๒๒- ๒๔ กย.๕๔

๒๒ กย.๕๔

เมื่อคืน ก่อนจะหลับ จิตเป็นสมาธิขึ้นมาเอง สภาวะหลังๆ จิตจะเป็นสมาธิบ่อยมากกว่าเมื่อก่อน แม้กระทั่งเวลานอน จิตจะเป็นสมาธิก่อนนอน จนกระทั่งหลับไปเอง

เช้า ระหว่างเดินทาง ขณะที่นั่งอยู่ในรถ จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง รู้สึกตัวเป็นระยะๆ

เมื่อคืนได้ดูคลิปของพระภิกษุรูปหนึ่งแสดงอากัปกิริยา ถ้าเป็นเราในสมัยก่อนคงจะรู้สึกปริ๊ดว่าเป็นพระ ทำแบบนี้ได้ยังไง แต่เมื่อคืนนี้ดูจิตตัวเองไปด้วย ดูการกระทำของพระไปด้วย มองเห็นความขบขันในจิต ต่อสิ่งที่ท่านแสดงออกทั้งหมด

ดูไปสักพัก เห็นข้อความ “สมีเอก” เราก็ว่าเป็นพระท่านนี้เองรึ คือ ด้วยความบังเอิญ เคยดูคลิปที่ท่านสอนเรื่องเดินจงกรม แล้วท่านทำท่าทางประกอบและวิจารณ์ของสายพองหนอ ยุบหนอ ซึ่งก็เหมือนๆที่เคยอ่านๆเจอในที่อื่นๆ เป็นคนอื่นวิจารณ์

พอระลึกขึ้นมาได้ ถึงบางอ้อเลย อ๋อ!!!! เพราะเหตุมี ผลย่อมมี เป็นแบบนี้นี่เอง ซึ่งไม่แตกต่างกับท่านอื่นๆที่ชอบวิจารณ์แนวทางปฏิบัติอื่นๆว่าผิด แล้วบอกว่า ของตัวเองนั้นถูก เรื่องกรรมหรือการกระทำนี่ ไม่มีข้อยกเว้น ใครทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

แต่เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องจากเหตุที่ไปว่ากล่าวติติงแนวทางการปฏิบัติแบบอื่นๆโดยตรง แต่เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาในอดีต และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันอีก แม้กระทั่งคนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน

ยังมีนะมองนอกตัว แต่มองด้วยความเข้าใจ ไม่ได้เพ่งโทษ เพราะยังมีเหตุ จิตจึงมีกระเพื่อม ถึงแม้จะมองแบบขำๆก็ตาม หากไม่มีเหตุ ย่อมไม่รู้สึกอะไร

รอบแรก เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่พื้นและที่โซฟา ๑ ชม. ๔๐ นาที

รอบ ๒ เดินกับยืน ๓ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

๒๓ กย.

เช้า ระหว่างเดินทาง จิตยังคงเป็นสมาธิ จนถึงที่ทำงาน

ยังคงเจอสภาวะเบื่อ พักนี้เจอสภาวะนี้บ่อยมากกว่าสภาวะอื่นๆ ได้แต่ดู ไม่รู้สึกชอบหรือชังหรือมีความรู้สึกใดๆกับสภาวะที่เกิดขึ้น

ไม่ปรารถนาการเกิดในชาติต่อๆไปอีก เพราะแท้จริงแล้ว ชีวิตไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่การกระทำเดิมๆซ้ำๆ แตกต่างแค่เหตุการณ์ แค่บุคคลที่มีวิบากร่วมกับเราเท่านั้นเอง ที่เหลือ ไม่มีความแตกต่างเลย หลงใช้ชีวิตเวียนวนโดยไม่รู้ว่าหลง

นี่แหละเหตุของการเกิด การก่อให้เกิดภพชาติไปด้วยความหลง พอมารู้เห็นความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่จริง ตามสภาวะของชีวิต จิตจึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพราะเหตุนี้

ต่อให้มีครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่ดีแบบสุดๆ รวยแสนรวยแค่ไหน ให้รวยล้นฟ้าจนไม่มีที่จะเก็บเงิน ทำทานมากเท่าไหร่ เงินไม่ยอมหมด แล้วเป็นยังไง ชีวิตยังคงเวียนวนเหมือนเดิม นี่แหละความหลง ความไม่รู้ กิเลสบดบังจิต

จิตที่มืดบอด ปัญญาไม่เกิด จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว เห็นแล้วว่า ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าสิ่งใด ความเพียรจึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีความอยากที่จะทำ

ความอยากมี อยากได้เป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกันนั้นไม่มีในจิต ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตราบนั้นยังต้องมีการเกิด ตราบใดที่ยังต้องมีการระวัง นั่นหมายถึงยังมีเหตุ เพราะผลยังคงให้ได้รับอยู่ หากหมดเหตุแล้วจริงๆ ไม่ต้องคอยระวัง

รอบแรก เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๔๐ นาที

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่พื้น ๑ ชม.

รอบ ๓ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๔๕ นาที

ทุกข์ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ จะรู้ชัดในสภาวะทุกข์จนถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกข์ก็ไม่เที่ยง

สุข เมื่อกำหนดรู้สุข จะรู้ชัดในสภาวะสุขถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า สุขก็ไม่เที่ยง

เบื่อ เมื่อกำหนดรู้เบื่อ จะรู้ชัดในสภาวะเบื่อจนถึงที่สุด แม้ไม่มีเหตุอันใดก็เกิดเองเป็นเอง เบื่อสุดจะเบื่ออยู่ภายใน สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า เบื่อก็ไม่เที่ยง

ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง เบื่อก็ไม่เที่ยง เห็นตามความจริงๆได้เนืองๆเช่นนี้ จิตจึงเกิดความเบื่อหน่ายคลายหนัด เพราะเห็นโทษของการเกิด จิตมุ่งพระนิพพานคือการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

การปฏิบัติหรือทำทุกวันนี้ จึงไม่ได้ทำเพราะความอยากอีกต่อไป แม้กระทั่งคำบัญญัติต่างๆที่เรียกว่าอะไรๆ ไม่สามารถทำให้จิตเกิดการกระเพื่อมอีกต่อไป ที่ทำเพราะรู้ รู้แล้วจึงทำ ทำเหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆวัน ทำเป็นเรื่องปกติ

เหมือนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่การทำเพื่อหาเลี้ยงชีพทางโลก ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ เพราะฝั่งอยู่ตรงไหนก็มองไม่เห็น

การปฏิบัติหรือการทำเช่นนี้ เพียงรู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนามเนืองๆ ก็หาเลี้ยงชีพเหมือนกัน เลี้ยงชีพที่ทำแล้วจบ เพราะเห็นฝั่งแล้ว จึงไม่ต้องหาอะไรอีกต่อไป

รอบ ๔ เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑/๒ ชม.

๒๔ กย.

รู้ชัดในจิตที่ขณะที่เริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น

ทุกวันนี้เวลานอน จิตจะเป็นสมาธิก่อนนอนทุกขึ้น เพียงหลับตาลงจิตจะเป็นสมาธิทันที บางครั้งมีโอภภาสเกิดร่วม สว่างมากน้อยแต่ละครั้งไม่เท่ากัน

ที่สังเกตุเห็นได้ชัดคืออาการของจิตเวลาเป็นสมาธิ มีอาการรู้ชัดลงไปในเวลาเกิดชัดมากขึ้น เหมือนอาการรู้ชัดในฝ่าเท้า ที่มีอาการเสียวาบๆในฝ่าเท้าทุกๆครั้งที่เดิน ในจิตก็รู้ชัดแบบนั้นเช่นกัน

รอบแรก เดินกับยืน ๒๐ นาที นั่งที่โซฟา ๓ ชม.
ทุกๆครั้งที่จิตได้พักในสมาธิแบบเต็มอิ่ม จิตสดชื่น เบิกบาน สภาวะเช่นนี้จะมีตัวปัญญาเกิด ครั้งนี้ก็เช่นกัน จิตแจ่มใสมากๆ จิตไม่ไปครุ่นคิดทางโลกแบบก่อนๆ มีแต่คิดพิจรณาเรื่องธรรมะ

รอบที่ ๒ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

มีโอภาสเกิดตลอด สว่างมากๆ แต่ยังรู้ชัดในกายและจิตได้ต่อเนื่องพร้อมๆกับโอภาสที่เกิดร่วมด้วย จิตอิ่มในธรรมะมากๆ รอบนี้จิตทบทวนสภาวะธรรม ระลึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้บอกกล่าวมาตลอด “การปล่อยวาง”

การปล่อยวางมีทั้งภายนอกและภายใน

ปล่อยวางภายนอก

ได้แก่ ปล่อยวางในสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผัสสะต่างๆที่มากระทบ

ผัสสะ

ผัสสะที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัย เมื่อยังมีเหตุอยู่ ย่อมมีผลมาแสดงให้เกิดขึ้นในรูปของผัสสะ เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดความรู้สึกชอบ,ชังในสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุร่วมกันจะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีความชอบ, ชัง การปล่อยวาง คือ ทำใจให้แยบคาย ได้แก่ มนสิการไว้ในใจพอประมาณ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น อย่าก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา

เหตุมี ผลย่อมมี

หากก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ไม่ว่าจะทางชอบ, ชัง ตามความรู้สึกขณะนั้นๆ ล้วนมีผลให้ได้รับทั้งสิ้น ทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เหตุตรงนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดในครั้งต่อๆไป

หากไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำออกมา แต่มีความรู้สึกนึกคิดอยู่ในใจ เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลอย่างแน่นอน มากน้อยอยู่ที่การยึดติดในความคิด เพียงแต่ผลที่ได้รับตรงนี้ไม่มากเท่ากับการได้สร้างเหตุออกไป

ปล่อยวางภายใน

ได้แก่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เพียงหมั่นรู้ลงไปในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ยอมรับไปตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ถ้ามีให้ค่า จงยอมรับว่าให้ค่า

ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ให้ค่าแล้วยึดติดก็เกิดจากเหตุ ให้ค่าแล้วไม่ยึดติดก็เกิดจากเหตุ เพียงหมั่นรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมบ่อยๆ การให้ค่าจะลดน้อยลงไปเอง จนกระทั่งเห็นตามความเป็นจริงในที่สุด

มีเหตุ ย่อมมีผล

เมื่อปล่อยวางลงไปบ่อยๆได้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้การคาดเดาที่มีอยู่ลดน้อยลงไป ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ย่อมลดน้อยลงไป

เป็นเหตุให้นับวันรู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น ปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ เป้นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดตามสภาวะ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอาเพื่อให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง

สภาวะ

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในมีไว้ให้กำหนดรู้ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร กำหนดรู้ไปตามนั้น มนสิการไว้ในใจ เพียงทำต่อเนื่อง หมั่นรู้ชัดในกายและจิต สภาวะจะดำเนินไปตามสภาวะเอง การปฏิบัติจึงสะดวกสบายเป็นไปตามเหตุ

ปฏิบัติแล้วทุกข์, สุข

ทุกข์, สุข เพราะความไม่รู้ ถึงแม้รู้แล้วก็ยังทุกข์, สุข เพราะยังยึดติดในสภาวะ ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะว่าดี,ไม่ดี บางครั้งยึดติดในบัญญัติเรียกนั่นเรียกนี่ ย่อมมีทุกข์บ้าง สุขบ้าง ตามการให้ค่า

บางวันดีระเบิดระเบ้อ บางวันห่วยแบบสุดๆ เหตุเกิดจากไปจดจ้องสภาวะ ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ พอไม่ได้ดั่งใจบ้าง ได้ดั่งใจบ้าง ตามแต่จะให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น จึงประสพกับทุกข์, สุขเนืองๆ

เพียงกำหนดรู้

ทุกข์ก็ให้รู้ สุขก็ให้รู้ รู้สึกอย่างไรก็ให้รู้ ยอมรับไปตามความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต รู้ไปตามนั้น รู้ได้บ่อยๆจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง จิตจะปล่อยวางลงไปเอง โดยไม่ต้องไปคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

เหตุมี ผลย่อมมี บางคนชอบคิด อยากจะคิดก็คิดไป อุบายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รู้แค่ว่า สภาวะทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา รู้เพียงแค่นี้ แล้วหมั่นรู้ในกายและจิต รู้เท่านี้มันก็จบ หากยังไม่รู้ย่อมแสวงหาต่อไป

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กันยายน 2011
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: