จะอั้นจะอี้ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ตำราต่างๆที่เขียนไว้ เป็นเพียงอุบายให้รู้จักคิดพิจรณา ซึ่งเหมือนๆในพระไตรปิฎก สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ ทุกสิ่งล้วนเป็นอุบายในคำสอน

เพียงแต่ว่า อยู่ที่เหตุของแต่ละคนทำมา ใครจะรู้เห็นได้เช่นใด ตำราทั้งหลาย ล้วนเป็นเพียงแผนที่ ที่มีหลากหลาย ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยของผู้ที่ได้บันทึกเอาไว้เท่านั้นเอง แต่เพราะความไม่รู้ชัดในสภาวะเรื่องของเหตุ

จึงหลงยึดติดบัญญัติที่เขียนไว้ ว่าแบบนี้ถูก แบบนี้ผิด แบบนี้ใช่ แบบนี้ไม่ใช่ นี่แหละพิษของเหตุ พิษของความไม่รู้ เส้นทางจึงเหมือนวนเวียนอยู่ในเขาวงกต ภพชาติจึงเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้

ได้แค่อาศัยเปลือกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ แล้ววนกลับมาเริ่มต้นใหม่ เพียงมีสัญญาเพิ่มมากขึ้นในการรู้ สะสมสัญญาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอด บางคนเมื่อเกิดมาจึงมีปัญญามากน้อยไม่เท่ากันเพราะเหตุนี้

นี่แหละเหตุ หากเคยสร้างเหตุร่วมกันมา ย่อมเชื่อกัน ส่วนจะเชื่อมากหรือน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่เหตุเหมือนกัน ส่วนที่ไม่เชื่อกัน เพราะไม่ได้สร้างเหตุร่วมกันมานั่นเอง ดูสมัยพุทธกาลเป็นตัวอย่าง ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง

อะสัมโมหสัมปชัญญะ หมายความว่า มีความรู้อยู่ทุกขณะ ไม่หลงลืม

เมื่อจะกล่าวโดยละเอียดตามหลักฐานในพระไตรปิฎกแล้ว มีอยู่ ๒๒ อย่าง จะได้อธิบายข้อที่ ๑ กับ ข้อที่ ๒ ก่อน ดังนี้คือ

๑. อภิกฺกนฺเต เวลาจะก้าวไป ก็มีสติกำหนดรู้

๒. ปฏิกฺกนฺเต เวลาจะถอยกลับ ก็มีสติกำหนดรู้

ทั้ง ๒ ข้อนี้ มีอธิบายว่า ธรรมดาอันธพาลปุถุชน คือ บุคคลที่ยังบอด ยังโง่ ยังเขลาอยู่ เวลาก้าวไปหรือถอยกลับ ย่อมมีความลุ่มหลงสำคัญผิดคิดไปว่า “ตนก้าวไป” การก้าวไปตนให้เกิดบ้างดังนี้บ้าง

ย่อมมีความสำคัญผิดคิดไปว่า “เรากำลังก้าวไป” การก้าวไปเราให้เกิดขึ้นเองบ้างดังนี้บ้าง

ส่วนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ไม่มีความลุ่มหลงและไม่มีความสำคัญผิดคิดไปเช่นนั้น ย่อมมีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ว่า เมื่อจิตคิดจะไปเกิดขึ้น วาโยธาตุ มีจิตเป็นสมุฏฐาน พร้อมกับจิตนั่นเอง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

อันที่ก้าวไปนั้น ก้าวไปเพราะอำนาจแห่งการกระทำของจิตกับความแผ่กระพือไปของวาโยธาตุ เมื่อร่างกระดูกนั้นกำลังก้าวไปอยู่อย่างนี้ ในขณะที่ยกส้นเท้าขึ้นครั้งหนึ่งๆ ธาตุดินกับธาตุน้ำมีประมาณน้อย มีกำลังอ่อน

ส่วนธาตุไฟกับธาตุลมที่กำลังมาก มีกำลังกล้า จึงทำให้คล่องแคล่วเบาในการยกปลายเท้าขึ้น เสือกเท้าไป วางเท้าลงถูกพื้น กดส้นเท้า ธาตุไฟกับธาตุลม มีประมาณน้อย มีกำลังอ่อน ธาตุดินกับธาตุน้ำมีกำลังมาก

มีกำลังกล้า สภาวะคือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีกำลังอยู่ทุกขณะดังนี้คือ

๑. อุทฺธรเณ ปวตฺตา รูปารูปธมฺมา ในขณะที่ยกส้นเท้าขึ้นนั้น รูปนามที่เกิดขึ้นขณะนั้นดับลงไปแล้ว ยังไม่ทันถึงตอนยกปลายเท้าขึ้นเลย

๒. อติหรเณ ปวตฺตา รูปนามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่ยกปลายเท้าก็ดับลงไปนั่นเอง ยังไม่ทันเสือกเท้าไปเลย

๓. วีรติหรเณ ปวตฺตา รูปนามที่กำลังเสือกเท้าไปก็ดับลงในขณะนั้น ยังไม่ทันถึงตอนเอาเท้าลงเลย

๔. โวสฺสชฺชเน ปวตฺตา รูปนามที่กำลังเกิดในขณะที่เอาเท้าลงก็ดับไปที่ตรงนั้น ในขณะนั้น ยังไม่ทันถึงตอนส้นเท้ากระทบพื้นเลย

๕. สนฺนิกฺเขปเน ปวตฺตา รูปนามที่กำลังกระทบกับพื้นก็ดับลงไปที่นั่นเอง ยังไม่ทันถึงตอนส้นเท้ากดกับพื้นเลย

๖. สนฺนิรุมฺภเน ปวตฺตา รูปนามที่กำลังกดกับพื้นก็ดับลงไปที่ตรงนั้น ยังไม่ทันถึงตอนยกส้นเท้าขึ้นเลย

เป็นอันว่า ในขณะที่ก้าวเท้าไปครั้งหนึ่งๆนั้น แบ่งเป็น ๖ ระยะ มีรูปนามเกิดดับติดต่อกันไปทุกขณะ ดุจงาที่ใส่ลงไปในกะทะร้อนๆ หรือ ดุจเกลือที่ใส่ลงไปในกะทะร้อนๆ แล้วแตกไปๆ หรือดุจฟองน้ำพยับแดด ฉะนั้น

ในการไปเป็นต้นนั้น ว่าโดยปรมัตถ์แล้วไม่มีใครไป เป็นการไปของธาตุทั้งหลาย เป็นการยืนของธาตุทั้งหลาย เป็นการนั่งของธาตุทั้งหลาย เป็นการนอนของธาตุทั้งหลาย เท่านั้น

ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อะไรๆ เลยในการไปเป็นต้น ท่านเปรียบไว้ว่า มีการเกิดดับดุจความสัมพันธ์กันของคลื่นทะเล และดุจกระแสน้ำ ฉะนั้น ดังหลักฐานว่า

อญฺญํ อปฺปชฺชติ จิตฺตํ อญฺญํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ

อวีจิมนุสมฺพนฺโธ นทีโสโตว ปวตฺตติ.

จิตอื่นเกิดขึ้น จิตอื่นดับไปพร้อมกับรูปทั้งหลาย ในส่วนนั้นๆ มีความสัมพันธ์กันดุจคลื่นทะเล เป็นไปติดต่อกันดุจกระแสน้ำ ดังนี้

สภาวะเดินจงกรมที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ จริงๆแล้วเป็นสภาวะของการกำหนดต้นจิต กิจใดๆก็ตาม เมื่อมีสติรู้ตัวก่อนที่จะทำ มีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่ สภาวะคือ มีจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่

สมาธิย่อมมีการเกิดขึ้นร่วมด้วยเป็นเรื่องธรรมดา แม้ไม่ได้คิดพิจรณาอะไร ย่อมเห็นสภาวะตามความเป็นจริง ทุกๆการเคลื่อนเท้า จะมีสภาวะรู้เกิดขึ้นที่จิต การขาดออกจากกันของการเคลื่อนเท้า ขาดออกเป็นท่อนๆ

ซึ่งภาษาปริยัตินิยมเรียกว่า สันตติขาด ฆนบัญญัติแตก ซึ่งเป็นสภาวะของสติกับ สัมปชัญญทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้สมาธิ จึงเห็นได้เช่นนั้น สิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่การเห็นตรงนี้ แต่การทำต่อเนื่องต่างหาก

และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ การสร้างเหตุภายนอก ตัวผัสสะที่มากระทบ ตรงนี้แหละตัวสร้างภพสร้างชาติ วัฏฏสงสารยาวนานเพราะความไม่รู้ตรงนี้

ขณะที่ผัสสะที่เกิดขึ้น มีความความไม่ชอบใจ เพราะความหลง หรือความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงตอบโต้ด้วยความไม่ชอบใจกับผัสสะนั้น

ขณะที่ผัสสะที่เกิดขึ้น มีความ ชอบใจ เพราะความหลงหรือความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงตอบสนองด้วยความยินดีกับผัสสะนั้น

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กันยายน 2011
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: