๗-๙ ตค. ๕๔

๗ ตค.

ระหว่างเดินทาง จิตเป็นสมาธิรู้สึกตัวตลอด เวลาดิ่งก็รู้ตัว สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เวลาเป็นสมาธิรู้ชัดมากขึ้น จะรู้ว่าอารมณ์ ความรู้สึกประมาณนี้ ลมหายใจแบบนี้ จิตเป็นสมาธิแล้ว

แม้ขณะที่ทำกิจกรรมอื่นๆในชีวิตปกติ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ เป็นบ่อยมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นตอนที่นั่งสมาธิ ขณะที่นั่งไปได้สักพัก รู้สึกตัวตลอดขณะที่จิตเป็นสมาธิ ตอนนั้นคิดว่ากี่โมงแล้ว ก็มองเห็นนาฬิกา เหลืออีก ๑๐ นาทีจะเที่ยง ทั้งๆที่นั่งหลับตาอยู่ แต่มองเห็นได้ยังไงก็ไม่รู้ มองทะลุเปลือกตาได้

คือรู้ตัวว่ากำลังนั่งสมาธิ ไม่ลืมตาดู แค่รู้ในสิ่งที่มองเห็น สักพัก เสียงบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้น แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลืมตา อะเมซิ่งจริงๆ กะเวลาตั้งแต่ตอนที่เห็น จนถึงเวลาที่ลืมตา เวลาจะประมาณนี้ได้

สภาวะนี้เคยเกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเกิดตอนที่เดินจงกรมอยู่ เดินลืมตาปกตินี่แหละ แต่มองทะลุประตูออกไป เห็นสภาวะภายนอกประตูได้ชัดเจน นับว่านานแล้วที่ไม่เจอสภาวะนี้ ครั้งก่อนลืมตา ครั้งนี้หลับตา

ที่มาของคำว่า “วิปัสสนา”

คำว่า “วิปัสสนา” มาจากการตีความในพระไตรปิฎก ต้องใช้คำว่าตีความ เช่น

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมนูปนิชเาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ธมฺมารา ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตย ธมฺมํ อนุสฺสรํภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ

“ภิกษุ มีธรรมคือ สมถะและวิปัสสนเป็นที่มา ยินดียิ่งในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา คิดถึงอยู่บ่อยๆ นึกถึงอยู่บ่อยๆ กระทำไว้ในใจบ่อยๆ อนุสรณ์ถึงอยู่บ่อยๆ

ซึ่งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมไม่เสื่อมจากโพธิปักขยธรรม ๓๗ ประการ และไม่เสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ คือ มรร๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา วิชฺชาภาคิยา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการ เหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน ธรรม ๒ ประการ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

เหตุมี ผลย่อมมี

สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ เป็นสภาวะต่อเนื่องกัน เหตุเพราะจับแยกสภาวะใดสภาวะหนึ่งออก นำเรื่องสมถะมากล่าวว่า เป็นเรื่องของพราหมณ์ ของโยคี แล้วจับวิปัสสนาแยกออกมา

เนื่องจากไม่รู้ชัดในสภาวะวิปัสสนาที่แท้จริงที่พระพุทองค์ทรงกล่าวถึง จึงมีตำราเกี่ยวกับวิปัสสนา ตลอดจนรูปแบบการทำแบบวิปัสสนาปรากฏขึ้นมามากมายหลายรูปแบบ ซึ่งไม่แตกต่างจากเรื่องการทำสมถะหรือการทำสมาธิให้เกิด

รู้แบบไหน เขียนแบบนั้น

ศึกษาด้านอภิธรรม เขียนวิปัสสนามาแบบอภิธรรม นำข้อความจากอภิธรรมบางส่วนมาอ้างอิงตามที่รู้ ตามที่เห็น

ศึกษาด้านพระไตรปิฎก เขียนวิปัสสนาโดยตัดข้อความบางส่วนมาอ้างอิงในเรื่องวิปัสสนา ตามที่รู้ตามที่เห็น

บ้างเป็นเรื่องของสภาวะ แต่นำมาเรียกเองว่า วิปัสสนา ตามคำบัญญัติที่มีอยู่

คำว่า “วิปัสสนา” ที่นอกเหนือจากวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ล้วนเป็นรูปแบบของวิปัสสนาที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของผู้ที่สร้างขึ้นมา

เพียงแต่นำข้อความในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า”วิปัสสนา” ตลอดจนตามความรู้ ตามความเข้าใจที่ได้ศึกษามาไม่ว่าจะด้านอภิธรรมหรือด้านสภาวะ แล้วนำมาอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนวิปัสสนา

“วิปัสสนา” ที่นำมาสอนในปัจจุบันนี้ มีเหตุเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้ เกิดจากการตีความในพระไตรปิฎก และการตีความในอภิธรรม แต่ไม่ใช่โดยสภาวะที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเรื่องสมถะและวิปัสสนา ที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ได้แก่ การยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่การปรับอินทรีย์ ปรับสติกับสมาธิให้สมดุลย์ สภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดตามความเป็นจริงขณะที่จิตเป็นสมาธิ ได้แก่สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต และ สภาวะฌานต่างๆจะดำเนินไปตามสภาวะเอง สมาธิยิ่งมาก ยิ่งรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้นาน ยิ่งเห็นตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

วิปัสสนาในปัจจุบัน

รูปแบบในการสอนของวิปัสสนาในปัจจุบัน ล้วนเป็นการสอนสัมปชัญญปัพพะ ไม่ใช่การสอนสมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐาน ๔

สัมปชัญญปัพพะ แปลว่า หมวดที่ว่าด้วยการกำหนดรู้ กล่าวโดยส่วนใหญ่ๆ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายะสัมปชัญญะ โคจรสัมปชัญญะ อสัมโมหสัมปชัญญะ

๑. สาตถกสัมปชัญญะ จะทำอะไรทุกๆอย่าง ต้องมีสติกำหนดรู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ให้ดีก่อน เช่น

เมื่อจิตคิดจะไป อย่าไปตามอำนาจของจิต คิดหาสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ก่อนว่า ถ้าเราไปที่นั่นจะมีประโยชน์หรือไม่มี

คำว่า”ประโยชน์” ในที่นี้ไดเแก่ ความเจริญโดยธรรม คือ ทำให้กรรมฐานดีขึ้น เจริญขึ้น เช่น

ถ้าไปเห็นพระเจดีย์ เห็นต้นศรีมหาโพธิ์ เห็นพระสงฆ์ ทำให้เกิดปีติ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เกิดปีติมีพระสงฆ์เป็นอารมณ์ แล้วเจริญวิปัสสนาต่อ จนได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ตามสมควรตามเหตุปัจจัยที่ทำมา อย่างนี้เป็นประโยชน์อันไพศาล

๒ . สัปปายะสัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์เป็นที่สบายและไม่สบายก่อน

๓. โคจรสัมปชัญญะ กำหนดรู้โคจร คือ กำหนดรู้กรรมฐาน เช่น กาย เวทนา จิต ธรรม และกำหนดรู้สถานที่ควรไปและไม่ควรไป เวลาไปต่องมีกรรมฐานไป เวลากลับต้องมีกรรมฐาน

๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ ได้แก่ ความมีสติทุกๆขณะ เรียกว่าเป็นผู้ไม่หลง มีอยู่ ๒๒ อย่าง คือ

๑. อภกฺกนฺเต เวลาเอนร่างกายไปข้างหน้า ก็มีสติกำหนดรู้

๒. ปฏิกฺกนฺเต เวลาเอนร่างกายไปข้างหลัง ก็มีสติกำหนดรู้

๓. อาโลกิเต เวลาแลดูตรงๆ ก็มีสติกำหนดรู้

๔. วิโลกิเต เวลาแลดูตามทิศต่างๆ ก็มีสติกำหนดรู้

๕. สมฺมิญฺชิเต เวลาคู้แขน คู้ขาเข้ามา ก็มีสติกำหนดรู้

๖. ปสาริเต เวลาเหยียดแขน เหยียดขาออกไป ก็มีสติกำหนดรู้

๗. สงฺฆาปฏิธารเณ เวลาพาดสังฆาฏิ ก็มีสติกำหนดรู้

๘. ปตฺตธารเณ เวลาอุ้มบาตร ก็มีสติกำหนดรู้

๙. จีวรธาเรณ เวลาห่มจีวร ก็มีสติกำหนดรู้

๑๐. อสิเต เวลาบริโภคอาหาร ก็มีสติกำหนดรู้

๑๑. ปีเต เวลาดื่ม ก็มีสติกำหนดรู้

๑๒. ขายิเต เวลาเคี้ยว ก็มีสติกำหนดรู้

๑๓. สายิเต เวลาลิ้มเลีย ก็มีสติกำหนดรู้

๑๔. อุจฺจารกมฺเม เวลาถ่ายอุจจาระ ก็มีสติกำหนดรู้

๑๕. ปสฺสาวกมฺเม เวลาถ่ายปัสสาวะ ก็มีสติกำหนดรู้

๑๖. คเต เวลาเดินไป ก็มีสติกำหนดรู้

๑๗. ฐิเต เวลายืน ก็มีสติกำหนดรู้

๑๘. นิสินฺเน เวลานั่ง ก็มีสติกำหนดรู้

๑๙. สุตฺเต เวลานอน ก็มีสติกำหนดรู้

๒๐. ชาคริเต เวลาตื่น ก็มีสติกำหนดรู้

๒๑. ภาสิเต เวลาพูด ก็มีสติกำหนดรู้

๒๒. ตุณฺหีภาเว เวลานิ่งอยู่เฉยๆ ก็มีสติกำหนดรู้

เมื่อกำหนดได้ละเอียดถี่ถ้วนแบบนี้ เรียกว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๓๐ นาที

๘ ตค.

รอบเช้า เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔ ชม.

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยิ่งสภาวะเบื่อเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้รู้ชัดในรูปนามนานมากขึ้นเรื่อยๆ จิตมีแต่คิดพิจรณาเรื่องสภาวะต่างๆ กิเลสต่างๆที่เคยเกิดขึ้นระหว่างจิตเป็นสมาธิ เช่น เคยมีโลภะเรื่องอาหาร

เคยมีตัวหงุดหงิดในเห็น เคยมีตัวความกำหนัดขึ้นมาให้เห็น ตอนนี้สภาวะที่ปรากฏขึ้นในจิตแบบนั้นไม่ค่อยมี จะมีแต่คิดพิจรณาเรื่องสภาวะต่างๆ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ แยกสภาวะต่างๆออกมา จะมีแต่คิดพิจรณาแบบนี้ พร้อมๆกับรู้ในกายไปด้วย

อดีต

เคยคิดจะกลับไปแก้ไขบทความต่างๆที่เคยเขียนๆไว้ แต่พิจรณาดูแล้ว มองเห็นประโยชน์ในบทความเก่าๆที่เขียนไปแล้ว สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสภาวะแบบหยาบ ที่จะต้องพบเจอก่อนที่จะมาเจอสภาวะละเอียดที่เขียนในปัจจุบันนี้

เลยคิดว่าปล่อยทิ้งไปแบบนั้น เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวในอดีตที่เคยทำ แล้วไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มีแต่ไม่ทำผิดซ้ำซากแบบที่เคยทำผ่านมาในอดีต นั่นคือต้นเหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่มาก

๙ ตค.

วันอาทิตย์ ทำงานบ้านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ช่วงพักเหนื่อย สภาวะเปลี่ยนไป บางครั้งจะนอนพัก แต่ลายเป็นจิตเป็นสมาธิไปแทน นับว่ายังดีกว่านอนหลับไปเฉยๆ กลางคืนเวลานอน เป็นเรื่องปกติไปแล้ว จิตเป็นสมาธิก่อนนอนทุกคืน

โฆษณา

ตุลาคม 2011
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: