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเราเป็นคนกำหนดชีวิตของตัวเองให้เป็นไปเช่นนั้น

กับดัก

การเล่นเกมส์ย่อมมีกับดัก การเจริญสติก็เช่นเดียวกัน มีกับดักอยู่ตลอดทุกๆเส้นทาง บางกับดักรู้ได้ชัด บางกับดักมืดมิดจนมองไม่เห็น ต้องตกลงไปในกับดัก ได้บาดแผลเสียก่อน จึงจะเริ่มมองเห็น หลุมพรางช่างมากมายเสียจริงๆ

ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม หากมีสติตั้งมั่น นิ่งสงบ ทำตัวเป็นผู้ดู อย่าตื่นตูมตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น จะผ่านสิ่งต่างๆเหล่านั้นไปได้เอง เหมือนเผชิญหน้ากับหมีตัวใหญ่ หากทำตัวให้นิ่งไม่ได้ ต้องตายทันที สภาวะก็เป็นเช่นนั้น

มันเป็นเพียงแค่เกมส์

หากเรามองว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นเป็นเพียงแค่เกมส์ แล้วเล่นตามกฏกติกาของเกมส์ หากทำตามกฏกติกานั้นได้ จะผ่านด่านแต่ละด่านไปได้อย่างแบบไม่คาดคิดว่าอะไรจะง่ายดายขนาดนั้น แต่ทียากเพราะใจที่ทะยานอยาก

อยากเล่นให้จบเกมส์ไวๆ เพื่อจะได้ไปเล่นเกมส์อื่นๆต่อ ซึ่งมีวางไว้ให้ดูว่า เล่นเกมส์นี้จบ จะได้เล่นด่านที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นคือ กับดักของเกมส์ที่วางไว้เป็นด่านแรก คือ ความอยาก

ด่านพัก

แต่ละด่าน จะมีด่านที่เป็นที่พักเป็นระยะๆ มีตลอดทางที่เดิน เรียกว่ามีทุกระยะทาง คิดจะพักตอนไหนๆก็ได้ มีทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ จนกระทั่งมองแล้วเฉยๆมีให้เลือกตามใจต้องการทุกอย่าง สุดแต่ว่าใครจะเลือกเอาเอง

สมุดเกมส์

ทุกๆด่านจะมีสมุดบันทึกหรือตัวไขปริศนาเกมส์ที่กำลังเล่นและเกมส์ต่อไปที่จะต้องเจอ สมุดบันทึกมีไม่อั้น หยิบได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทีนี้อยู่ที่ว่า ใครต้องการหรือไม่เท่านั้นเอง มีวางเรี่ยรายจากบุคคลที่ได้เล่นแต่ละเกมส์

เพียงแต่เล่มไหนจะเป็นตัวช่วยให้ง่ายขึ้นหรือเป็นตัวทำให้ยุ่งยากมากขึ้น อันนี้ขึ้นอยู่กับ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย บอกแล้วว่ามันเป็นเพียงแค่เกมส์ ในเสียมีดี ในดีมีเสีย เรื่องธรรมดา

วางเอาไว้

ตอนนี้มีสมุดเกมส์ที่เราเองได้เล่นผ่านด่านต่างๆมาแล้ว และได้ทำการบันทึกเอาไว้ เพียงแต่ใครจะสนใจหรือไม่ หรือจะหยิบไปหรือไม่ เราไม่สนใจ แต่ยังคงเขียนทิ้งเอาไว้ตลอดทาง สุดแต่ว่าใครคิดจะหยิบไปลองทำตาม

เริ่มต้นแบบง่ายๆ

การเริ่มต้นเล่นเกมส์ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด อันดับแรกคือ ตรวจสอบทรัพย์สินส่วนตัว ได้แก่พลังงานที่มีอยู่ว่ามีมากน้อยแค่ไหน พลังงานนี้ได้แก่ สมาธิ นั่นเอง

ต้องทำการตรวจสอบสมาธิที่มีอยู่ก่อนว่า มีมากน้อยแค่ไหน แล้วสามารถนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

นี่เป็นความคิดที่ช่วยได้เยอะในยามที่เกิดสภาวะเบื่อสุดๆ

โฆษณา

บทเรียน

สิ่งที่นำมาบอกเล่าผ่านๆมา ล้วนเป็นประสพการณ์จากสิ่งที่ไม่เคยรู้ ก่อนที่จะรู้ ไม่เคยมีใครมาบอกเล่าให้ฟัง ไม่เคยมีตัวอย่างมาให้ดูหรือให้เห็นเป็นตัวอย่าง

เพราะไม่เคยรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้ การปฏิบัติที่ผ่านๆมา จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เป็นเหตุให้ปฏิบัติแล้วเจอแต่ความทุกข์ตลอดทาง

ที่สำคัญ เป็นเหตุให้เลิกปฏิบัติไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง กว่าจะมาถึงจุดๆนี้ ที่ได้เรียนรู้โดยสภาวะจนแจ้งชัดในสภาวะต่างๆได้ในระดับหนึ่ง

สภาวะภายนอก

การปฏิบัติ ไม่ได้มีวิธีการยุ่งยาก แต่ที่ยากที่สุดคือ ใจ ยากมากๆในการทำใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราคิดเอาเองว่า เป็นฝ่ายถูกกระทำ และเราต้องยอมให้เขาทำกับเราเช่นนั้น โดยไม่มีการตอบโต้หรือมีข้อโต้แย้งใดๆ

ไม่มีการหลบลี้หนีหน้า ไม่มีการคิดแก้ตัวใดๆ เพียงแต่ให้อยู่กับสภาวะนั้นๆแบบปกติ ภายนอกมองดูเหมือนปกติ ทั้งๆที่ภายใน ใจไม่ปกติ

สภาวะภายใน

การยอมรับในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ส่วนมากจะคิดว่า ภายนอกยังไงก็ได้ ภายในเราย่อมรู้ตัวเราเองดีว่าเป็นอย่างไร หากคิดเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะกิเลสยังเป็นนายเรา ยังอยู่เหนือและมีอำนาจมากกว่าเรา เราจึงคิดเช่นนี้

เรียกว่า นอกอย่าง ในอย่าง ลักษณะแบบนี้ ยังไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ถ้ายอมรับตามความเป็นจริง นอกกับในต้องเหมือนกัน

สิ่งควรรู้ เรื่องของการปฏิบัติทั้งหมด

ญาณ ๑๖ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของสติ สัมปชัญญะและสมาธิ

ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องของกิเลส ตรงนี้สำคัญมากๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆในญาณ ๑๖

ผัสสะ ได้แก่ การกระทบ ความหมายตามปริยัติหมายถึง เป็น สภาวะของอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน ทำงานร่วมกัน

พูดในแง่ของสภาวะ ได้แก่ สิ่งที่มากระทบ เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส ความรู้สึก ความนึกคิด

เมื่อมีผัสสะหรือการกระทบเกิดขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่มากระทบ ณ ขณะนั้น เรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์ หรือปัจจุบันธรรมหรือปัจจุบัน สุดแต่จะให้ค่า

รู้ได้ แต่อย่าเชื่อ

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สามารถรู้ได้ แต่จงอย่าเชื่อ เพราะว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยในตัวของสภาวะนั้นๆเอง

แม้กระทั่งตำราหรือหนังสือต่างๆ มีไว้ให้รู้ แต่อย่ายึดติดจนกระทั่งหลงนำไปสร้างเหตุใหม่ของการเกิดให้เกิดขึ้นใหม่ด้วยความไม่รู้

ถ้าอยากจะเชื่อ คงห้ามกันไม่ได้

เพราะเหตุที่ทำมา สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตำราก็เช่นเดียวกัน

ผู้ที่เขียนตำรา ย่อมเขียนตามสิ่งที่ตนเองได้รู้ อาจเกิดจากการศึกษามา ได้ยินได้ฟังมา หรือผลจากการปฏิบัติก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องแนวทางการปฏิบัติ หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ ล้วนเป็นอุบายในการปฏิบัติ รู้อย่างไร ย่อมเขียนตามที่รู้ รู้แค่ไหน เขียนได้แค่นั้น

ส่วนใครมีเหตุร่วมกับใคร ย่อมเชื่อในสิ่งที่ผู้นั้นเขียนหรือนำมาบอกเล่าให้ฟัง หากไม่มีเหตุร่วมกัน ย่อมไม่มีวันที่จะมาเชื่อกัน

เหมือนการอ่านหนังสือหรือตำราต่างๆ ผู้อ่าน มีความรู้หรือรู้ได้ด้วยตนเองแค่ไหน ย่อมอ่านแล้วตีความตามตัวหนังสือได้แค่นั้น

กรกฎาคม 2011
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: