บทเรียน

สิ่งที่นำมาบอกเล่าผ่านๆมา ล้วนเป็นประสพการณ์จากสิ่งที่ไม่เคยรู้ ก่อนที่จะรู้ ไม่เคยมีใครมาบอกเล่าให้ฟัง ไม่เคยมีตัวอย่างมาให้ดูหรือให้เห็นเป็นตัวอย่าง

เพราะไม่เคยรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้ การปฏิบัติที่ผ่านๆมา จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เป็นเหตุให้ปฏิบัติแล้วเจอแต่ความทุกข์ตลอดทาง

ที่สำคัญ เป็นเหตุให้เลิกปฏิบัติไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง กว่าจะมาถึงจุดๆนี้ ที่ได้เรียนรู้โดยสภาวะจนแจ้งชัดในสภาวะต่างๆได้ในระดับหนึ่ง

สภาวะภายนอก

การปฏิบัติ ไม่ได้มีวิธีการยุ่งยาก แต่ที่ยากที่สุดคือ ใจ ยากมากๆในการทำใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราคิดเอาเองว่า เป็นฝ่ายถูกกระทำ และเราต้องยอมให้เขาทำกับเราเช่นนั้น โดยไม่มีการตอบโต้หรือมีข้อโต้แย้งใดๆ

ไม่มีการหลบลี้หนีหน้า ไม่มีการคิดแก้ตัวใดๆ เพียงแต่ให้อยู่กับสภาวะนั้นๆแบบปกติ ภายนอกมองดูเหมือนปกติ ทั้งๆที่ภายใน ใจไม่ปกติ

สภาวะภายใน

การยอมรับในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ส่วนมากจะคิดว่า ภายนอกยังไงก็ได้ ภายในเราย่อมรู้ตัวเราเองดีว่าเป็นอย่างไร หากคิดเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะกิเลสยังเป็นนายเรา ยังอยู่เหนือและมีอำนาจมากกว่าเรา เราจึงคิดเช่นนี้

เรียกว่า นอกอย่าง ในอย่าง ลักษณะแบบนี้ ยังไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ถ้ายอมรับตามความเป็นจริง นอกกับในต้องเหมือนกัน

สิ่งควรรู้ เรื่องของการปฏิบัติทั้งหมด

ญาณ ๑๖ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของสติ สัมปชัญญะและสมาธิ

ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องของกิเลส ตรงนี้สำคัญมากๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆในญาณ ๑๖

ผัสสะ ได้แก่ การกระทบ ความหมายตามปริยัติหมายถึง เป็น สภาวะของอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน ทำงานร่วมกัน

พูดในแง่ของสภาวะ ได้แก่ สิ่งที่มากระทบ เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส ความรู้สึก ความนึกคิด

เมื่อมีผัสสะหรือการกระทบเกิดขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่มากระทบ ณ ขณะนั้น เรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์ หรือปัจจุบันธรรมหรือปัจจุบัน สุดแต่จะให้ค่า

รู้ได้ แต่อย่าเชื่อ

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สามารถรู้ได้ แต่จงอย่าเชื่อ เพราะว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยในตัวของสภาวะนั้นๆเอง

แม้กระทั่งตำราหรือหนังสือต่างๆ มีไว้ให้รู้ แต่อย่ายึดติดจนกระทั่งหลงนำไปสร้างเหตุใหม่ของการเกิดให้เกิดขึ้นใหม่ด้วยความไม่รู้

ถ้าอยากจะเชื่อ คงห้ามกันไม่ได้

เพราะเหตุที่ทำมา สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตำราก็เช่นเดียวกัน

ผู้ที่เขียนตำรา ย่อมเขียนตามสิ่งที่ตนเองได้รู้ อาจเกิดจากการศึกษามา ได้ยินได้ฟังมา หรือผลจากการปฏิบัติก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องแนวทางการปฏิบัติ หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ ล้วนเป็นอุบายในการปฏิบัติ รู้อย่างไร ย่อมเขียนตามที่รู้ รู้แค่ไหน เขียนได้แค่นั้น

ส่วนใครมีเหตุร่วมกับใคร ย่อมเชื่อในสิ่งที่ผู้นั้นเขียนหรือนำมาบอกเล่าให้ฟัง หากไม่มีเหตุร่วมกัน ย่อมไม่มีวันที่จะมาเชื่อกัน

เหมือนการอ่านหนังสือหรือตำราต่างๆ ผู้อ่าน มีความรู้หรือรู้ได้ด้วยตนเองแค่ไหน ย่อมอ่านแล้วตีความตามตัวหนังสือได้แค่นั้น

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2011
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: