โซฟาขาหัก

๒๗ กค.๕๔

สภาวะจะเป็นตัวมาสอนตลอดเวลา มาชี้ให้เห็นอย่างชัดๆ ไม่ต้องให้ใครที่ไหนมาบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี เห็นเอง รู้เอง แล้วจิตจะปล่อยวางในเรื่องการเพ่งโทษสิ่งต่างๆนอกตัว ใครจะเป้นอะไร อย่างไร เหตุของเขา ผลของเขา

แต่หันมาดูในตัวมากขึ้น ดูจนเบื่อ เบื่อก็ต้องดู เหตุยังไม่หมด ผลย่อมมีให้ได้รับอยู่ตลอดเวลา สติทันมากขึ้น อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น ใจสงบมากขึ้น มันมีแค่นี้เองแหละชีวิต

อย่างวันก่อน โซฟาตัวใหม่เพิ่งซื้อมาได้ไม่ถึงเดือน ขาตั้งหักจากฐาน แพงนะไม่ใช่ถูกๆตัวละ ๓๔๐๐ บาท ตั้งใจซื้อให้คนที่บ้านนอนทำสมาธิ เพราะเขาชอบท่านอนมากกว่าท่านั่ง การเดิน เขาอาศัยเดินแล้วรู้กายระหว่างเดินทางกลับบ้านทุกวัน

นี่แหละเหตุของแต่ละคน เขาเองก็ทำตามเหตุของเขา บางทีเราก็บอกกับเขานะ สภาวะเขาสบายจริงๆ เพราะเขาสร้างเหตุมาแบบนั้น การปฏิบัติของบางคนจึงพบแต่ความสะดวกสบายเพราะเหตุนี้

มาต่อเรื่องโซฟา ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงต้องอารมณ์เสียอย่างแน่นอน ของเพิ่งซื้อมาเอง ไม่ใช่ราคาถูกๆ แต่นี่ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร พอดีมีนัดกับน้องทานข้าวด้วยกัน เลยแวะไปที่ร้าน ถ่ายรูปไปให้เขาดูว่าขาหักแบบไหน ไปเจอโซฟาปรับนอนได้อีก

จากราคา ๘๙๐๐ บาท ลดเหลือ ๖๙๐๐ บาท ตัดสินใจซื้อมาอีกตัว เพราะตัวนี้ท่าทางแข็งแรง ประกอบด้วยเหล็ก ร้านอื่นขายอยู่ที่ ๑๓๐๐๐ บาท ซื้อที่ร้าน mass ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ ส่วนตัวเก่ามีรับประกันอยู่ ๑ ปี เขาซ่อมให้ฟรี

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เรื่องโซฟาขาหักตัวนี้ก็เหมือนกัน หลังจากซื้อตัวใหม่ให้คนที่บ้าน เขาถูกใจมากใช้นอนทำสมาธิได้ดีกว่าตัวเดิม เพราะมีที่รองเท้าในตัวพร้อมเวลาปรับเลื่อนตัวตามน้ำหนักตัว

ส่วนโซฟาขาหัก นำมาทำที่นั่งสมาธิชั่วคราว ระหว่างรอช่างนำไปซ่อม เป็นที่นั่งสำหรับทำสมาธิได้ดีมากๆ เราแค่วางลงกับพื้น จากเบาะมาเป็นที่นั่ง จากที่นั่งเป็นเบาะ เพราะนั่งไม่ได้ นำหมอนมาใส่รองที่หลัง เป็นเบาะนั่งที่สบายมากๆ

เมื่อทำแบบนี้ได้ ทำให้คิดว่า ระหว่างใน ๑ ปี หากพังอีกก็ส่งซ่อม ถ้าหมดอายุประกัน ก็ยังคงใช้งานได้สบาย คุ้มค่าเงินที่เสียไป

สำส่อน

เช้าวันก่อน มีน้องคนนหนึ่งเข้ามาหา คงไปฟังใครพูดอะไรมาเกี่ยวกับเรื่องของตัวเขา คือ เขาเคยได้เสียกับคนมีเจ้าของ เรียกง่ายๆว่า เมียน้อย อยู่กินด้วยกันระยะหนึ่งแล้วเลิกกันไป ช่วงอกหักใหม่ๆ เขาร้องไห้ทุกวัน

เราบอกกับเขาว่า เมื่อเจอคนใหม่ก็เลิกร้องไห้ไปเองแหละ เขาบอกว่ายังทำใจไม่ได้ นับจากนั้นน่าจะเดือนหนึ่งได้ เขาได้พบพ่อหม้ายลูกติด ได้คบหากัน เขาไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมากในเรื่องพ่อหม้ายคนนี้

เช้าวันนั้น เขาบอกว่า พี่หนูนี่สำส่อนนะ มีสามีหลายคน เราบอกกับเขาว่า อย่าไปว่าตัวเองแบบนั้น คนเราทุกคนไม่อยากมีชีวิตเป็นแบบนั้นหรอก ถ้าเลือกได้ ทุกคนอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบทั้งนั้น ทุกอย่างคือบทเรียนนะจำไว้

บางคนกว่าจะตั้งต้นได้ ผ่านไปไม่รู้ตั้งกี่คน ฉะนั้นจงอย่าว่าตัวเอง แต่ให้อยู่กับปัจจุบัน ตั้งใจทำตัวให้ดี เริ่มต้นชีวิตใหม่ อย่าคาดหวัง ทำไปแค่นี้แหละ

เช้าวันนี้ มีน้องอีกคนพูดเรื่องคนที่ทำงาน เขาบอกว่าคนบางคนหาดีไม่ได้เลย มีแต่ความเลว เราบอกกับเขาว่า ไม่มีใครหรอกที่จะเลวหรือดีเพียงอย่างเดียว ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ทุกๆคนเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าเราไม่มองคนอื่นแบบมีอคติ

น้องคนนี้จะพูดคุยกับเราทุกวัน ซึ่งบางครั้งมุมมองของเขา ช่วยให้เราเห็นช่องโหว่วของตัวเราเองที่มีอยู่ ทำให้เราสามารถจัดการช่องโหว่ที่เรามีอยู่ได้ง่ายดายมากขึ้น เขาเป็นคนพูดตรงๆ เรายอมรับฟังทุกเรื่องที่เขาตลอดจนคนอื่นๆพูดมา

นี่คือ ผลดีในการยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่คนอื่นๆมองและวิพากย์วิจารณ์เรา ตามความรู้สึกนึกคิดของเขา เพราะมันคือผลของเหตุที่เราทำเอาไว้ เมื่อเรายอมรับได้ สภาวะย่อมจบได้ไว ส่วนคนอื่น เรื่องของเขา ผลเขารับของตัวเขาเอง

ไม่มีเหตุ ย่อมไม่ผล หากเราไม่เคยว่าใครๆ แล้วใครที่ไหนเขาจะมาว่าเรา มองที่เหตุแล้วจบ หากมองเลยเหตุ เป็นเรื่องทันที จิตจะมีแต่การคาดเดา มีแต่ให้ค่า สภาวะย่อมไม่จบ เหตุของการก่อให้เกิดเหตุของการเกิดไม่จบเพราะเหตุนี้แหละ

ตัวหนังสือ

เหมือนเรื่องการเขียนตัวหนังสือ บางครั้งการเขียนตามสภาวะ ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ บางคนเขาไม่ได้มองในสิ่งที่เราเขียน แต่เขาอาจจะมองว่าเรากำลังว่าหรือเป็นการเพ่งโทษผู้อื่นทางอ้อม เขาใช้สิ่งที่เราเขียนไปนั้นมาว่าเรา

เราจะอ่านทุกสิ่งที่คนพูดเกี่ยวกับเรา ไม่มีความรู้สึกโกรธใดๆ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนมากๆ นี่แหละผลของการรู้ชัดในเรื่องเหตุ จะมุ่งแก้ที่ตัวเอง ไม่คิดไปแก้ไขนอกตัว เพียงชี้ให้เห็นในสิ่งที่ต้องการชี้ให้รู้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นเหตุของเขา

แต่เมื่อมีการที่เขาว่าเรามา ก็มีส่วนช่วยในการปรับปรุงเรื่องตัวหนังสือ ทั้งๆที่จริงแล้ว สภาวะตามความเป็นจริง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ในเมื่อเป็นเหตุให้คนอื่นนำมาสร้างเหตุใหม่ให้เกิดกับเรา เราจึงเปลี่ยนแปลงตัวหนังสือใหม่ซะ

แล้วไม่ไปตอบโต้อะไรใครทั้งสิ้น พูดแค่ควรพูด พูดเพื่อให้รู้ว่าทำเพราะอะไร บางทีสติยังไม่ทัน ลืมไปว่า เรื่องที่พูดอยู่ เป้นเรื่องเหตุของคนอื่น ที่เขามีเหตุร่วมกัน ผลคือ เราเป็นฝ่ายถูกว่าไปเต็มๆ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเราเลย แค่ชี้ให้ดู

ในดี มีเสีย ในเสียมีดี

ครั้งนี้ผิดเป็นครูอีกครั้งหนึ่ง ทำให้รู้ว่า ต้องตั้งสติให้ทัน เหตุของคนอื่นๆ อย่าไปแตะต้อง ไม่ว่าใครจะให้ร้ายใคร ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ผลเลยเป็นเช่นนั้น เราก็เลยโดนไปเต็มๆ แต่ไม่โกรธอะไรใครหรอก เพราะเราผิดจริงๆ ดูไม่ทันเอง

เวลาใครส่งข้อความอะไรมา ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเรา ลบมันทิ้งไปให้หมด เพราะมันคือเหตุของคนอื่นๆ ไม่ว่าจุดประสงค์ของคนส่งจะต้องการอะไรก็เหตุของเขา คนไหนทำ คนนั้นเป็นผู้รับผล กรรมยุติธรรมเสมอ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

ไม่ว่าใครจะทำอะไรอย่างไร การกระทำของคนๆนั้น ย่อมรับผลตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ ไม่ใช่ตามความคิด ที่คิดว่าทำถูกหรือทำผิด ถูกหรือผิด ล้วนเป็นการให้ค่าต่อความคิดที่เกิดขึ้น ตามอุปทาน ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อสิ่งๆนั้น

ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจ

ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจไปหมดเสียทุกอย่าง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากตัวเราเองนั้นเป็นคนกำหนดขึ้นมาเองเพราะความไม่รู้ที่ยังมีอยู่

หากแม้นยังยอมรับไม่ได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ทำใจยอมรับไปก่อน ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดจะเป็นอย่างไรก็ตาม รู้สึกอย่างไร ยอมรับไปตามนั้น แต่สภาวะที่กำลังเกิดขึ้น ต้องยอมรับไป ทั้งๆที่ใจไม่ยอมรับก็ตาม

เหตุเพราะ ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น จะจบลงด้วยเหตุของตัวสภาวะเอง เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือยอมรับ ไม่ว่าสิ่งที่กำลังลังเกิดขึ้นจะดีหรือไม่ดี ในความรู้สึกของเราก็ตาม

หากยังยอมรับไม่ได้ ยังมีการตอบโต้หรือคิดแก้ไข สภาวะย่อมเปลี่ยนไปทันที เมื่อเหตุยังไม่จบ ผลย่อมยังส่งผลต่อ สิ่งต่างๆจึงเกิดเดิมๆซ้ำๆตลอดเวลา เพียงแต่จะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ชีวิตปกติ

จิตเป็นปกติมากขึ้นเท่าไหร่ ชีวิตความเป็นอยู่ยิ่งปกติมากขึ้นเท่านั้น ความทะยานอยากทั้งหลายจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติ ไม่มีความอยากเหลืออยู่เลย มีแต่ทำเพราะต้องทำเท่านั้นเอง

ไม่ใช่ทำเพราะความทุกขื ทำเพราะความอยากมี อยากได้ อยากเป้นอะไรๆ แม้กระทั่งความอยากรู้ในสภาวะต่างๆก็ไม่มี มีแต่ความเป็นปกติในการปฏิบัติ เหมือนต้องกินข้าว ต้องอาบน้ำ ต้องหายใจ ต้องทำงานฯลฯ

คือ การปฏิบัติก็เหมือนกับเราต้องใช้ชีวิตน่ะแหละ หากไม่กินข้าวเราก็ตาย ไม่กินน้ำเราก็ตาย โดยเฉพาะไม่หายใจ ยิ่งตายไว การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องไปทำเพราะความอยากแต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้ปฏิบัติแบบสบายๆตามสภาวะเท่านั้นเอง

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2011
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: