การเจริญสติ ยิ่งทำ ยิ่งขยัน

จิตมักจะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ชอบ ( สมาธิ ) ความเพียรหรือวิริยะจึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ แล้วความศัรทธา ย่อมเกิดตาม เพราะยิ่งทำยิ่งเห็นผล เห็นตัวปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิ

สิ่งที่จิตชอบคือ

ความสุข เป็นสุขที่เกิดจากสมาธิ

ความสงบ เป็นความสงบที่เกิดจากสมาธิ

ความเบากายเบาใจ เป็นผลของจิตเป็นสมาธิ

ฯลฯ

เรียกว่าผลของสมาธิทั้งหมด เป็นสิ่งที่จิตชอบ จิตก็เหมือนเด็ก ต้องเอาของชอบมาหลอกล่อ เด็กเมื่อได้ของถูกใจเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการทำงาน จะใช้ให้ทำอะไรก็จะทำอย่างง่ายดาย จิตเองก็เช่นเดียวกัน

เพียงจับจุดของจิตให้ถูกว่าจิตชอบอะไร จับสภาวะให้ถูก ทำให้ถูกจุด ชีวิตจะพบแต่สิ่งที่ดีๆ แม้กระทั่งพบสิ่งที่คนอื่นมองว่าไม่ดี แต่เราจะมองเห็นความดีในความไม่ดี ที่คนอื่นๆไม่สามารถมองเห็นได้

ภพชาติจึงสั้นลงเรื่อยๆเพราะเหตุนี้ เมื่อมองเห็นในดีมีเสีย ในเสียมีดี จิตจึงยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยลงๆๆๆๆๆ เมื่อยึดติดน้อยลง การกระทำที่เป็นการสร้างเหตุของการเกิดย่อมน้อยลง

เมื่อไม่มีความชอบ,ชังต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น จิตย่อมเป็นกลาง เกิดการปล่อยวางโดยไม่ต้องพยายามคิดที่จะปล่อยวาง

จิตที่ยังไม่ถูกฝึกกับ จิตที่ถูกฝึกแล้ว

สมาธิที่จิตชอบ เป็นสมาธิที่มีมากกว่าสมาธิที่นำมาพูด คือ มีแค่ความสงบ

จิตเมื่อถูกฝึก ถูกอบรมแล้ว จะฉลาดในการเลือก สมาธิก็เช่นเดียวกัน

จิตที่ยังไม่ได้ถูกฝึก ย่อมมีความไม่รู้ จิตจะชอบแค่ความสงบ หรือเรียกว่า มิจฉาสมาธิ ได้แก่ ความสงบอย่างเดียว ไม่สามารถรู้กาย หรือนึกคิดพิจรณาอะไรได้

เมื่อจิตถูกอบรม ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง ให้รู้จักสภาวะของสัมมาสมาธิ ซึ่งมีครบถ้วนทุกอย่างของความเป็นสมาธิ แต่มีความพิเศษเพิ่ม ได้แก่ สามารถมีความรู้สึกนึกคิดต่างๆได้ สลับกับความสงบในยามที่ต้องการ

แม้กระทั่งสุขที่มักเกิดขึ้นเนืองๆ ในขณะที่เป็นสมาธิ เป็นเสมือนอาหารของจิตชั้นเลิศ เมื่อจิตอิ่ม สดชื่น เบิกบาน ปัญญาย่อมเกิด เหมือนคนที่กินอาหารเสร็จ อารมณ์จะสดชื่น สดใส ความคิดจะแล่นมีแต่การวางแผน

เพียงแต่ความคิดทั้งสองอย่างนี้แต่ต่างอย่างสิ้นเชิง

ความคิดที่เกิดในขณะจิตเสพสมาธิจนพอใจ จะสดชื่น แจ่มใสเบิกบาน จิตมีกำลังเนื่องจากกำลังของสมาธิหนุนอยู่ ความคิดที่เกิดขึ้นแจ่มชัด มีแต่การคิดพิจรณาถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ มีแต่การมุ่งสละออก

ผิดกับความคิดทางโลก มีแต่ความคิดที่มุ่งจะเอาฝ่ายเดียว มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีแต่ความคิดอยากจะมีแล้วก็มีไม่รู้จบ ได้อย่างหนึ่ง มุ่งหาอย่างอื่นต่อ ความต้องการถมเท่าไหร่ก็ถมไม่เต็ม

โฆษณา

การฟังธรรม

การฟังธรรม หากธรรมที่นำมาแสดงเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ ทำอย่างไรจึงจะถึงพระนิพพาน ธรรมนั้นประเสริฐยิ่งนัก

แต่หากธรรมที่นำมาแสดง มีการกล่าวเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนตัวเองบ้าง ล้วนมีแต่การสร้างเหตุด้วยความไม่รู้

เหตุมี ผลย่อมมี ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ขึ้นชื่อว่ากิเลส ถ้ารู้จักนำมาใช้ให้ถูกที่ ถูกทาง ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ถ้าไม่รู้วิธีนำมาใช้ให้ถูกทาง กิเลสนั้นย่อมมีโทษ

เบียดเบียน แต่ไม่รู้ว่าเบียดเบียน

เหตุของการเบียดเบียน เหตุเพราะไม่สามารถเข้าถึงต้นตอของเหตุได้ ว่าการทำเช่นไรจึงจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

ความไม่รู้

เพราะความไม่รู้นี่แหละคือต้นเหตุของการสร้างเหตุของการเกิดทั้งปวง สร้างเพราะความไม่รู้แต่คิดว่ารู้จึงหลงกระทำ ภพชาติจึงยืนยาวเพราะเหตุนี้ ขาดผู้ชี้ทางพระนิพพาน การปฏิบัติที่ชี้ชัดลงไปได้ นำไปปฏิบัติได้ ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล

๓๐ สค.๕๔

ทั้งๆที่รู้

ทุกๆสภาวะผ่านมาหมดแล้ว แม้กระทั่งสภาวะจิตเป็นสมาธิเวลานอนก็เคยผ่านมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคย แต่ยังอดที่จะคิดแก้ไขไม่ได้ เพราะครั้งนี้เป็นหลายชม. ยังมีความไม่ชอบใจในสภาวะนี้อยู่ พอๆกับสภาวะเบื่อ

แต่สภาวะนี้ยิ่งกว่าสภาวะเบื่อ เวลาเบื่อยังหากิเลสตัวนั้นตัวนี้มาขัดตาทัพสภาวะได้ ส่วนสภาวะจิตเป็นสมาธิเวลานอนมันคนละอย่างกัน จะหาอะไรมาขัดตาทัพไม่ได้ เพราะเป็นเวลานอน

เมื่อก่อน จิตเคยเป็นสมาธิทั้งคืน ไม่ยอมหลับยอมนอน มันตื่นทั้งคืนภายใน คือรู้สึกตัวทั้งคืนขณะที่นอนหลับ จิตเป็นสมาธิทั้งคืน แต่นานๆเกิดที บางครั้งเป็นเดือนถึงจะเกิด

เมื่อคืนคิดแก้ไข ไม่ยอมนอน เพราะรู้ดีว่า พอล้มตัวลงนอนจิตจะเป็นสมาธิทันที ก็นั่งดูหนังไปจนถึงตี ๒ กะว่าน่าจะหลับสนิทได้ ที่ไหนได้ พอล้มตัวลงนอน โอภาสสว่างแจ้งมาทันทีที่ปิดเปลือกตาลง

เลยเหมือนคนนอนหลับแต่ไม่หลับ แค่หลับตาเฉยๆ แต่จิตเป็นสมาธิรู้สึกตัวทั้งคืน จนกระทั่งตี ๔ เสียงยามเคาะระฆังเวลาตี ๔ ยังรู้สึกตัวอยู่ แล้วไม่รู้หลับไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีตี ๕ เสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้เวลาไว้ดังขึ้น

สติเป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นความรู้สึกตัว

เดี๋ยวนี้การเขียนบันทึก ถ้ามีการเอ่ยถึงบุคคลอื่นๆ จะเขียนค้างไว้แค่นั้น ยังไม่นำไปโพส บางครั้งสติยังไม่ทัน ยังมีการเพ่งโทษผู้อื่น การกลับมาอ่านทบทวนในสิ่งที่เขียนทิ้งไว้ ช่วยให้เห็นตัวเองชัดมากขึ้น

อย่างวันก่อน เขียนเรื่องการฟังธรรม มีความไม่ชอบใจอยู่ในเรื่องคำสอนเกี่ยวกับพระนิพพาน เพราะฟังแล้วไม่ถูกใจ ทำไมถึงไม่สอนให้ตรงจุดไปเลยว่าควรทำอย่างไร ไม่ใช่เอาตำรามาพูดแต่วิธีการทำยังไม่ใช่การดับที่ต้นเหตุ

บางสำนักยังมีการกล่าวเพ่งโทษการปฏิบัติแนวทางอื่นๆ แถมยังมีการแสดงท่าทางเดินจงกรมให้ดูทำนองว่าแนวพองหนอยุบหนอ เดินแล้วเหมือนคนป่วย ให้เดินเตะแข้งเตะท่า ทำท่าให้ดูตลกขบขัน

ก็มีเขียนลงไปครั้งแรกว่า ฟังธรรมประเภทนี้ไปนั่งดูหนัง ฟังเพลงจะดีกว่า จะได้ไม่มีเหตุร่วมกับสิ่งที่นำมาถ่ายทอดแบบนั้นกัน พอเขียนลงไปแล้ว เขียนจนจบ อ่านสิ่งที่เขียน เอาอีกแล้วสิเรา ไปเพ่งโทษเขาทำไม

ใครเขาทำอย่างไร เขาย่อมได้รับผลเช่นนั้น ที่มาเชื่อกันก็เพราะมันมีเหตุ ถ้าไม่มีเหตุคงไม่มาเชื่อกันหรอก อีกอย่าง ทั้งปัญญา ความศรัทธา ล้วนเกิดจากเหตุทั้งสิ้น แม้กระทั่งความเพียร ล้วนมีเหตุ ไม่ใช่จู่ๆจะรู้เห็นได้เหมือนกันหมด

รอบแรก เดินกับยืน ๒ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่พื้น ๔๕ นาที

รอบ ๓ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่พื้น ๑ ชม.

วิธีทำความสะอาดและตากชุดชั้นใน

การซักชุดชั้นใน ควรใช้น้ำยาซักผ้าชนิดเหลว จะถนอมสีของผ้าไม่ทำให้สีซีดก่อนเวลา

วิธีตากกางเกงใน

เวลาตาก ให้กลับด้านในออกตาก และให้ใช้ไม้แขวนสำหรับชุดชั้นใน

การใช้ไม้หนีบ หนีบกางเกงใน ทำให้เนื้อผ้าเป็นขุยและเนื้อผ้ารันได้ง่าย ให้ใช้ไม้แขวนอันเล็กแบบที่มีตะขอเกี่ยว

ในกรณีใช้เครื่องซักผ้าซัก

ให้นำกางเกงในใส่ในถุงสำหรับซัก เพื่อเวลาซัก เนื้อผ้าจะได้ไม่ยืด

เวลาตาก ให้เอาตรงตะขอเกี่ยว เกี่ยวเข้าที่ขอบเอวกางเกงใน จะช่วยยืดอายุการใช้งานและเนื้อผ้าไม่เสีย

๒๙ สค.๕๔

เมื่อคืน พอล้มตัวลงนอน จิตเป็นสมาธิทันที เริ่มเป็นสมาธินานมากขึ้น น่าจะประมาณ ๓ ชม.

การเดินทาง

ระหว่างนั่งอยู่ในรถ ด้วยความคุ้นเคยในสภาวะ จิตเป็นสมาธิได้ไวกว่าเมื่อก่อน ทั้งๆที่ไม่ได้ดูลมหายใจ หรือเจาะจงทำอะไร แค่นั่งดูข่าวทีวีที่มีในรถ จิตสงบเป็นสมาธิทันที

เวลาจิตเป็นสมาธิ ในระหว่างนั้นมีการขยับกายบ้าง หรือหยิบข้าวของ สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่องไม่ขาดตอน จนกว่าจิตจะเกิดความพอในสมาธิที่เกิดขึ้น จะคลายตัวลงไปเอง

รอบแรก เดินกับยืน ๑ ชม. ๔๐ นาที นั่งพื้น ๕๐ นาที

วันนี้จิตเป็นสมาธิแต่เช้า ขณะที่กำลังเขียนบันทึก สมาธิเกิดตลอด รู้สึกเย็นๆในโพรงจมูก รู้สึกถึงความสดชื่น ความโปร่ง โล่ง เบาที่ปรากฏชัด

ยังคงเดินกับยืน และมีกิจกรรมอื่นๆทำร่วมสลับไปมาในอิริยาบทเดินและยืน วันนี้รู้สึกอารมณ์สุนทรี เปิดเพลงฟังไปด้วย ขณะที่กำลังเดิน ขณะที่เดิน จิตยังคงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง

นั่ง สมาธิแนบแน่นดี รู้ชัดในกายและจิตได้ตลอด มีจิตสัปหงก ๒ ครั้ง

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งโซฟา ๕๐ นาที

รอบนี้มีสภาวะเบื่อเกิด ทุกๆสภาวะสอนมาตลอดว่า อย่ายึดติด มันไม่เที่ยง เราเลยไม่ไปเดือดร้อนกับความคิดหรือความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น

เดี๋ยวนี้จิตสามารถรู้ชัดอยู่ในความว่างมากขึ้น คือรู้ชัดในความว่างก่อนเป็นสมาธิ แล้วรู้ชัดในความเคลื่อนไหวต่างๆของกายที่ปรากฏในความว่าง กายสักแต่ว่ากาย เวทนาสักแต่ว่าเวทนามากขึ้น

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๒๐ นาที

อะไรที่ทำเดิมๆซ้ำๆ มันช่างน่าเบื่อ แต่ก็ต้องทำ เพราะรู้ดีว่า ถ้าไม่ทำ จะเป็นอย่างไร แล้วถ้าทำ จะเป็นอย่างไร เมื่อรู้ทั้งเหตุที่ทำและผลที่ได้รับ ตลอดจนเหตุที่ไม่ทำและผลที่ได้รับนั้นเป็นอย่างไร

ล้าหลัง และ ล้ำหน้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายถูกครอบงำด้วยทิฏฐิ ๒ ประการ พวกหนึ่งล้าหลังอยู่ พวกหนึ่งล้ำหน้าไป แต่พวกหนึ่งมีจักษุ ( คือ ปัญญา ) เห็นอยู่

ภิกษุทั้งหลาย อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทั้งพวกหนึ่งล้าหลังอยู่อย่างไร?

ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ ( พวกหนึ่ง ) ยินดีพอในภพ พอใจในภพ เพลิดเพลินอยู่ในภพ เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อดับภพ จิตของพวกเขาก็ไม่แล่นเข้าไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น ไม่น้อมใจเชื่อ

ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งล้าหลังอยู่ด้วยอาการอย่างนี้แล

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พวกหนึ่งล้ำหน้าไปอย่างไร?

อันเทวดาและมนุษย์พวกหนึ่ง เบื่อหน่ายระอา เกลียดชังอยู่ด้วยภพนั่นเอง ชื่นชมยินดีปราศจากภพอยู่ ด้วยปรารภว่า

ท่านผู้เจริญ เขาว่า ในกาลใด อัตตานี้ขาดสูญพินาศไป เพราะว่าร่างกายแตกดับ ภายหลังมรณะ ไม่มีอยู่ภายหลังตายแล้ว นั่นเป็นความสงบ นั่นเป็นสิ่งประณีต นั่นเป้นความจริงแท้

ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งล้ำหน้าไปด้วยอาการอย่างนี้แล

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ท่านผู้มีจักษุ ( ปัญญา ) ทั้งหลายเห็นอยู่อย่างไร?

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ เห็นภูต ( คือ เบญจขันธ์ ) ด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น โดยความเป็นภูต ( ตามความเป็นจริง )

ครั้นเห็นภูต ( เบญจขันธ์ ) โดยความเป็นจริงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับของภูต ( นั้น )

ภิกษุทั้งหลาย ท่านผู้มีจักษุ ( ปัญญา ) ทั้งหลายเห็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้แล”

๒๘ สค.๕๔

สภาวะหลับ

สภาวะก่อนที่จะหลับ เริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จากที่เคยนอนแล้วหลับ เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น ทั้งๆที่รู้สึกว่าง่วง หาวแล้วหาวอีกถึงจะนอน

พอล้มตัวลงนอน หลับตาลง โอภาสสว่างพรึ่บ จิตเป็นสมาธิ แทนที่จะหลับ กลับรู้สึกตัวขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่

ชีวิตระหว่างวัน

วันนี้ ตื่นมา ๖ โมงเช้าแล้วนอนต่อ ตื่นอีกทีตื่น ๙ โมงเช้า เริ่มทำงานบ้าน พร้อมๆกับซักผ้า ยังคงทำเหมือนเดิม คือ ดูเวลาในการทำงาน พอจิตเป็นสมาธิถึงจะไปนั่งสมาธิ

ยิ่งทำงานสมาธิยิ่งมาก สภาวะเปลี่ยนไปเห็นได้ชัด ยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ สมาธิยิ่งมาก เกิดขึ้นเรื่อยๆ วันนี้จิตเป็นสมาธิทั้งวัน แต่นั่งไม่กี่รอบ เพราะถ้านั่งมาก งานจะไม่เสร็จ มีกลางวันนั่งได้ ๕ ๐ นาที ที่เหลือนั่งได้เล็กๆน้อยๆ

สภาวะจิตเป็นสมาธิก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลานอน จะชอบรู้ที่ลมหายใจ หรือท้องพองยุบ จิตจะเป็นสมาธิบ้าง ไม่เป็นบ้าง เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ต้องไปดูอะไร คือ พอหลับตาลง จิตเป็นสมาธิทันที

แล้วเหมือนออโต้ พอสมาธิคลาย จิตไปรู้ชัดที่ความว่างปรากฏขึ้นมาแค่สั้นๆ จิตเป็นสมาธิต่อทันที เป็นสมาธิมากกว่าตอนกลางวัน

สภาวะการหายใจเปลี่ยนไป

จิตเมื่อคุ้นเคยกับสภาวะขณะที่เป็นสมาธิ รู้ว่าหายใจอย่างไรสมาธิจึงจะเกิด เป็นเหตุให้ จิตชอบไปจับที่ลมหายใจที่มีสภาวะแบบนั้น เป็นเหตุให้จิตเป็นสมาธิทันที

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไร จิตจะเป็นสมาธิบ่อยมากๆ แม้กระทั่งนั่งรถ จิตจะเป็นสมาธิทันทีด้วยความคุ้นเคย การเดินทางไกล เลยกลายเป็นใช้เวลาไม่เนิ่นนานแบบก่อนๆ เพราะเมื่อจิตอยู่ในสมาธิ เวลาจะดูเหมือนสั้นลง

๒๗ สค.๕๔

รอบแรก เดิน ๑/๒ ชม. นั่ง ๑/๒ ชม. ( โซฟา )

เจอสภาวะเบื่อแต่เช้า เหมือนคนง่วงนอน จิตไม่แจ่มใส ไม่อยากทำอะไร ยืนเล่นส์เกมส์สักพัก จิตเป็นสมาธิตอนยืน แต่ความเบื่อยังคงมีอยู่

นั่ง ตอนแรกคิดว่าง่วงนอน จิตถึงได้ดูไม่สดชื่น พอนั่งลง จิตเป็นสมาธิทันที โอภาสสว่าง ไม่มีอาการง่วงนอน รู้สึกตัวแค่ตอนแรก แล้วดิ่ง รู้ตัวอีกทีตอนมีคนเคาะประตู

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๕๐ นาที ( พื้น )

กิจกรรมที่ทำขณะที่เดินและยืน เขียนบันทึก ฟังเพลง เล่นเกมส์

อารมณ์ยังไม่ได้ที่ ยังนั่งไม่ได้ เดินไปจนกว่ารู้สึกว่านั่งได้แล้ว จึงจะนั่ง บางครั้งจึงยืนและเดินนาน บางครั้งแค่สั้นๆเพราะเหตุนี้ จิตเห็นจิต ย่อมรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรกับสภาวะภายในที่เกิดขึ้น

เห็นเหตุของความทุกข์ แม้กระทั่งสภาวะเบื่อที่เกิดขึ้นภายใน แรกๆคิดว่าไม่ทุกข์ เพราะรู้ดีว่าเดี๋ยวก็หายไปเอง

เมื่อสภาวะละเอียดมากขึ้น เข้าใจสภาวะมากขึ้น การที่จิตกระเพื่อม ไม่ว่าจะชอบหรือชังหรือแค่รู้ แต่จิตยังมีกระเพื่อม นั่นคือ การยึดติด

ทุกข์ เพราะไม่ได้ดั่งใจ

สุข เพราะได้ดั่งใจ

ถึงแม้จะเข้าใจสภาวะ แต่ถ้าจิตยังมีกระเพื่อม นั่นคือ ยังมีการยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น และถ้ามีการกระทำให้เกิดขึ้น นั่นคือ ยิ่งกว่าทุกข์ อภิมหาทุกข์ เพราะ เป็นเหตุของการสร้างเหตุของการเกิดในวัฏสงสาร

ยึดติดในรูปแบบการปฏิบัติ แล้วนำการยึดติดในรูปแบบนั้นๆ เป็นต้นเหตุของการสร้างเหตุให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในความคิดก็ตาม ล้วนเป็นทุกข์

ยึดติดในรู้ ที่คิดว่ารู้ แล้วนำการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้นั้นๆ เป็นต้นเหตุของการสร้างเหตุให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในความคิดก็ตาม ล้วนเป็นทุกข์

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดหรือเหตุใดก็ตาม เมื่อมีการยึดติด สิ่งเหล่านั้น ล้วนเป็นทุกข์ไปได้ทันที ถ้าก่อให้เกิดการกระทำ

การเดินมากๆ เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย แต่การเดินมากๆบางครั้งทำให้รู้สึกเบื่อ เพราะเป็นการกระทำเดิมๆซ้ำๆทุกๆวัน แต่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เพราะรู้ถึงผลที่จะได้รับดี ชีวิตได้ดีมาทุกวันนี้เพราะการปรับอินทรีย์นี่แหละ

สติมา ปัญญาเกิด เหตุเพราะ ไม่หลงสร้างเหตุแห่งการเกิด

สติเตลิด ชีวิตบรรลัย เหตุเพราะ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล เมื่อมีการกระทำออกไปตามความรู้สึกชอบหรือชังที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นต้นเหตุของการเกิด

สติกล้าแข็ง เหตุเกิดจากการปรับอินทรีย์

จิตมีพลัง มีกำลังเข้มแข็ง เหตุเกิดจากการปรับอินทรีย์ สมาธิที่เกิดขึ้นจึงมีความสมดุลย์ เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอด

จิตที่มีพลัง จะแจ่มใส เบิกบาน เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด ปัญญาที่พาตัวเองให้หลุดจากบ่วงในการสร้างเหตุของการเกิด

นั่ง จิตเป็นสมาธิตั้งแต่เดิน เมื่อนั่ง จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง โอภาสเป็นเรื่องปกติเพราะเดี๋ยวนี้สมาธิที่เกิด มีความแนบแน่นตลอด จึงมีโอภาสทุกครั้งที่จิตเป็นสมาธิ

รู้สึกตัวตลอดขณะที่นั่ง มีจิตสัปหงก ๒ ครั้ง มีความคิดเกี่ยวกับสภาวะและเรื่องต่างๆในชีวิตที่ผ่านมา เห็นแต่ความผิดพลาดที่เกิดจากเหตุของความไม่รู้

รอบ ๓ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม. (โซฟา)

เดินรู้เท้า นั่งรู้ชัดในกายและจิต มีดิ่ง สลับกลับมารู้ที่กายเป็นระยะๆ รู้ไปตามนั้น

ออกจากสมาธิ เจอความรู้สึกเบื่อเป็นอันดับแรก

ความมั่นคงของชีวิต

ชีวิตที่มั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินหรืองานที่ทำอยู่ แม้กระทั่งความมั่นคงในฐานะต่างๆทางโลก

ความมั่นคงของชีวิตที่แท้จริง คือการเห็นตามความเป็นจริง และรู้ชัดในรูป,นาม

เหตุของความมั่นคง

จะมั่นคงหรือไม่ให้ดูที่การกระทำ

๑. การสร้างเหตุของการไม่เกิด ได้แก่ พระนิพพาน

๒. การมุ่งดับเหตุทั้งปวง โดยการดับเหตุที่ตัวเอง ( การกระทำ )

การดูจิต

การที่จะดูจิตได้ ต้องฝึกจิตให้ตั้งมั่นให้ได้เสียก่อน ถ้าจิตยังไม่ตั้งมั่น จิตจะซัดส่ายอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตไม่มีกำลัง เมื่อไม่มีกำลัง แทนที่จะดูจิตได้ กลับกลายเป็นความฟุ้งซ่านไป

การฝึกจิต

การฝึกจิตที่ถูกต้อง ควรฝึกจิตให้ตั้งมั่นก่อน สัปปายะและอิริยาบทจึงสำคัญอย่างยิ่ง สัปปายะแต่ละที่จะให้ผลของการเกิดสมาธิหรือทำให้จิตตั้งมั่นไม่เหมือนกัน ต้องหมั่นสังเกตุตัวเองด้วย

การหมั่นสังเกตุ

การหมั่นสังเกตุกายและจิตของตัวเอง นั่นคือการเฝ้าดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกายและจิต ยังไม่ต้องไปเอ่ยถึงเวทนาและธรรม เอาแค่ ๒ สภาวะนี้ก่อน

สมาธิยังไม่ต้องไปแยกว่าจะเป็นสมาธิแบบไหน แค่ทำจิตใหตั้งมั่นให้ได้เสียก่อน จะมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ คำเรียกต่างๆเหล่านั้น วางบัญญัติเสียก่อน ตรงนี้เป็นฐานสำคัญของการฝึกจิตในขั้นแรก

ลักษณะจิตมีกำลัง

ลักษณะของจิตที่มีกำลัง จิตจะมีสภาวะสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน ลมหายใจโล่งโปร่ง รู้สึกเบาสบาย ถ้ามีสภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะทำอะไร จะสามารถรู้ชัดอยู่ที่กายได้ตลอด แม้กระทั่งความคิดจะมีระเบียบ ไม่ฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย

จิตเห็นจิต

เมื่อจิตมีกำลัง การรู้เห็นในกายและจิตจะชัดมากขึ้น เห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้น ส่วนจะรู้ชัดในกายได้นานเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ

สัปปายะในการสมาธิ

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป การทำให้จิตเกิดสมาธิก็เช่นเดียวกัน สัปปายะมีผลกับสภาวะนี้ด้วย ต้องทดสอบจิตหลายๆที่ ให้รู้ชัดว่า สถานที่แบบไหนที่ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายที่สุด

ต้องเข้าใจในเรื่องเหตุก่อน เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป ความชอบหรือจริตของแต่ละคนจึงแตกต่างกัน บางคนชอบอากาศเย็น บางคนชอบอากาศปกติ เรียกว่าสภาวะความชอบไม่เหมือนกัน

บางคนชอบนั่งในที่สบายๆอากาศถ่ายเทได้สะดวก บางคนชอบนั่งที่นุ่มๆปล่อยตัวตามสบาย บางคนชอบนั่งในท่าขัดสมาธิฯลฯ

ให้สังเกตุตัวเองดูว่า นั่งแบบไหนแล้วจิตเป็นสมาธิได้ง่ายที่สุด ให้ฝึกนั่งในอิริยาบทนั้นบ่อยๆ ให้จิตคุ้นเคยกับการเป็นสมาธิ จนจำสภาวะได้แม่นว่า เวลาที่จิตเป็นสมาธินั้นมีอาการอย่างไร

เหตุที่ให้ฝึกตรงนี้ก่อน เพราะสมาธิที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสมาธิที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือตามเหตุที่แต่ละคนเคยทำมา กำลังสมาธิของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

อิริยาบทนั่ง

เวลานั่ง ให้รู้ที่ลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ รู้แบบปกติที่หายใจในเวลาปกติ รู้ไปเรื่อยๆแบบนั้น ไม่ต้องไปคิดทำเพื่อให้เกิดสมาธิแต่อย่างใด ถ้าจะเกิด สมาธิจะเกิดเอง

ถ้าต้องการใช้คำบริกรรมหรือการกำนดต่างๆ ใช้ได้ตามปกติ เนื่องจากจิตที่เคยถูกฝึกมาบ้างแล้ว ย่อมคุ้นเคยในสิ่งที่เคยทำมาก่อน

ทำให้ชำนาญ

ฝึกเข้าออกสมาธิให้ชำนาญ ยังไม่ต้องไปสนใจในคำเรียกหรือบัญญัติต่างๆ ดูความรู้สึกแต่ละขณะที่จิตเป็นสมาธิ จะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวไม่เป็นไร แต่จงทำให้ชำนาญ เรียกว่า ถ้าสมาธิเกิดจะรู้ทันที

การฝึกขั้นแรก

ไม่ต้องเดินก่อนที่จะนั่ง ให้นั่งได้เลย นั่งตามสะดวก ตามความถนัด ตามความชอบ เพื่อจะได้ตรวจสอบสมาธิของตัวเองว่ามีมากน้อยแค่ไหน มีสภาวะอย่างไร จะได้นำสภาวะตรงที่ทำแล้วถนัดนี้ ไว้เป็นที่พักจิต

ปรับอินทรีย์

เมื่อฝึกให้จิตเป็นสมาธิ จนจำสภาวะเวลาที่จิตเป็นสมาธิได้ รู้ได้ว่าต้องอยู่ในสัปปายะหรือที่นั่ง หรือในสถานที่แบบไหน บรรยากาศแบบไหน นั่งแบบไหนที่จิตเป็นสมาธิได้ง่ายที่สุด เมื่อจำได้แล้ว ให้ดูเรื่องสมาธิที่เกิดขึ้น

เวลาที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ที่กายได้ตลอดหรือไม่ มีความรู้สึกตัวหรือไม่ รู้สึกตัวได้ตลอดไหม หรือมีแต่ความสงบ เบากาย เบาใจเกิดขึ้น

หากมีอาการไม่สามารถรู้กายได้ ให้ทำการปรับอินทรีย์ คือ เดินก่อนที่จะนั่งทุกครั้ง เดินมากกว่านั่ง แล้วเฝ้าสังเกตุสมาธิที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ดูว่าเวลาที่เป็นสมาธิสามรถรู้ชัดในกายและจิตได้ไหม เช่น

รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก รู้กายที่นั่งอยู่ รู้ท้องพองยุบ รู้ชัดในความคิดฯลฯ

คือ สามารถรู้ชัดในทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในกายและจิต แม้กระทั่งความรู้สึก นึกคิดที่เกิดขึ้น นี่คือ สภาวะที่ต้องการ

เหตุของการปรับอินทรีย์

การปรับอินทรีย์ เป็นวิธีการที่จะนำสมาธิที่มีอยู่ในตัวเอง เพื่อนำสมาธิที่มีอยู่ นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด ทุกๆคนมีสมาธิติดตัวทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่บางคนอาจจะไม่รู้ว่ามี

เหมือนการปฏิบัติ บางคนทำแทบตาย นั่งภาวนาแทบตาย สมาธิไม่เกิดเลย แล้วไปคิดกันเองว่า สงสัยจะไม่มีบุญวาสนาในการปฏิบัติภาวนา จึงทำไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ

เรื่องสัปปายะต่างๆ เช่น สถานที่ อากาศ อิริยาบทขณะที่นั่งจึงสำคัญมากๆเพราะเหตุนี้ นั่งไม่ถูกที่ อิริยาบทไม่เป็นไปแบบผ่อนคลาย สบายๆ ไปบีบบังคับจิตเพื่อให้สมาธิเกิด มีหลายสาเหตุที่ไม่สามารถทำให้จิตไม่สามารถเป็นสมาธิได้

เส้นทางความเห็นแจ้ง

วิธีปฏิบัติแนวเจริญสติ สามารถใช้ร่วมกับทุกๆแนวทางการปฏิบัติ ไม่ว่าใครจะปฏิบัติอยู่แบบไหน ไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบที่ทำอยู่

แนวทางการเจริญสติ เน้นเรื่องการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ ระหว่างสติกับสมาธิ

เมื่อสติกับสมาธิสมดุลย์ วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนะต่างๆ ( ญาณ ๑๖ ) ย่อมบังเกิดขึ้นเอง เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง

ส่วนจะรู้หรือไม่รู้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่การทำอย่างต่อเนื่อง ต้องทำทุกวัน เวลาของการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทำตามสะดวก เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ส่วนเรื่องความศรัทธา วิริยะและปัญญา ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน

วิธีการปฏิบัติไม่ยุ่งยาก ที่ยุ่งยากเหตุเพราะความไม่รู้ เมื่อรู้แล้วจะไม่ยุ่งยาก ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบฆราวาสหรือนักบวช ล้วนปฏิบัติได้สะดวกสบาย

สภาวะหลักที่สำคัญที่สุด คือ เน้นให้เดินก่อนที่จะนั่ง เพื่อใช้ในการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ ( สติกับสมาธิ ) ส่วนอิริยาบทย่อยอื่นๆ สามารถนำมาพลิกแพลงผสมผสานระหว่างอยู่ในอิริยาบทเดิน เพื่อให้เกิดสภาวะอินทรีย์สมดุย์ได้

ในอิริยาบทเดินกับยืน สามารถทำงานบ้าน,office ,ทำความสะอาดต่างๆ,เย็บผ้า,ดูหนัง,ฟังเพลง,เล่นเกมส์ฯลฯ เรียกว่าไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนๆ อิริยาบทไหนๆ สามารถนำมาผสมผสานในอิริยาบทเดินกับยืน ทำให้เกิดอินทรีย์สมดุลย์ได้

และที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะนั่ง ให้เดินก่อน แล้วยืนสำรวมจิตทุกครั้ง ก่อนที่จะนั่ง

การยืนสำรวมจิต คือ ยืนให้รู้ว่ายืน รู้ว่าหายใจเข้า รู้ว่าหายใจออก รู้ไปตามนั้น ส่วนจะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือไม่ แล้วแต่จะถนัด คือ ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้

ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยที่ทำของแต่ละคนมาเป็นองค์ประกอบ บางคนต้องใช้การกำหนดเข้าช่วย บางคนแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวะ

การสร้างมรรค ๘ ให้เกิดขึ้น

การเกิดมรรค ๘ ที่ยังไม่ใช่อริยมรรค มีองค์ ๘ ก่อนที่สภาวะสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การเห็นตามความเป็นจริง จะต้องมีสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิเกิดขึ้นก่อน

เพราะจิตที่อบรมดีแล้ว ย่อมมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อมีจิตที่ตั้งมั่น จึงจะเห็นตามความเป็นจริงในกาย,เวทนา,จิต,ธรรมได้

ผลของการเจริญสติหรือปรับอินทรีย์นี้ จะมีตัวรู้ ๔ รู้ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ( การเห็นตามความเป็นจริง )

๔ รู้ที่ควรจำ

๑. รู้ตัว

๒. รู้สึกตัว

๓. รู้ชัด

๔. รู้สึกตัวทั่วพร้อม

รู้ตัว

รู้ตัว ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำกิจใดๆก็ตาม

เปรียบเทียบกับปริยัติ

สติ ได้แก่ ความระลึกรู้

ระลึก ได้แก่ การหวนคิด

เช่น ก่อนจะลงมือกระทำสิ่งใดๆก็ตาม การมีสติ คือ การหวนคิด ได้แก่ คิดพิจรณาก่อนที่จะลงมือกระทำในสิ่งนั้นๆ

ระลึก ( หวนคิด ) +รู้ = ระลึกรู้ ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำ

รู้สึกตัว

รู้สึกตัว ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

เปรียบเทียบทางปริยัติ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว ไม่หลงลืม รู้สึกตัวอยู่เสมอทุกขณะจิตว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คือ กิจที่กำลังทำอยู่ รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำ ไม่ส่งใจไปในอดีตหรืออนาคต

รู้ชัด

รู้ชัด ได้แก่ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

การรู้ชัด เป็นการทำงานของสติกับสัมปชัญญะ เป็นเหตุให้มีสมาธิเกิดร่วม

การทำงานร่วมกันของสติกับสัมปชัญญะ สภาวะคือ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ การกระทำเช่นนี้เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เมื่อมีสมาธิเกิด จึงเป็นเหตุให้เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

ทั้งหมดนี้เป็นผลของการเกิดสภาวะสัมมาสติ คือ มีความรู้ตัว,รู้สึกตัว,รู้ชัดในกิจที่กำลังทำอยู่

รู้สึกตัวทั่วพร้อม

เปรียบเทียบทางปริยัติ ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ขณะที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย,เวทนา,จิต,ธรรม เรียกสั้นๆว่า รูปกับนาม เช่น รู้ลมหายใจเข้า-ออก ,ท้องพองยุบ,เสียงชีพจรเต้น,อาการสั่นหรือการเต้นของหัวใจ

เสียงการทำงานการสูบฉีดของโลหิต,ความรู้สึก,นึกคิดต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะรู้ได้หมดในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ เกิดพร้อมกันแต่รู้คนละขณะ เพียงแต่จะมีสติรู้ทันในสภาวะต่างๆขณะที่กำลังเกิดขึ้นหรือเปล่า

สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความรู้สึกตัวในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ

มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิขาดความรู้สึกตัวในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ

หลักของการปฏิบัติ

๑. ตรวจสอบสภาวะของสมาธิที่มีอยู่ก่อนว่า มีมากน้อยแค่ไหน

๑.๑ สัปปายะสัมปชัญญะ ได้แก่ การกำหนดรู้สิ่งที่เป็นสัปปายะ คือ สิ่งที่ทำให้กรรมฐานดำเนินไปโดยสะดวก

๑.๒ โคจรสัมปชัญญะ ได้แก่ กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานและสถานที่จะทำกรรมฐาน

๒. การปรับอินทรีย์ เพื่อทำให้สติกับสมาธิเกิดความสมดุลย์

วิธีการปรับอินรีย์

เดินก่อนที่จะนั่ง โดยดูจากการนั่งสมาธิ ว่า ขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิสามารถรู้ชัดที่กาย ตลอดจนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย แม้กระทั่งความรู้สึก ความคิด สามารถรู้ชัดได้หรือไม่

หากไม่สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ให้เดินก่อนนั่ง เริ่มจากใช้เวลาเดินกับนั่งเท่ากันก่อน แล้วสังเกตุดูเวลาที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้หรือยัง

หากยัง ให้เพิ่มเวลาเดินมากกว่านั่ง หรือไม่ก็ลดเวลานั่งให้น้อยลงกว่าเดิน จนกว่าจะสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ขณะที่จิตเป็นสมาธิ

Previous Older Entries

สิงหาคม 2011
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: