๑๐ – ๑๒ ตค.๕๔

๑๒ ตค.

มีความรู้สึกตัวชัดมากขึ้น ขณะเดินทาง

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๔ ๑/๒ ชม.

จิตเวลาคิดพิจรณา จะคิดๆอยู่อย่างนั้น เราได้แต่ดูไปเรื่อยๆ สมาธิเกิดต่อเนื่องตลอด บางครั้งมีสภาวะสุขเกิดขึ้นแล้วหายไป บางครั้งแค่รู้ สลับไปมา

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในดีมีเสีย ในเสียมีดี “น้ำท่วม”

น้องคนนี้เป็นหัวหน้าทีมที่ร่วมทำงานด้วยกัน เราคิดอยู่แล้วว่า คนที่มาเจริญสติ จะเห็นโอกาสในสิ่งที่มองดูว่าทุกข์สำหรับคนทั่วๆไป

น้องเล่าให้ฟังว่า นับว่าเขาสร้างเหตุดีที่ได้เจริญสติ เขาเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ น้ำที่ท่วมในครั้งนี้ เป็นเหมือนการสแกนคน ทำให้เขาได้ปลดภาระหลายๆอย่างลงไปได้ (เขาเข้าใจเรื่องเรื่องเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ รู้พอสมควร)

เขาบอกว่าที่ใดศาสนาเสื่อมโทรม ที่นั้นจะมีเหตุการณ์เหมือนล้างบางครั้งยิ่งใหญ่ คนที่รอดคือคนที่ยังมีโอกาส เขาบอกว่าในปีนี้จะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นกัน หิมะจะตกในฤดูหนาว มีอาจารย์หลายๆท่านเคยพูดเอาไว้ เขาบอกว่าเขารู้มานานแล้ว

บ้านเขาจมน้ำหมด แทนที่เขาจะทุกข์ เขากลับบอกว่าดี ทำให้เห็นจิตของตัวเองอย่างชัดเจน เราบอกว่านั่นแหละคนเจริญสติจะเห็นแบบนั้น จะไม่ไปทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องของเหตุ เอาชีวิตไว้ ยังมีโอกาสได้ทำต่อเนื่อง

หมายเหตุ

ปล่อยให้เขาได้พูดแบบเป็นตัวของตัวเอง ศาสนาก็เป็นบัญญติ เหมือนกายบัญญัตินี่แหละ ย่อมเสื่อมสลายไปสิ้นเรื่องธรรมดา แต่สภาวะของการรู้แจ้ง ตลอดจนอริยสัจ ๔ ไม่มีวันเสื่อมสลาย เพราะสภาวะเหล่านี้อยู่เหนือกาลเวลา

ชีวิต

ทรัพย์ภายนอกสูญหายหมดสิ้น ยังหาซื้อได้ใหม่ แต่ทรัพย์ภายใน ถ้าชีวิตตกสิ้นไปนั่นคือ มีการเกิด ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ต่อ กว่าจะเจอทาง กว่าจะเจอเหตุที่สัญญาเก่าๆสามารถทำให้รู้ได้ ไปคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ไหนจะเหตุที่ทำขึ้นมาใหม่อีก

๑๑ ตค.

ยังเจอสภาวะเบื่ออยู่

นับว่าสร้างเหตุมาดี จึงเป็นเหตุให้ได้มีสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติ และผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง เหตุที่เป็นคนหมั่นสังเกตุสภาวะมาตลอด เป็นเหตุให้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดๆก็ตาม ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แต่อย่างใด

เบื่อก็ให้รู้ว่าเบื่อ เพียงแต่เขียนบันทึกไว้ตลอดว่าแต่ละวันมีสภาวะอย่างไรบ้าง

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

สภาวะสักแต่ว่าสภาวะ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร ล้วนเกิดจากสภาวะทั้งสิ้น พอจิตเป็นสมาธิ รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม)แล้ว สภาวะหรือความรู้สึกก่อนหน้านี้จะดับสิ้นลงไปเอง ไม่มีผลกระทบใดๆต่อสภาวะภายในขณะที่จิตเป็นสมาธิ

จิตมีแต่คิดพิจรณาขึ้นมาเองตลอด เรื่องราวต่างๆผุดขึ้นมาเยอะแยะไปหมด เป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เป็นรายละเอียดของสภาวะที่ผ่านๆมา ที่เคยคิดว่ามีแค่นี้ จริงๆแล้วมีรายละเอียดลึกลงไปอีก แต่ถ้าสภาวะไหน จบแล้วจบเลย

เช่น สภาวะของสติ รู้แล้วรู้เลย จะไม่มีมาขยายต่อ สภาวะสัมปชัญญะก็เช่นเดียวกัน สภาวะสัมมาสติที่เคยเขียนไว้ ซึ่งคิดว่ามีแค่นั้น จริงอยู่มีแค่นั้น แต่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสภาวะ

สติ ได้แก่ ความระลึก คือความรู้ตัว สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะทำกิจใดๆ

สัมปชัญญะ ได้แก่ ความรู้สึกตัว สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

เมื่อนำแยกออกมาเป็นหมวด

สภาวะสัมมาสติ

สัมมาสติ ได้แก่ สติ+สัมปชัญญะ =สมาธิ สภาวะ เมื่อมีสติทำงานร่วมกับสัมปชัญญะ หมายถึง การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กิจที่กำลังทำอยู่ เป็นเหตุให้มีสมาธิเกิดขึ้นร่วมได้ สภาวะที่เกิดขึ้น คือ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่

สภาวะสัมมาสติ มีสภาวะ ๓ ตัวรู้เกิดขึ้น ได้แก่ รู้ตัวก่อนที่จะทำกิจ(สติ) รู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆ(สัมปชัญญะ) รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ(สมาธิ)

สภาวะของสัมมาสมาธิ

ส่วนสัมมาสมาธิที่เคยเขียนไว้นั้น แยกออกมาอีกหมวดหนึ่ง เป็นเรื่องของการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ ระหว่างสติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่จิตเป็นสมาธิ

หมายถึง เมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้วมีสภาวะของสมาธิกับสติมีความสมดุลย์กัน ทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ย่อลงมาเหลือ กายและจิต เรียกสั้นๆว่า รูป,นาม

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธิ คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ได้แก่ รู้ชัดทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ได้แก่

รู้ชัดอยู่ในกาย ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับกาย สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนั้นได้หมด

รู้ชัดเวทนา ได้แก่ ไม่ว่าจะมีเวทนาแบบไหนๆ ที่เกิดขึ้นในกายและจิต สามารถรู้ชัดรายละเอียดต่างๆนั้นได้หมด

รู้ชัดในจิต ได้แก่ จิตมีกิเลสอะไรเกิดขึ้น สามารถรู้ชัดในรายละเอียดกิเลสต่างๆนั้นได้หมด

รู้ชัดในธรรม ได้แก่ ความคิด สามารถรู้ชัดในรายละเอียดความคิดต่างๆนั้นได้หมด ไม่มีความฟุ้งซ่านหรือรำคาญแต่อย่างใด เกิดเนื่องจากจิตที่มีความตั้งมั่น นิวรณ์ต่างๆย่อมเข้าแทรกแซงสภาวะไม่ได้

สภาวะต่างๆเหล่านี้ จะรู้ชัดหรือรู้ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิว่า มีความแนบแน่นหรือมีกำลังมากน้อยแค่ไหน

สมาธิมีกำลังมาก ย่อมรู้ชัดอยู่ในสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้นาน มีกำลังน้อย ย่อมรู้ชัดอยู่ในสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้น้อย

สมาธิมีความแนบแน่นมาก ย่อมรู้ชัดรายละเอียดต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดได้มาก สมาธิมีความแนบแน่นน้อย ย่อมรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้น้อย

ธรรมชาติของจิต มีหน้าที่รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพราะความไม่รู้ จึงไม่รู้ว่า แม้ขณะจิตเป็นสมาธิก็สามารถรู้ชัดในอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

เรียกว่า ยิ่งมีกำลังสมาธิมากๆ ยิ่งดี มีกำลังสมาธิแนบแน่นมากๆยิ่งดี เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดทั้งสภาวะต่างๆและรายละเอียดต่างๆของสภาวะ รู้อยู่อย่างนั้นได้นานและชัดเจน

เป็นเหตุให้เห็นไตรลักษณ์ได้เนืองๆ เป็นเหตุให้วิปัสสนาญาณต่างๆดำเนินไปตามสภาวะเอง จิตจะคิดพิจรณาโดยไม่ต้องไปเจาะจงยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาคิดพิจรณา แต่ผู้ใดอยากจะยกขึ้นมาคิด ก็ทำได้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกัน

ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับกำลังของสติด้วยว่า มีความสมดุลย์กับสมาธิมากน้อยแค่ไหน ต้องมีการปรับอินทรีย์เนืองๆจนกว่าสติและสมาธิเกิดความสมดุลย์ จิตจึงจะรู้ชัดในความรู้สึก ตลอดจนความคิดต่างๆ และสภาวะอื่นๆในขณะที่จิตเป็นสมาธิได้

สัมมาสมาธิ คือ วิธีการทำวิปัสสนา หรือเรียกว่าเป็นสภาวะของวิปัสสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ฉะนั้น เวลาพระองค์ทรงตรัสถึงสติปัฏฐาน ๔ จะกล่าวถึงสมถะและวิปัสสนา ฌาน และสุญญคารหรือสุญญตาควบคู่กับเสมอๆ

เหตุเพราะ ในสัมมาสมาธิ ยิ่งมีกำลังสมาธิในระดับฌานหรือสมาธิที่ไม่มีประมาณ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดและรู้รายละเอียดของสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้นาน

สภาวะที่รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม)ขณะที่เป็นสมาธิหรือสัมมาสมาธิหรือวิปัสสนาตามความเป็นจริงนี้ เป็นสภาวะของสุญญคาร(เรือนที่ว่างเปล่า)หรือสุญญตา(ว่างจากตัวตน) หรือนามรูปปริเจญาณที่เป็นสภาวะปรมัตถ์

เหตุที่มาของสุญญคารหรือสุญญตา

ที่มาของสุญญคาร ซึ่งมีการเขียนไว้ว่า ที่สงัด แม้กระทั่ง สุญญตา ที่มักจะนำมาเปรียบเทียบเนืองๆว่า ไม่มีตัวตน ปราศจากบุคคล, ตัวตน เรา,เขา คน และสัตว์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุบายในการสื่อสารตัวสภาวะ

แต่โดยสภาวะที่แท้จริงของสุญญคารหรือสุญญตานั้น เป็นสภาวะของสัมมาสมาธิหรือวิปัสสนา ตามที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก มีการเริ่มต้นแตกต่างจากวิปัสสนาในปัจจุบัน

สภาวะที่เกิดขึ้นของสุญญคารหรือสุญญตา เป็นสภาวะที่รู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนามที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ ไม่ใช่สภาวะรูปนามที่ยังเป็นบัญญัติ ซึ่งเป็นวิธีการทำวิปัสสนาในปัจจุบันนี้

ถึงแม้วิธีการเริ่มต้นอาจจะแตกต่าง แต่ผลที่ได้รับเมื่อเกิดสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เป็นปรมัตถ์แล้ว ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย สภาวะวิปัสสนาญาณต่างๆจะดำเนินไปตามสภาวะเอง

เวลาสภาวะนี้เกิดขึ้น กายจะสักแต่ว่ากาย จิตจะสักแต่ว่าจิต ไม่มีความเป็นตัวตนหรืออัตตาที่มีอยู่ ที่ยังมีการยึดมั่นถือมั่นอยู่ เข้าไปแทรกแซงในสภาวะที่รู้ชัดอยู่ในสภาวะรูปนามนั้นแต่อย่างใด

แต่จะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรม ตามความเป็นจริง แม้กระทั่งความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ได้ไปยกสิ่งใดๆขึ้นมาคิดพิจรณา (นี่คือความหมายของคำว่าปราศจากตัวตน บุคคล เขา เรา และสัตว์ทั้งหลายที่นำมาใช้ในปัจจุบัน)

เมื่อยู่ในสภาวะนี้ จิตจะคิดพิจรณาเอง เรียกว่าจิตเห็นจิต เพราะจะมีสภาวะตัวผู้ดู และผู้รู้เกิดขึ้น จะเห็นสภาวะตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด และละเอียดยิ่งขึ้น จนกว่าจะรู้ชัดในสภาวะที่คิดพิจรณา

มีแต่คิดวนๆซ้ำๆซากๆ มีรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะรู้ชัดว่าสภาวะนั้นๆเป็นอย่างไร คืออะไร จิตจะเปลี่ยนไปคิดพิจรณาสภาวะอื่นๆแทน สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้

บางเรื่องคิดว่าใช่แล้ว วันดีคืนดี จิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง ให้เห็นรายละเอียดของสภาวะที่ชัดขึ้นไปอีก เหมือนเรื่องต่างๆที่ได้บันทึกมาตลอด จะมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมรายละเอียดของตัวสภาวะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

เป็นเหตุให้เห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ จนจิตปล่อยวางลงไปเอง เป็นอุเบกขา จะรู้สลับไปมาแบบนี้ จนกว่าวิปัสสนาญาณในสภวะอื่นๆจะเกิดขึ้นตามสภาวะแต่ละสภาวะเอง

หน่วงนิพพานเป็นอารมณ์

หมายถึง ยิ่งสภาวะของสมาธิมีความแนบแน่น หนักหน่วงมากแค่ไหน เป็นเหตุให้ ยิ่งรู้ชัดในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้ชัดและได้นานมากขึ้น และรู้ชัดถึงกำลังความหนักหน่วง ตลอดจนความแนบแน่นของสมาธิที่กำลังเกิดได้ชัดเจนด้วย

เรื่องราวต่างๆที่ได้บันทึกนี้ ใครจะวิพากย์วิจารณ์อะไรยังไง หรือใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ล้วนเป็นเรื่องของเหตุที่ทำมาร่วมกันและไม่เคยทำมาร่วมกัน เป็นเหตุให้ดูสภาวะตามความเป็นจริงที่มีอยู่ได้อย่างสบายๆ

เป็นเหตุให้ไม่ใส่ใจในความรู้สึกนึกคิดของผู้ใด แต่เขียนบันทึกมาตลอดเพื่อดูตัวเอง ตรวจสอบสภาวะของตัวเอง บางทีแค่คิดอย่างเดียวจะมองไม่เห็นรายละเอียด ตลอดจนข้อผิดพลาด วิธีบันทึกแบบนี้ ทำให้เห็นสภาวะได้ชัดเจน

เช่นเดียวกับเรื่องวิปัสสนา ที่คยเขียนไว้ มีช่องโหว่ในการเขียน ในการกล่าวถึงแนวทางของบุคคลที่ ๓ นับว่าเป็นเหตุดี ที่เห็นตรงนี้ได้ทันมากขึ้น จึงกลับไปแก้ไขใหม่ได้ สิ่งที่เกิดกับคนอื่น นั่นคือเหตุของคนอื่นๆทำมาร่วมกัน

เราสามารถกล่าวถึงสิ่งที่รู้ที่เห็นได้ คนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน ส่วนใครเชื่อใครนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา แม้กระทั่งปฏิบัติเหมือนกัน(รูปแบบที่มองเห็น) แต่สภาวะภายในที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ตามเหตุที่ทำมาและที่ทำขึ้นมาใหม่

มานะกิเลส

ตัวมานะกิเลสจะมีสภาวะที่ละเอียดมากๆ ยากที่จะรู้เท่าทัน ต้องหมั่นทบทวนสภาวะต่างๆเนืองๆ หมั่นทบทวนการกระทำแม้กระทั่งความคิด (เรื่องที่เขียนออกมา)เนืองๆ ถ้าไม่เขียนออกมา ดูไม่ทันจริงๆ จิตมันไวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

เพิ่งรู้อีกอย่าง เรื่องจิตด่าหรือว่าคนอื่นๆในใจ ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก เกิดเอง เป็นเอง ทั้งๆที่ภายนอกพูดคุยกันปกติ กิเลสตัวนี้เป็นสภาวะของมานะกิเลส ด่า,ว่าเขา เพราะคิดว่าตนเองดี,เลวหรือเสมอกว่าเขา มันเนียนจริงๆสภาวะมานะกิเลส

สังโยชน์ต่างๆ

เรื่องของสภาวะสังโยชน์ต่างๆ กิเลสจะแสดงตัวตลอดเวลา เพียงแต่มันไม่มีชื่อมาแปะไว้ว่า กิเลสด่าเขาเรียกว่าอะไร รู้จักแต่กิเลสตัวเอ้บๆ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยากต่างๆ นี่ก็ล้วนมากจากกิเลสโลภะ

หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าอะไร แต่จิตจะรู้ชัดขึ้นมาเองเรื่อยๆ พออ่านพระไตรปิฎกจึงรู้ว่า สิ่งต่างๆที่รู้นั้น ล้วนมีชื่อเรียกตามสภาวะ

รอบ ๒ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

วิปัสสนาที่มีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เรื่อง สติปัฏฐาน ๔ เป็นการทำสมถะก่อน เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ระหว่างสติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เป็นเหตุให้ จิตสามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรมได้

วิธีการทำสมถะ เป็นการทำสมาธิในอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทสมาธิ วิริยะสมาธิ จิตสมาธิและวิมังสาสมาธิ

ฉันทสมาธิ ได้แก่ เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นจาก ทำตามสัปปายะที่ถูกจริตของตัวเอง ทำตามอิริยาบทที่ตัวเองถนัด ไม่จำเป็นจะต้องนั่งในท่าขัดสมาธิเสมอไป ในอิริยาบทอื่นๆก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้

อิริยาปโถ-อิริยาบถ

แม้ในอิริยาบถ ๔ บางคนมีอิริยาบถเดินเป็นที่สบาย บางคนมีอริยาบทนอน อิริยาบทยืนหรืออิริยาบทนั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่สบาย เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลพึงทดลองอิริยาบถนั้นๆอย่างละ ๓ วัน เหมือนกับทดลองที่อยู่

ในอิริยาบถใด จิตยังไม่ตั้งมั่น ย่อมตั้งมั่น หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น พึงทราบว่าอิริยาบทนั้น ชื่อว่าเป็นอิริยาบถเป็นที่สบาย อิริยาบถอื่นๆนอกจากนี้ ไม่ใช่เป็นอิริยาบทที่สบาย

โภชนะ-อาหาร

อาหารที่มีรสหวาน ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน ที่มีรสเปรี้ยว ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน

แม้อากาศเย็นก็เป็นที่สบาย สำหรับบุคคลบางคน อากาศร้อนเป็นที่สบาย สำหรับบุคคลบางคน

เพราะฉะนั้น เมื่อโยคีบุคคลส้องเสพอาหารหรืออากาศชนิดใด จึงมีความผาสุกสบาย หรือจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นย่อมตั้งมั่น หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น

อาหารชนิดนั้นและอากาศชนิดนั้น ชื่อว่าเป็นที่สบาย อาหารและอากาศชนิดอื่น นอกจากนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่สบาย

อาวาส-ที่อยู่

เมื่อโยคีบุคคลอยู่ ณ ที่ใด นิมิตหมายเกิดขึ้นด้วย ย่อมถาวรมั่นคงด้วยสติ ย่อมตั้งมั่นในนิมิตนั้น จิตก็เป็นสมาธิ ที่อยู่เช่นนี้ชื่อว่า ที่อยู่เป็นที่สบาย เพราะฉะนั้น ในวัดใดที่มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ในวัดเช่นนั้น

โยคีบุคคลพึงอาศัยทดลองดู แห่งละ ๓ วัน ณ แห่งใดทำให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ก็พึงอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเถิด จริงอยู่ เพราะเหตุได้ที่อยู่เป็นที่สบาย

วิริยสมาธิ ได้แก่ เป็นสมาธิที่เกิดจากความเพียรพยายามทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ กอง

จิตสมาธิ ได้แก่ การกำหนดต้นจิต อยู่ในหมวดของสัมปปชัญญะ เรียกว่า สัมปชัญญปัพพะ คือ การกำหนดอิริยาบท มีอยู่ ๒๒ อิริยาบทหลัก เป็นเหตุให้ มีสติ คือ มีความรู้ตัวก่อนที่จะทำ มีสัมปชัญญะ คือ มีความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำ

เมื่อเอาจิตจดจ่อ รู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่า วิตก วิจาร สมาธิย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น ผลของสมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมมีมากน้อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยที่ทำมา นี่เป็นอีกหนึ่งที่มาของการทำวิปัสสนาในปัจจุบัน

ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพียงการทำสมถะ ยังไม่ใช่สภาวะของวิปัสสนา ที่กล่าวว่าเป็นสมถะ เพราะยังมีการใช้บัญญัติกำกับในการกำหนดอิริยาบท ไม่แตกต่างกับการใช้คำบริกรรมภาวนาอื่นๆ

เช่น พุทโธ พองหนอ ยุบหนอฯลฯ ที่ใช้กำกับตามลมหายใจเข้าออก แม้กระทั่งการกำหนดอาการของกาย เช่น พองหนอ ยุบหนอ ตามอาการท้องพองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก

แม้กระทั่งการใช้คำว่ารูปนามกำกับในอิริยาบทต่างๆ วซึ่งเป็นเหตุผลเช่นเดียวกับการใช้คำบริกรรมภาวนาในการกำกับการภาวนา แม้กระทั่งกำกับการดูอาการเคลื่นนไหวของกาย

สภาวะต่างๆจะเป็นวิปัสสนาที่แท้จริงต่อเมื่อ มีสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตที่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น มีแค่นี้ ไม่ต้องใช้อะไรมากำกับ มีแต่สติ สัมปชัญญะรู้ชัดอยู่ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

วิมังสาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการนำเรื่องธรรมะต่างๆมาพิจรณา เช่น ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปปบาทฯลฯ

เหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป แนวทางการปฏิบัติจึงมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น ใช่ว่าปฏิบัติแบบเดียวกันจะได้ผลหรือสภาวะเหมือนกัน

สมาธิทุกคนน่ะมีอยู่แล้ว เพียงแต่วิธีที่จะนำสมาธิที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร หากจับจุดได้ถูก การทำจิตให้ตั้งมั่นหรือทำให้เป็นสมาธิไม่ใช่เรื่องยาก

ความแตกต่างและความเหมือนของวิปัสสนาในพระไตรปิฎกกับวิปัสสนาในปัจจุบัน

ความแตกต่าง ได้แก่ การเริ่มต้น

ในสติปัฏฐาน ๔ ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า “ทำสมถะและวิปัสสนา”เป็นการทำสมถะ เพื่อให้จิตเกิดการตั้งมั่นหรือสมาธิให้ได้ก่อน จึงยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ ระหว่าง สติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์

ผลที่ได้รับ สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณเป็นสภาวะปรมัตถ์ เพราะไม่มีวิตก วิจาร มีรูปนามเป็นอารมณ์ตามความเป็นจริง สภาวะย่อมดำเนินไปตามวิปัสสนาญาณต่างๆเอง และไม่มีตกต่ำไปหาบัญญัติอีก

สุญญตาหรือสุญญคาร เกิดขึ้นจากเหตุนี้ เพราะสงัดจากวิตก วิจาร มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมขณะที่จิตเป็นสมาธินี่แหละ

วิปัสสนาในปัจจุบัน ได้แก่ การกำหนดรู้รูปนามที่เป็นบัญญัติ ยังมีวิตก วิจาร เป็นสภาวะรูปนามที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เกิดขึ้น จึงเป็นเพียงการรู้โดยบัญญัติ ยังไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ

สิ่งที่เหมือนกัน

วิปัสสนาในปัจจุบัน เมื่อละวิตก วิจารลงไปได้ ย่อมเกิดสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เป็นปรมัตถ์ ไม่แตกต่างกับสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เกิดขึ้นในสติปัฏฐาน ๔ ตามพระไตรปิฏกที่มีบันทึกไว้

เรียกว่า แตกต่างโดยการเริ่มต้นแนวทางการปฏิบัติ ผลที่ได้รับสุดท้ายไปในทางเดียวกัน เหมือนกันทุกๆสภาวะตามวิปัสสนาญาณ ที่มีแนวทางแตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา

หรือแม้กระทั่ง ทำสมถะก่อน แล้วรอสมาธิคลาย จึงนำความรู้ต่างๆด้านปริยัติมาคิดพิจรณา ยังเป็นสภาวะบัญญัติ จนกว่าจิตจะรู้ชัดโดยตัวสภาวะเอง จึงจะเป็นปรมัตถ์ คือ ไม่มีวิตก วิจาร

วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณ ตั้งแต่สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณจนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณ สภาวะวิปัสสนาญาณต่างๆที่อยู่ระหว่างสภาวะนามรูปฯกับสภาวะสังขารุฯ ล้วนเป็นอารมณ์ต่างๆของจิตที่รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต

จนกระทั่งเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จิตจึงเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง เรียกว่า สภาวะสังขารุฯ ส่วนสภาวะที่เหลือ เมื่อสภาวะพร้อม จะเกิดเองโดยปราศจากความรู้สึกนึกคิดใดๆ แต่จะรู้เองเมื่อสภาวะนั้นผ่านไปแล้ว

และจะเจอกับดักหลุมพรางของกิเลสหลุมใหญ่ แต่สิ่งที่รู้แล้วไม่หายไปไหน แต่จะรู้ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆตามสภาวะ ส่วนหลุมพรางของกิเลสหรืออุปกิเลสที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาและเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

คือ สร้างเหตุภายนอกให้น้อยลง รู้ชัดในกายและจิตให้มากขึ้น อุปทานที่มีอยู่จะถูกถ่ายถอนลงไปเรื่อยๆตามสภาวะ แล้วจะหลุดจากหลุมพราง เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

๑๒ ตค.

ยังเบื่อ ก็รู้ แต่ก็ …. ดูเสียงกระซิบจากมิติลี้ลับ จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลาจริงหรือ? แต่เราว่ามันเป็นสำนวนมากกว่า จิตที่แท้จริงจะเกิดดับได้อย่างไร จิตมีดวงเดียว ที่เกิดดับคืออาการของจิตหรือที่เรียกว่าเจตสิก

คงต้องคุยกับคุณสมจิต เขาเรียนอภิธรรม จริงๆแล้วตำรามีนะ แต่ขี้เกียจอ่าน มันเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย ตำราแต่ละเล่ม ล้วนเขียนตามที่ผู้เขียนรู้ รู้แค่ไหน ย่อมเขียนได้แค่ที่ตัวเองรู้ ตำราจึงมีหลากหลายเพราะเหตุนี้

แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีถ่ายทอดไว้ในพระไตรปิฎก ก็ถูกย่อจนสั้นเหลือนิดเดียว ล้วนมีแต่บัญญัติ ตัวสภาวะหายไปหมดสิ้น ใครผ่านสภาวะแต่ละสภาวะแค่ไหน รู้ได้แค่ไหน ย่อมเข้าใจพระไตรปิฎกได้แค่นั้น

มีรู้ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด เท่าที่อ่านเจอมา หาได้ยากจริงๆที่รู้ละเอียดโดยสภาวะ มีแต่เขียนตามที่ได้ศึกษามาแล้วนำไปเทียบเคียงกับสภาวะที่ตนเองประสบพบเจอ ซึ่งยังไม่ใช่โดยตัวสภาวะที่แท้จริง มีแต่การตีความ เหตุมี ผลย่อมมี

เหมือนเรื่องจิตเกิดดับ เรามองว่า ถ้าดับคือไม่มีเกิดอีกแล้ว(นิพพาน) ถ้ายังมีเกิดนั่นคือจากเหตุที่ยังมีอยู่(ตาย) เปลี่ยนแค่เปลือกตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ แต่จิตดวงเดิมในเปลือกใหม่เท่านั้นเอง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ทุกๆสิ่ง มีด้านมืด ย่อมมีด้านสว่าง บางครั้งการถ่ายทอดทางตัวหนังสือ ซึ่งมีผู้ได้อ่านเจอ อาจเป็นเหตุให้สัญญาเก่าจุดประกายขึ้นมาได้ จากผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย กลายเป็นผู้รู้ขึ้นมาได้ เพราะสัญญาเก่าที่มีอยู่ได้ถูกการกระตุ้นโดยผัสสะเป็นเหตุ

ทุกๆสิ่งล้วนมีเหตุ ผลจึงมีแสดงให้ได้รับเนืองๆ แนวทางการปฏิบัติจึงหลากหลาย แต่เมื่อรวบรวมโดยสภาวะแล้วล้วนควบคุมอยู่กับสภาวะของสมาธิในอิทธิบาท ๔ ทุกๆอย่างล้วนเกิดจากสมถะคือ บัญญัติ ก่อนจะขึ้นสู่วิปัสสนา คือ ปรมัตถ์

จุดเริ่มต้นที่แตกต่าง เป็นสภาวะปรมัตถ์แล้วไม่มีความแตกต่าง เหมือนกันหมดทุกๆสภาวะ ที่แตกต่างคือเหตุ สภาวะที่มาแสดงให้เห็นจึงแตกต่างกันไป แต่กิเลสเหมือนๆกัน อยู่ที่ว่าจะดูออกหรือรู้ทันไหม แตกต่างแค่เปลือก ภายในไม่แตกต่าง

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๔๕ นาที

จิตจะคิดพิจรณาไปจนกว่าจะเบื่อ จนกระทั่งหยุดคิด แล้วสมาธิจะคลายตัวไปเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดในการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ จิตเป็นสมาธิมากขึ้นและเกิดสมาธินานมากกว่าเดิม รู้ชัดอยู่ในรูปนามมากกว่าเดิม ภายนอกรู้เป็นระยะ ส่วนมากไม่รู้

ที่จะรู้ส่วนมากเป็นเสียงนาฬิกาเดิน รู้เป็นบางขณะ แต่เสียงเครื่องจักรทำงานจะไม่ได้ยิน แม้กระทั่งเสียงประตูห้องน้ำเปิดปิดก็ไม่ได้ยิน ทั้งๆที่นั่งอยู่ใกล้ประตู

จิตเกิดดับ

เป็นอย่างที่เราเข้าใจ รู้โดยสภาวะ เมื่อสนทนากับผู้ที่ศึกษา จะเข้าใจง่าย ได้ถามคุณสมจิตว่า ที่ว่าจิตเกิดดับน่ะ จิตเกิดดับหรือเจตสิกเกิดดับ เขาถามว่าจิตช่วงไหนล่ะ ถ้าเป็นจิตที่เข้านิโรธ อันนี้เป็นจิตดับไปทั้งหมดชั่วขณะหนึ่ง คือทั้งเจตสิกด้วย

แต่กัมมัชรูปยังอยู่ ถ้าตาย จิตดับพร้อมกับกัมมัชรูป ถ้าเป็นอัปปนาสมาธิ เป็นเพียงแค่จิตและเจตสิกดับไปชั่วขณะ แต่ภวังค์ยังมี สรุปแล้ว ในชีวิตประจำวงันของทุกๆคน ล้วนเป็นเพียงเจตสิกเกิดดับ เจตสิกได้แก่ อาการของจิตหรือกิริยาของจิต เพียงเขียนไว้คร่าวๆ ยังมิได้ปักใจเชื่อแต่อย่างใด สภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

สมาธิมีมากขึ้นและเกิดนานขึ้นกว่าเดิม จิตมีคิดพิจรณาเรื่องสภาวะแต่ละสภาวะตลอด ส่วนมากเรื่องเดิมๆซ้ำๆ แต่รายละเอียดของสภาวะเห็นชัดมากขึ้น แยกแยะได้ชัดเจนมากขึ้น

สภาวะเดินไม่เหมือนเมื่อก่อน คือ ในอิริยาบทไม่ได้เดินมากแบบก่อนๆ ส่วนมากจะยืนมากกว่าเดิน ยืนทำโน่นทำนี่ ยืนเขียนบทความ เวลาสภาวะพร้อมจะนั่งสมาธิก็นั่ง ไม่ได้จัวเลาหรือตั้งเวลา เพียงแต่ดูเวลาและเขียนเวลาบันทึกไว้เท่านั้นเอง

เวลาเดินกับบ้าน หรือเดินตามห้าง แม้กระทั่งยืนดูเขาแข้งDANCEกัน จิตมักจะเกิดสมาธิขึ้นเนืองๆ จับได้ชัดมากๆเวลาสมาธิเกิด

ตุลาคม 2011
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: