ที่มาของคำว่า “วิปัสสนา”

คำว่า “วิปัสสนา” มาจากการตีความในพระไตรปิฎก ต้องใช้คำว่าตีความ เช่น

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา   ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร   เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมนูปนิชเาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ธมฺมารา ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตย  ธมฺมํ อนุสฺสรํภิกฺขุ  สทฺธมฺมา น ปริหายติ

“ภิกษุ มีธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาเป็นที่มา ยินดียิ่งในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา คิดถึงอยู่บ่อยๆ นึกถึงอยู่บ่อยๆ กระทำไว้ในใจบ่อยๆ อนุสรณ์ถึงอยู่บ่อยๆ

ซึ่งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมไม่เสื่อมจากโพธิปักขยธรรม ๓๗ ประการ และไม่เสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ คือ มรร๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา วิชฺชาภาคิยา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการ เหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน ธรรม ๒ ประการ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

เหตุมี ผลย่อมมี

สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ เป็นสภาวะต่อเนื่องกัน  เหตุเพราะจับแยกสภาวะใดสภาวะหนึ่งออก  นำเรื่องสมถะมากล่าวว่า เป็นเรื่องของพราหมณ์ ของโยคี แล้วจับวิปัสสนาแยกออกมา

เนื่องจากไม่รู้ชัดในสภาวะวิปัสสนาที่แท้จริงที่พระพุทองค์ทรงกล่าวถึง จึงมีตำราเกี่ยวกับวิปัสสนา ตลอดจนรูปแบบการทำแบบวิปัสสนาปรากฏขึ้นมามากมายหลายรูปแบบ ซึ่งไม่แตกต่างจากเรื่องการทำสมถะหรือการทำสมาธิให้เกิด

รู้แบบไหน เขียนแบบนั้น

ศึกษาด้านอภิธรรม เขียนวิปัสสนามาแบบอภิธรรม นำข้อความจากอภิธรรมบางส่วนมาอ้างอิงตามที่รู้ ตามที่เห็น

ศึกษาด้านพระไตรปิฎก เขียนวิปัสสนาโดยตัดข้อความบางส่วนมาอ้างอิงในเรื่องวิปัสสนา ตามที่รู้ตามที่เห็น

บ้างเป็นเรื่องของสภาวะ  แต่นำมาเรียกเองว่า วิปัสสนา  ตามคำบัญญัติที่มีอยู่

คำว่า “วิปัสสนา” ที่นอกเหนือจากวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้  ล้วนเป็นรูปแบบของวิปัสสนาที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น

เพียงแต่นำข้อความในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า”วิปัสสนา” ตลอดจนตามความรู้ ตามความเข้าใจที่ได้ศึกษามาไม่ว่าจะด้านอภิธรรมหรือด้านสภาวะ   แล้วนำมาอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนวิปัสสนา

“วิปัสสนา” ที่นำมาสอนในปัจจุบันนี้ มีเหตุเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้ เกิดจากการตีความในพระไตรปิฎก และการตีความในอภิธรรม  แต่ไม่ใช่โดยสภาวะที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเรื่องสมถะและวิปัสสนา ที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ได้แก่ การยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่การปรับอินทรีย์ ปรับสติกับสมาธิให้สมดุลย์ สภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดตามความเป็นจริงขณะที่จิตเป็นสมาธิ  ได้แก่สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต  และ สภาวะฌานต่างๆจะดำเนินไปตามสภาวะเอง สมาธิยิ่งมาก ยิ่งรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้นาน ยิ่งเห็นตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

 

 

ยังไม่ได้แก้ไขบทความใหม่ กลัวว่าบทความที่เขียนไว้จะหายไปหมด จึงนำมาลงไว้ชั่วคราว ที่ต้องแก้ไขคือ การกล่าวถึงบุคคลที่ ๓ ถึงแม้มิได้คิดเพ่งโทษ แต่ตัวหนังสืออาจเป็นเหตุใหเกิดเหตุของการเพ่งโทษของผู้อื่นได้

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ตุลาคม 2011
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: